Trip 2011 – part 6

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน พบว่าการเขียน blog นี่มันใช้พลังเยอะพอสมควร ขนาดว่า wordpress เวอร์ชันใหม่ๆ มันเนียนกว่าเดิมมากแล้ว ยังรู้สึกเหนื่อย หรือจะเป็นเพราะ facebook/twitter ทำให้เสียนิสัยไปแล้ว?

รวมลิงก์ตอนเก่า

จากตอนที่แล้ว จบจากเที่ยวเมืองนอริช ก็กลับมาเที่ยวลอนดอนอีกครั้งโดยใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม

สถานีรถไฟของเมืองนอริช

ชานชาลา

วิธีการซื้อตั๋วรถไฟในอังกฤษก็ไม่ยาก แค่เข้าไปซื้อตั๋วจากในเว็บ เลือกวันเวลาให้ถูกต้อง จ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วระบบจะให้รหัสรับตั๋วมา พอมาถึงที่สถานีรถไฟ ก็เอาบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายเงิน เสียบเข้าไปที่ตู้อัตโนมัติ กดรหัสรับตั๋ว แล้วเครื่องก็จะออกตั๋วมาให้ สะดวกและรวดเร็ว เท่าที่เดินทางมา จะมีตู้แบบนี้ทุกสถานี แต่จะมีตู้ของบริษัทเดินรถบางเจ้าที่ไม่รับบัตรเครดิตของประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราๆ ทางออกคือเอารหัสไปรับกับพนักงานที่ช่องขายตั๋ว (ดังนั้นควร print อีเมลยืนยันพร้อมรหัสที่ได้รับตอนจองตั๋วแล้วติดมาด้วย)

หน้าตาตั๋วรถไฟ ถ้าเปลี่ยนขบวนก็จะได้มาหลายใบหน่อย และจะมีใบที่เป็นใบเสร็จติดมาด้วย

รถไฟมาถึงลอนดอนที่สถานี London Liverpool Street แต่ว่าที่พักอยู่แถว King’s Cross ก็ต้องนั่ง tube ต่อมาเอง แฟนๆ นิยาย Harry Potter คงจะคุ้นชื่อกันอยู่

สถานี St.Pancras อยู่ติดกับสถานี King's Cross

ที่พักมีกาต้มน้ำร้อนให้ แปลว่าสามารถต้มมาม่ากินเองได้!

ปกติ Hostel ในลอนดอนจะให้เช็คอินได้ประมาณหลังบ่ายสองหรือบ่ายสามเป็นต้นไป แต่ถ้ามาถึงก่อนเวลาก็สามารถฝากสัมภาระไว้ที่ hostel ก่อน ออกไปเดินเที่ยว แล้วกลับมาค่อยรับกุญแจเข้าห้องก็ได้

โปรแกรมของบ่ายนี้คือไป Sommerset House เพื่อไปดู Courtauld Gallery

Somerset House อยู่แถวๆ สะพาน Waterloo ใกล้ tube สถานี Temple

ลานกว้างของ Somerset House

มีรูปหัวสัตว์ประดับตกแต่ง

Courtauld Gallery เป็น gallery ขนาดกำลังเหมาะ เดินสบายๆ งานส่วนใหญ่เป็นงานยุค Impressionism / Post-Impressionism มีงานของคนดังๆ หลายคนทั้ง Van Gogh, Renoir, Degas, Manet, Seurat, Cézanne, Gauguin ฯลฯ ภาพดังๆ ก็มีหลายภาพ เสียค่าเข้าคนละ 6 ปอนด์ ถ้าเป็นคนชอบงานศิลปะยุคนั้น ถือว่าพลาดไม่ได้

รูปใกล้สุดคือ Self-Portrait with Bandage Ear ของ Van Gogh

The Luncheon on the Grass ของ Manet

จากซ้ายไปขวาเป็นงานของ Manet, Degas และ Renoir

เดินดูจนจบแล้วออกมาเดินข้างนอกต่อ อากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ฝนตกปรอยๆ ตามปกติของลอนดอน

ผ่านตึกอะไรก็ไม่รู้ของ BBC

ผ่านมหา'ลัยชื่อดัง LSE : London School of Economics

ลอนดอนเป็นเมืองที่ดีอย่างนึงคือ สถานที่ท่องเที่ยวอยู่กันเป็นกระจุก สามารถเดินถึงกันได้ไม่ลำบาก ถ้ามีแผนที่ดีๆ ก็ไม่น่าหลงทาง หรือจะใช้ Google Map ก็ได้ แต่ระวังด้วยว่าเครือข่าย 3G นี่บริโภคแบตเตอรี่อย่างตะกละตะกรามมาก ถ้ามีแบตสำรองติดตัวไว้ด้วยก็จะดี

เดินต่อจาก LSE มาประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง Covent Garden ซึ่งเป็นจัตุรัสขายของ มีร้านค้าทั้งในร่มและ outdoor

Cafe ใน Covent Garden

มีนักดนตรีเปิดหมวก ขายซีดีด้วย รับบริจาคด้วย

แวะกิน Paella (ข้าวผัดสเปน) รองท้อง

ตลาดขายของสดชื่อ Apple Market แต่ไปถึงเอาตอนตลาดวายแล้ว

บรรยากาศร้าน outdoor

เป้าหมายจริงๆ ของการมา Covent Garden นี่คือ การมาสักการะสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ด้านหน้าของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

หัวมุมใกล้ๆ

ที่นี่คือ Apple Store สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บันไดวนอันเป็นเอกลักษณ์

เต็มไปด้วยเหล่าสาวก

ราคาสินค้าในร้านก็ไม่ต่างจากในหน้าเว็บ Apple Store UK ก็คือแพงกว่าเมืองไทยเกือบทุกอย่างน่ะเอง ถ้าอยากจะซื้อสินค้า Apple ซื้อบ้านเราถูกกว่า ยกเว้นจะอยากซื้อของที่ไม่มีขายในบ้านเรา อย่างพวก AppleTV อะไรงี้ แต่ก็ทำใจกับราคาหน่อย

ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เดินเล่น ถ่ายรูป แล้วหาของกินถูกๆ

บรรยากาศหลังฝนเพิ่งหยุดตก

Royal Opera House

ร้าน The Cult Entertainment Megastore ขายของคัลท์ทั้งหลาย เดินผ่านแล้วคิดถึง @rerngrit ก่อนเป็นคนแรก

ตรงนี้เป็นแยกที่ถนน 7 สายมาตัดกัน โรงละครด้านหลังเล่นเรื่อง Chicago

ร้านขายหนังสือ เกาะกระแสนัดชิง UCL ระหว่างแมนยูกับบาร์เซโลนา

มาลงเอยเอาที่ร้านจีนแถว Soho ชื่อ Cafe de Hong Kong

ค่าเสียหายสองคน 16.70 ปอนด์

เดินผ่านร้านอาหารจีน ที่หน้าร้านมีโฆษณาภาษาไทยด้วย

แท็กซี่ลอนดอน อย่าเผลอขึ้นเชียว แพงมาก (ถ้าเมืองอื่นราคาจะถูกกว่า ขึ้น 2-3 คน ก็พอคุ้มอยู่)

วงเวียน Piccadilly Circus มีสัญลักษณ์เด่นเป็นกามเทพแผลงศร

มีนักแสดงเปิดหมวก

Lillywhites ร้านขายอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง ไปถึงก็ปิดเสียแล้ว ไม่ได้เดิน

ทางลง tube สถานี Piccadilly Circus

นั่ง tube กลับที่พัก เตรียมตัววันต่อไป

Trip 2011 – part 5

บันทึกการเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนที่แล้ว

หลังจากออกจากลิเวอร์พูล เมืองต่อไปที่จะไปคือนอริช การเดินทางก็เป็นรถไฟเหมือนเดิม โดยนั่งรถไฟจากลิเวอร์พูลกลับลงมาที่ลอนดอน, นั่ง tube จาก สถานี Euston ไปสถานี Liverpool Street แล้วต่อรถไฟไปนอริช (ตอนแรกอาจจะงงๆ เล็กน้อยเพราะชื่อสถานีว่า Liverpool street แต่ดันอยู่ในลอนดอน)

สถานี London Liverpool Street

เมืองนอริช (Norwich) อยู่ในแคว้น Norfolk ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษ ถือเป็นเมืองใหญ่ในภูมิภาคแถบนั้น ในนิยาย Never Let Me Go ของ Kazuo Ishiguro กล่าวถึง Norfolk ไว้ว่า

Norfolk was England’s “lost corner,” where all the lost property found in the country ended up.

ซึ่งถ้าใครได้อ่านนิยายหรือดูหนัง ก็อาจจะมีอารมณ์ร่วมนิดนึง แต่ที่ไปคราวนี้ไม่ได้ไปแถบที่ติดชายทะเลอย่างในหนัง แต่ไปเดินเที่ยวในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ วึ่งเป้าหมายแรกก็คือสนาม Carrow Road ของสโมสร Norwich City FC ที่เพิ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

ป้ายบอกทางชัดเจน โดยสนามจะอยู่บนถนน Carrow Road

มาถึงสนามแล้ว

Norwich City FC หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าทีมเจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน เคยเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเมื่อสมัยนานมาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นยุค ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา ยังพากษ์บอลอยู่) จนมาถึงยุคตกต่ำเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ต้องตกชั้นไปอยู่ลีกรองลงมา กระทั่งฤดูกาลล่าสุด สามารถจบที่อันดับสองของลีกแชมเปี้ยนชิพ ทำให้ได้โควตากลับขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

เนื่องจากเป็นสโมสรเล็กๆ ทำให้ไม่มีทัวร์สนามหรือพิพิธภัณฑ์เหมือนสโมสรใหญ่ หลังจากสอบถามทางเจ้าหน้าที่ดู เค้าบอกว่าในเมื่อไม่มีทัวร์สนาม ก็อนุญาตให้เดินเข้าไปดูได้เลย

วิวในสนาม เก้าอี้สีเหลือง-เขียว

ความจุสนามประมาณ 27,000 ที่นั่ง

ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าสโมสรดัง

สัญลักษณ์สโมสรบนรั้ว

จบทัวร์สนามบอลแล้วก็กลับเข้าเมืองเพื่อไปทำธุระอื่นต่อ

เจอโฆษณาชวนดื่มนม

ธุระที่ว่าคือ เอา Adapter iPad ไปเปลี่ยน เพราะก่อนออกมาจากเมืองไทย สอบถามที่ร้านเมืองไทยแล้วว่า ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องส่งไปสิงคโปร์ รอตัวใหม่ 2 อาทิตย์ถึงจะมาส่ง ซึ่งก็ไม่ทันกับเวลามาเที่ยว ดังนั้น เอามาเข้าร้าน Apple Store แล้วเปลี่ยนตัวใหม่ได้ของเลยจะง่ายกว่า

iPad 2 ขนาดยักษ์ หน้าร้าน Apple Store

ทดสอบอาการที่ Genius Bar

พนักงาน Apple คุยรู้เรื่องดี หลังจากทดสอบแน่ชัดว่า Adapter เสีย ก็เปลี่ยนตัวใหม่ให้เลย รวมเวลาแล้วไม่เกินครึ่ง ชม. (เสียเวลาทดสอบซะนาน) ออกจาก Apple Store มาก็เดินเที่ยวไปเรื่อย ก่อนจะหาที่กินมื้อเย็น

ตึก Forum สวยดี ข้างในมีห้องสมุด

โบสถ์เก่า กับตู้โทรศัพท์สีแดงแบบอังกฤษ

ติดกับโบสถ์เป็นร้านขายเบียร์ซะงั้น

ฝากท้องมื้อเย็นที่ร้าน Belgian Monk เฟรนข์ฟรายอร่อย จิ้มกับมายองเนสรสอ่อนๆ เข้ากันดีมาก

อันนี้ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเนื้อกวาง

หอยแมลงภู่ซอสไวน์ขาว อร่อยมาก ซดน้ำจนหมดหม้อ

อันนี้จำไม่ได้เหมือนกันว่าไส้กรอกเนื้ออะไร แต่อร่อย

สรุปว่า Belgian Monk นี่อร่อย ใครมาแถวนี้ไปกินได้เลย แนะนำ

กินเสร็จเดินต่อมาแถว Elm Hill เป็นถนนเก่าๆ เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนยุค มีร้านขายของน่ารักๆ อยู่เยอะเหมือนกัน

บรรยากาศแถว Elm Hill

เห็นหมีเต็มร้าน

ทะลุ Elm Hill ก็เดินเล่นต่อไปเรื่อย เพราะยังมีแรงเหลือและยังไม่มืด

Norwich Playhouse มีแสดงละครเป็นประจำ

The Bicycle Shop (สังเกตจักรยานบนชั้นสอง) ไม่ใช่ร้านขายจักรยาน แต่เป็น Cafe บรยากาศน่ารักดี มีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มมึนเมาขาย

อันนี้ขำๆ ดี

เดินเที่ยวจนกระทั่งเริ่มมืด ก็กลับไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นต้องไปเมืองอื่นต่ออีก

Trip 2011 – part 4

ไปเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนก่อนหน้านี้

เริ่มตอนเช้าด้วยอาหารเช้าจาก hostel รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว สำหรับ hostel ที่มีบริการอาหารเช้า มักจะมีเมนูเหมือนๆ กันคือ ซีเรียล นม ขนมปัง กาแฟ โยเกิร์ต กินได้ไม่อั้นจนกว่าจะหมดช่วงอาหารเช้า

อาหารเช้า รวมในค่าที่พักแล้ว

โปรแกรมช่วงเช้าคือ ไปเยือนสนาม Anfield เป็นที่พลาดไม่ได้สำหรับแฟนหงส์อยู่แล้ว วิธีการเดินทางก็ไปขึ้นรถบัสที่ท่ารถกลางเมือง แล้วนั่งออกนอกเมืองไปประมาณ 10 นาทีก็ถึง

เดินไปขึ้นรถเมล์ ผ่านสถานีรถไฟที่มาลงเมื่อวานด้วย

รถจอดหน้าสนามเลย

ทางเข้าทั้งทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์ และร้านขายของที่ระลึก

รูปปั้น Bill Shankly ยอดกุนซือในอดีต

จุดขายตั๋วปิด ฤดูกาลนี้ไม่มีเตะที่สนามนี้แล้ว เพราะนัดสุดท้ายที่เหลือลิเวอร์พูลจะออกไปเยือนแอสตันวิลลา

สื่อเสื้อแดง

ช่วงนี้กำลังโปรโมทชุดแข่งใหม่ สวยดี แต่ไม่ได้ซื้อมา

วันที่ไปเที่ยวนั้น ไม่มีทัวร์สนาม เพราะว่า Standard Charter ที่เป็นสปอนเซอร์ของสโมสร เหมาสนามไปจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง ทำให้ได้เข้าแค่พิพิธภัณฑ์อย่างเดียว T_T

ทางเข้าพิพิธภัณฑ์

ด้านในก็จะเป็นประวัติสโมสร ตำนานนักเตะ/ผู้จัดการทีมในยุครุ่งเรือง แล้วก็มีถ้วยรางวัลต่างๆ ที่เคยได้มา หรือถ้าใครอยากจะถ่ายรูปคู่กับถ้วย UEFA Champions League ก็ได้ มีถ้วยกับฉากให้ถ่าย มีพนักงานทำ photoshop ให้ แต่เสียเงิน มีห้องนึงสำหรับฉายสารคดีเส้นทางสู่ Istanbul ปี 2005 ให้ดูด้วย

ถ้วย FA Cup ปีไหนก็ไม่รู้

การกลับมาอีกครั้งของ Kenny Dalglish

เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวไปหน่อยนึงจะเจอร้านอาหารของสโมสร ด้านหน้าจะมีรอยสตั๊ดของนักเตะติดผนังประดับไว้ อารมณ์คงคล้ายๆ พวกดาราประทับรอยมือลงบนปูน

รอยสตั๊ดของตำนานหงส์คนถัดไป

ด้านหน้าสนามแบบเต็มๆ

สภาพตึกข้างสนาม ดูโทรมๆ น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

ร้านของกินตรงข้ามสนาม

บ้านเรือนแถวสนาม ดูเก่าๆ ถ้าเดินตามถนนนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวขวาก็จะเจอ Goodison Park (ไม่ได้ไป)

จบแล้วก็แวะซื้อของกินจากร้านแถวนั้น นั่งรถเมล์สายเดิมกลับเข้าเมือง

นั่งพักกินข้าวในสวน St.John's Garden

เส้นหมี่ผัดเนื้อ ซื้อมาจากร้านจีน

กินข้าวเสร็จแล้วก็เที่ยวต่อ จาก St.John’s Garden ที่แวะกินข้าว เดินต่อไปนิดเดียวก็ถึง Walker Art Gallery เป็นพิพิธภัณฑ์เข้าฟรีอีกเช่นเคย

ด้านหน้าของ Walker Art Gallery

งานศิลปะด้านใน

ของที่ระลึก ราคาตามป้าย

พิพิธภัณฑ์ในอังกฤษนี่ถึงแม้ว่าจะไม่เก็บเงิน แต่ก็จะมีตู้บริจาคตั้งอยู่ พร้อมราคาที่แนะนำว่า อยากได้บริจาคสักเท่าไหร่ ใครจะบริจาคหรือไม่ก็ได้ ถ้าคิดว่าอยากสนับสนุนการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าแผนที่แจกฟรี ก็บริจาคได้ตามศรัทธา

ออกจาก Walker Art Gallery เดินไปทาง city centre จะผ่าน St.George’s Hall เป็นอาคารใหญ่ หน้าตาสวยงามดี

St.George's Hall

ย่านช้อปปิ้งเมืองบ้านนอก แต่ก็ยังมี Apple Store

สาขานี้ไม่ต้องต่อคิว

เดินตัดผ่านย่านช้อปปิ้งไปจนถึงท่าเรือ ก็จะถึง Albert Dock แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO เสียด้วย ในกลุ่มอาคารตรงนี้ก็มีทั้งพิพิธภัณฑ์และอู่ต่อเรือเก่า มีจุดถ่ายรูปสวยๆ ถ้าอากาศดี เสียดายที่ว่าวันที่ไปนั่นฝนตกปรอยๆ ถ่ายอะไรก็ออกมาไม่สวย

อู่ต่อเรือ

พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ

รูปปั้น Billy Fury อดีตนักร้องดัง

อาคารที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

นอกจาก Merseyside Maritime Museum แล้วยังมี พิพิธภัณฑ์ The Beatles กับหอศิลป์ Tate Liverpool ที่อยู่ในโซนเดียวกันนี้ด้วย แต่ไม่ได้ดูสักที่เพราะเวลาไม่เป็นใจ ต้องรีบไปเช็คเอาท์ออกจากที่พัก เพื่อขึ้นรถไฟเพื่อไปเมืองอื่นต่อ

Trip 2011 – part 3

เที่ยวอังกฤษกันต่อจากตอนที่แล้ว – part 1, part 2

โปรแกรมวันนี้เป็นการออกจากลอนดอนแล้วขึ้นเหนือ เป้าหมายอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล การเดินทางก็ต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี London Euston

สถานี London Euston

ระบบรถไฟในอังกฤษจะดำเนินงานโดยเอกชนหลายราย รถของแต่ละเจ้าก็จะไม่เหมือนกัน บางเจ้าก็หรู นั่งสบาย บางเจ้าก็เก่าๆ หน่อย ควรจะวางแผนการเดินทางก่อนล่วงหน้า เพราะถ้าซื้อตั๋วแบบ Advance (ตั๋วล่วงหน้า เปลี่ยนวันเดินทางไม่ได้) จะถูกกว่าตั๋วแบบ Anytime (เดินทางเมื่อไหร่ก็ได้) อยู่เยอะมาก และตั๋ว Advance มักจะหมดเร็ว ทำให้ถ้ามาซื้อเอาทีหลัง ค่าตั๋วอาจจะแพงกว่ากันหลายเท่าตัว

และการเดินทางไปลิเวอร์พูลครั้งนี้ จองตั๋วล่วงหน้า 6 สัปดาห์ ปรากฏว่า ตั๋ว Advance เต็ม! เนื่องจากวันนั้นเป็นวันที่ Totenham Hotspurs สโมสรจากลอนดอน ไปเยือนถิ่นลิเวอร์พูล ทำให้แฟนบอลมากวาดตั๋วล่วงหน้าไปหมดแล้ว

ทางออกที่ไม่ต้องจ่ายแพง คือนั่งรถไฟหวานเย็น แทนที่จะนั่งจากลอนดอนไปลิเวอร์พูลเลย ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ก็นั่งรถไฟสายอื่น ที่วิ่งไปทางอื่น และแวะหลายสถานีกว่า (แต่สุดท้ายก็ไปถึงลิเวอร์พูลได้) ใช้เวลาเกือบ 5 ชม. แต่ก็ช่วยประหยัดไปได้หลายพันบาท

ของกินที่เตรียมไปกินระหว่างทาง

ผ่านสถานี Coventry

แวะรอเปลี่ยนรถไฟที่ Birmingham เจอแฟนลิเวอร์พูลด้วย

ในที่สุดก็มาถึง Liverpool Lime Street Station

บรรยากาศภายในสถานี

สำหรับแฟนบอลแล้ว บรรยากาศของวันที่มีบอลเตะนี่มันเยี่ยมจริงๆ ในสถานีมีแฟนบอลเจ้าบ้านใส่เสื้อทีมเดินกันขวักไขว่ ส่วนพวกที่มากันเป็นกลุ่ม ใส่เสื้อขาวๆ เรียบๆ จะเดาได้ว่าเป็นแฟนบอลทีมเยือน (สังเกตดีๆ พวกนี้จะมีพวก มีผ้าพันคอ หรือ prop เล็กๆ ที่ไม่เด่นมาก แต่บ่งบอกว่าเชียร์ทีมอะไร)

ออกจากสถานีก็รีบไปเช็คอินที่พักที่จองไว้ ซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เดินเอาก็ได้ แต่สภาพอากาศของลิเวอร์พูลค่อนข้างโหดร้ายเมื่อเทียบกับลอนดอน เพราะเป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือและติดทะเล ทำให้อากาศค่อนข้างชื้นแฉะ ฝนตก ลมแรง หนาวกว่าลอนดอน

ระหว่างทางเจอผับ มีโฆษณาบอกว่าวันนี้ John Aldridge ตำนานหงส์จะมาที่ร้านด้วย

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว สอบถามจากพนักงานที่ hostel ได้ความว่า ถ้าจะไปนั่งผับที่มีบอลให้ดู ให้ไปดูที่ผับใกล้ๆ

ภายในผับ ทำเลดี มีทีวีจอใหญ่

ผับของอังกฤษจะแตกต่างจากผับในบ้านเรา โดยคำว่า Pub นั้นย่อมาจาก Public House จะออกไปในลักษณะของร้านที่คนในละแวกนั้นออกมานั่งกันมากกว่าจะเป็นที่สังสรรค์ฟังเพลงอย่างในบ้านเรา มีเสิร์ฟทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าจะสั่งเครื่องดื่มต้องไปต่อคิวรอเองตรงบาร์

ระหว่างที่นั่งจิบเบียร์ รอบอลเตะ เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง 3-4 คน ใส่เสื้อลิเวอร์พูล รีบกินเบียร์ กินข้าวจนหมด แล้วก็ออกจากร้านไปก่อนบอลเตะ ก็สงสัยว่าทำไม จนกระทั่งบอลเตะ และทีวีในร้านถ่ายทอดคู่ Arsenal ไม่ใช่ Liverpool ถึงได้สงสัย เดินไปถามพนักงาน ได้คำตอบว่า ไม่มีลิขสิทธิ์ถ่ายทอดคู่นั้น ก็เลยต้องรีบซดเบียร์ให้หมดแล้วออกไปหาผับอื่นดู

ออกมาตามหาผับอื่น ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ

เดินตามลายแทงที่ hostel ให้มา โชคดีที่ทาง hostel แนะนำผับมาให้หลายที่หน่อย จนมาเจอร้านที่ถ่ายทอดคู่ลิเวอร์พูล

ชื่อผับ The Pilgrim คนเยอะแบบนี้ไม่ผิดแน่

สั่งเบียร์จากบาร์ แล้วต้องยืนกินเพราะไม่มีที่นั่ง

แฟนหงส์เต็มร้าน

บรรยากาศการเชียร์บอลในผับอังกฤษ นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ เพราะเกือบทุกคนในร้านพุ่งความสนใจไปที่บอลที่กำลังเตะ และเชียร์ทีมเดียวกันหมดทั้งร้าน ตอนที่มีจังหวะฟาล์ว หรือจังหวะหวาดเสียว จะได้ยินเสียงฮือฮาตลอด แต่เสียดายที่ผลการแข่งขันออกมาไม่เป็นใจ ลิเวอร์พูลแพ้สเปอรส์คาบ้าน โอกาสไปบอลยุโรปหมดสิ้น ทำเอาบรรยากาศหงอยๆ ไปพอควร

ลองคุยกับคนท้องถิ่น (สำเนียงสเกาเซอร์ ฟังยากมาก!) เค้าบอกว่าไม่เป็นไร ฤดูกาลถัดไปจะได้โฟกัสกับบอลในประเทศให้เต็มที่ จำนวนนัดที่ลงเตะน้อยกว่า นักบอลจะได้ไม่ล้า ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแค่การปลอบใจตัวเองหรือเปล่า

บรรยากาศหงอยๆ นอกร้านหลังบอลจบ

ปกติอยู่เมืองไทยบอลจบก็ดึกแล้ว กลับบ้านได้เลย แต่ลืมไปว่าที่อังกฤษ เวลามันช้ากว่าบ้านเรา ดังนั้นออกจากผับมาแล้วยังสว่างอยู่เลย มีเวลาเดินเที่ยวต่ออีก

ลิเวอร์พูลเป็นเมืองเล็ก ในส่วนตัวเมืองสามารถไปถึงได้หมดในระยะเดินเท้า ทิวทัศน์ก็จะดูเหมือนเมืองบ้านนอกทั่วไปอย่างที่เราเห็นกันในหนังฝรั่ง

สภาพบ้านเรือนทั่วไป

ผนังตึกที่กำลังซ่อมมีภาพหนูของ Banksy ศิลปิน street art ชื่อดังอยู่ด้วย

ถ้าเป็นแถว City Centre ก็จะดูเจริญหน่อย

เดินมาถึงย่านที่มี Pub / Club เยอะๆ

คลับชื่อดัง The Cavern Club

ที่ดังเพราะว่าเมื่อก่อน The Beatles เคยเล่นอยู่ที่นี่

แวะซึมซับบรรยากาศกับ Kronenbourg ขวดเล็ก

ใน The Cavern Club จะเป็นคลับที่อยู่ใต้ดิน มีของที่ระลึกของ The Beatles ขาย ถ้าใครเป็นสาวกสี่เต่าทอง ก็ควรจะมาเหยียบสักครั้ง ถือว่ามาคารวะสถานที่ในตำนาน

ก่อนจะออกมาจากย่านแถวนั้นก็ผ่านหน้า Cafe Sport Bar ซึ่งเป็นร้านที่ Jamie Carragher รองกัปตันทีมลิเวอร์พูลคนปัจจุบันเป็นหุ้นส่วน

หมายเลข 23

ก่อนกลับเข้าที่พัก ก็เดินหาของกิน ซึ่งตอนนั้นร้านส่วนใหญ่ก็เริ่มทยอยปิดกัน ตามผับก็ไม่เสิร์ฟอาหารแล้ว (แต่ยังเสิร์ฟเบียร์อยู่) มาลงเอยเอาร้านฝรั่งเศสเล็กๆ ที่จำชื่อไม่ได้ แต่ราคาโอเคอยู่

พาสต้าอะไรสักอย่าง

อันนี้ก็จำไม่ได้ว่าอะไร

ซุป

ที่จำไม่ได้เพราะว่าก่อนจะมากินมื้อเย็น ก็ซัดเบียร์รวมๆ ไปแล้วประมาณ 4 pint ได้ (2.2 ลิตร) กลับถึงที่พักหลับสบาย

Trip 2011 – part 2

ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากออกจาก Stamford Bridge ก็เจอป้ายน่ารักๆ เข้ากับบรรยากาศ royal wedding ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

Will & Kate

จุดท่องเที่ยวถัดไปคือ Victoria & Albert Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นเรื่องของ decorative arts มีของแปลกๆ หลายยุคหลายสมัย แยกให้ดูตามอารยธรรมต่างๆ เข้าฟรี (เฮ!)

ด้านหน้าของ museum

รูปปั้นมีให้ดูจนลายตา

เพอร์เซอุสตัดหัวเมดูซ่า

ห้องหนังสือ

ไม้กางเขนมากมายหลายแบบ

ด้านในของตัวอาคารจะมีเวิ้งสี่เหลี่ยม มีสระน้ำ สนามหญ้า ให้คนมานั่งพักเหนื่อย ซื้อของกินจาก cafe มานั่งกินกันได้ เนื่องจากไม่เสียค่าเข้า ดังนั้นของกินใน cafe ก็ออกจะแพงอยู่สักหน่อย ถ้าซื้อแซนด์วิชจาก M&S ติดมากินเองก็จะประหยัดไปได้เยอะ

สระน้ำ และจุดพักผ่อน

ถัดจาก Victoria & Albert Museum จะมีอีกสองพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆ เดินข้ามถนนก็ถึง ก็คือ Science Museum และ Natural History Museum เนื่องจากว่าเวลาไม่เอื้ออำนวย ทำให้เลือกไปได้แค่ Natural History Museum ที่เดียว (อดไปดูเครื่อง ENIAC ใน Science Museum เลย)

นอกเรื่องสักเล็กน้อย ข้อควรรู้เกี่ยวกับของกินในอังกฤษ

  • น้ำประปาดื่มได้ ควรพกขวดน้ำไปเอง กรอกให้เต็มตั้งแต่ก่อนออกจากที่พัก ถ้าซื้อตามร้าน ราคาขวดละ 1 ปอนด์ขึ้นไป ซื้อไม่ลง
  • ร้าน Mini Mart มีหลายยี่ห้อ (Tesco, M&S, WHSmith ฯลฯ) แต่ละยี่ห้อราคาของก็จะไม่เท่ากัน
  • สหายที่อังกฤษบอกว่า อาหารสำเร็จรูปของ M&S มักจะอร่อยกว่ายี่ห้ออื่น
  • ไม่เห็นมีเบียร์กระป๋องเล็กขาย มีแต่แบบขวดกับแบบกระป๋องยาว (ขนาดเท่า Heineken กระป๋องยาวที่ขายบ้านเรา) ราคาตกประมาณกระป๋องละ 2 ปอนด์ แล้วแต่ยี่ห้อและปริมาณแอลกอฮอลล์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
  • ร้านอาหารทั่วไป ถ้าซื้อมากินนอกร้านจะราคาถูกกว่านั่งกินที่ร้านพอสมควร

กลับมาต่อที่ Natural History Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติ กำเนิดสัตว์โลก วิวัฒนาการ อะไรพวกนั้น เข้าฟรีเช่นกัน เป็นข้อดีมากๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ในประเทศนี้ เพราะเกือบทั้งหมดเข้าฟรี (ยกเว้นโซนนิทรรศการซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)

ตัวอาคารให้อารมณ์เก่าๆ หน่อย

มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ยืนเด่นอยู่กลางโถง

โถงกลางจะให้อารมณ์ขลังๆ ประมาณในหนัง Harry Potter (จริงๆ หนังเค้าถ่ายที่ Oxford นะ)

พิพิธภัณฑ์นี้เด็กเยอะมาก เข้าใจว่าเพราะเนื้อหาที่จัดแสดง ค่อนข้างเหมาะกับเด็กด้วย มีทั้งโซนไดโนเสาร์ และโซนวิวัฒนาการ มีโครงกระดูก มีหุ่นสตัฟฟ์ขนาดเท่าของจริง และการจัดแสดงค่อนข้าง interactive มาก ไม่น่าเบ่ือ

โคตรปลาวาฬ สังเกตตัวที่มีเขา นั่นคือ (Natty) Narwhal น่ะเอง

โซน Earth แสดงว่าโลกประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์ปิดตอนเกือบๆ หกโมง ออกมาแล้วฟ้ายังสว่างจ้า (ช่วง พ.ค.นี่กว่าจะมืดก็หลังสามทุ่ม) ก็หาจุดชมวิวไปเรื่อยๆ โดยนั่งรถไปเริ่มที่สถานี Victoria

โรงละคร Victoria Palace แสดงเรื่อง Billy Elliot

สถาปัตยกรรมแบบ Byzantine ที่ Westminster Cathedral

Westminster Abbey ที่จัดงาน Royal Wedding

เดินทะลุ เข้าไปดูด้านหลังได้ฟรี

ตอนที่ไปเดินเป็นช่วงเย็นแล้ว โบสถ์ปิดแล้ว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู (ต่อให้ยังไม่ปิดก็ไม่แน่ว่าจะดู เพราะค่าเข้าก็แพงอยู่เหมือนกัน) เดินมาทางแม่น้ำเทมส์อีกหน่อยนึงก็จะเห็น landmark สำคัญของลอนดอน นั่นคืออาคารรัฐสภา กับหอนาฬิกา Big Ben

อาคารรัฐสภา

มีรูปปั้น Oliver Cromwell บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษ

ฝั่งตรงข้ามมีคนตั้งเต็นท์ประท้วงเรื่องการส่งทหารไปอัฟกานิสถาน

Big Ben ตั้งอยู่ติดกันเลย

มุมจากสะพาน Westminster Bridge เห็นทั้ง parliament และ big ben

เตรียมระเบิดรัฐสภา

ข้าม Westminster Bridge มาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะเจอ London Eye ซึ่งถ้าไม่จองคิวไว้ก่อน ก็ต้องไปต่อคิวยาวมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็แค่ชิงช้าสวรรค์แหละนะ เสียดายเงินด้วย ก็เลยไม่ได้ขึ้น (ค่าขึ้นประมาณ 19 ปอนด์)

London Eye

บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ด้านนี้เรียกว่า Southbank จริงๆ แล้วก็เป็นบริเวณที่บรรยากาศดี น่าเดิน แต่เนื่องจากว่าเริ่มจะมืดแล้ว ก็เลยเดินไปขึ้นอีกสะพานนึง กลับมาฝั่งเดิม

วิวจากแม่น้ำเทมส์ London Eye อยู่ซ้าย Big Ben อยู่ขวา

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Trafalgar Sqaure เป็นจัตุรัสที่เรียกว่าเป็นใจกลางเมืองของลอนดอนเลยก็ว่าได้ วันที่ไปวันนั้นเป็นวันที่มีเตะ FA Cup รอบชิงชนะเลิศระหว่าง แมนยู กับแมนซิตี้ ก็เลยเห็นกองเชียร์เดินกันขวักไขว่ในเมือง

แฟนบอลแมนซิตี้กำลังเขม่นตากล้องที่ใส่เสื้อลิเวอร์พูล

มื้อเย็นวันนี้มีเป้าหมายที่ China Town ซึ่งก็ต้องเดินต่อไปอีก

โรงหนัง Odeon กำลังฉายเรื่อง Thor

โรง Prince Charles Cinema ฉายหนังเก่าของ David Fincher สองเรื่องควบ

ในที่สุดก็มาถึง China Town

เดินวนอยู่พักใหญ่ เจอร้านคิวยาวบ้าง แพงบ้าง จนสุดท้ายมาจบที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Taro

ข้าวหน้าไก่ทอดพริก อะไรสักอย่าง

อันนี้ราเมงอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้

เนื่องจากไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน เห็นราคาพอจะโอเคหน่อย คนไม่เยอะมาก ก็เลยเข้าไปลอง สรุปว่ารสชาติค่อนข้างธรรมดา ไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่ ทีหลังควรจะทำการบ้านมาให้มากกว่านี้

อิ่มท้องแล้วสมควรแก่เวลากลับ ก็เดินไปขึ้นรถเมล์แถว Soho ผ่านจุดน่าสนใจนิดหน่อย

Ladbrokes ร้านพนันถูกกฎหมาย

Queens Theatre แสดงเรื่อง Les Miserables

Sex Shop เปิดขายได้อย่างถูกกฎหมาย (แต่ไม่ได้แวะนะ)

นั่งรถเมล์กลับถึงที่พักเป็นอันหมดวัน

(ต่อตอนสามนะ)