Back to iOS again

เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่จะมาใช้มือถือ android ก็เคยใช้ iPhone รุ่นแรกมาก่อน ก็มีความสุข และรู้สึกว่ามันเปลี่ยน lifestyle ของตัวเองไปเลย จนกระทั่งวันที่เบื่อ iPhone แล้วและอยากหาความท้าทายใหม่ๆ ก็ย้ายค่ายไปเล่น Android ดูบ้าง ไปๆมาๆ จนวันนี้ได้กลับมาใช้อุปกรณ์ iOS อีกครั้ง

มันเริ่มที่ว่าอยากลองใช้ tablet แต่ว่าในตลาดตอนนี้ ไม่มี android tablet ที่ราคากับคุณภาพโอเคเลย และ platform Honeycomb เองก็ยังใหม่มากและไม่ mature พอ สุดท้ายก็เลยมาจบที่ iPad 2 กะว่าเอามาใช้รอเวลาจนกว่าจะมี Honeycomb tablet ดีๆ ออกมา (น่าจะสักปีหน้า) ก็เลยซื้อรุ่นถูกสุด (16 GB wifi)

หลังจากลองเล่นดูวันนึง สรุปได้ประมาณนี้
- hardware ทำมาดีตามสไตล์ apple ให้ความรู้สึกที่ดีในการจับถือและใช้งาน
- CPU A5 ทำงานได้รวดเร็ว ไม่รู้สึกถึงอาการช้าหรือหน่วงอะไร
- น้ำหนักเบากว่ารุ่นเดิม แต่สำหรับคนที่ใช้ kindle อยู่แล้ว คงต้องบอกว่ายังเบาไม่พอ
- software ใช้งานง่าย หน้าตาสวยงาม แต่น่าขัดใจสำหรับคนที่เคยอยู่ในโลกของ multitasking มาก่อน พอมาเจอ multitask หลอกๆ แบบบน iOS นี่แล้วหงุดหงิดมาก
- keyboard พิมพ์สะดวกดี แต่ไม่เข้าใจว่าเวลาพิมพ์ภาษาไทยแล้วจะเว้นวรรค ทำไมต้องกด space สองที
- mobile safari ไม่มี tabbed browsing สลับหน้าต่างก็ลำบาก ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเปิดเว็บทีละหลายๆ หน้า
- app บน iTunes store มีเยอะจริง แต่ app ที่ทำมาโดยเฉพาะสำหรับ iPad ก็ยังน้อยกว่า iPhone และส่วนใหญ่จะไม่ฟรี
- google map กระจอกมาก เมื่อเทียบกับบน android
- กล้องทำงานได้รวดเร็วดี ถึงแม้ความละเอียดจะน้อยไปสักหน่อย แต่ถ้าใช้งานแค่ระดับอัปโหลดรูปขึ้น Facebook, twitter ก็ไม่มีปัญหาอะไร
- twitter มี official client แต่ facebook ไม่มี ต้องไปใช้ app ชื่อ friendly แทน
- calendar มัน sync กับ google calendar ได้เฉพาะ calendar ของเราเองแต่ sync กับ public calendar อื่นไม่ได้
- contacts sync ต้องต่อกับ iTunes และ sync กับ google contacts ไม่ได้ (แหงอยู่แล้ว)
- ยังไม่ได้ลองเล่นเกมอื่นนอกจาก angry birds ไม่รู้ว่าควรจะซื้อเกมไหนดี แต่เท่าที่ลองเล่นแค่ angry birds ก็จอใหญ่เต็มตา ลื่นดี
- pulse news reader เนียนดี
- dropbox, evernote มี iPad app โหลดฟรี
- ธุรกิจบ้านเราหลายเจ้ามี app ให้โหลดแล้ว เท่าที่กวาดๆ ตาดูก็มีนิตยสารอย่าง mars, FHM, ดิฉัน

ตอนนี้ทดสอบดูเท่านี้ ยังไม่ได้เทสเรื่องดูหนังฟังเพลงสักเท่าไหร่ ความรู้สึกรวมๆ คือ มันใช้งานได้ลื่นดี ไม่มีติดขัด หน้าตาสวยงาม แต่จะมีขัดใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นที่ความไม่คุ้นเคย หรือยังมีศรัทธาในตัว iOS ไม่เพียงพอก็เป็นได้

ปล. เขียนและโพสต์ด้วย wordpress for iPad

Snow Leopard

About This Mac

เพิ่งลงเสร็จ สดๆ ร้อนๆ

  • สั่งซื้อจาก Apple Store ช่วง pre-order ของมาส่งให้ทาง DHL ไม่เสียค่า shipping ด้วย
  • ใช้เวลาลงประมาณ 45 นาที
  • ได้เนื้อที่ Harddisk คืนมาประมาณ 10 GB
  • iStat Menu เจ๊ง ใช้ไม่ได้ ต้องรอเวอร์ชันใหม่
  • Expose เรียงแบบใหม่ เอา mouse over แล้วมีขอบสีน้ำเงิน ทุเรศมาก
  • Thonburi มีตัวหนา และเว้นวรรคให้แล้ว!

นอกจากนี้ยังไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่างเท่าไหร่

Macbook Air

The World’s Thinnest Notebook

Macbook Air
รูปประกอบจาก Apple.com

  • ความบางก็แค่ 0.16 – 0.76 นิ้ว คิดเป็นหน่วยที่คุ้นเคยก็ 4-19 มิล
  • แน่นอนว่าไม่มี Optical Drive ต้องใช้แบบต่อแยก
  • จอใหญ่ 13.3 นิ้ว เท่า macbook เดิม
  • ตัวเครื่องเป็น Aluminium
  • น้ำหนักเพียงแค่ 3 lbs (1.36 kg)
  • CPU ใช้ของ Intel Cor2Duo มีให้เลือกที่ 1.6 กับ 1.8 GHz อินเทลทำพิเศษให้ ขนาดลดลงจากเดิม 60%
  • Memory มีมาให้ 2GB

ค่าตัวอยู่ที่ 1,799 USD คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 60,000 บาท (คิดที่ 1 USD = 33 THB)

อยากได้ครับ!
ตัวเก่าเอาไปเทิร์นที่ไหนดี!

WWDC’06

ไม่ได้ไปงานจริงๆ แค่ติดตาม report จากแหล่งข่าวต่างๆ ในเวบ ก็รู้ความเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาที
สำหรับงานนี้ชื่อก็บอกไว้แล้วว่าเป็น Wordwide developer conference ก็เลยไม่มีพวก consumer product มาให้เซอร์ไพรส์เท่าไหร่ อย่าง iPod ตัวใหม่ หรือ iPhone/iChatMobile หรืออะไรที่คาดว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ก็ไม่มีออกมาให้เห็น คงต้องรองานต่อไป

จากที่ Steve Jobs ออกมาพูดเมื่อคืน แบ่งออกเป็นหลักๆ ได้สองเรื่องคือ Hardware อันประกอบด้วย Mac Pro/Xserve และ Software คือ OSX 10.5

ในส่วนของ hardware ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ เพราะว่าปัจจุบันก็ตามข่าวสารเรื่อง hardware ไม่ทันอยู่แล้ว และก็ไม่คิดที่จะซื้อมาใช้สักเท่าไหร่ ก็ค่อนข้างจะเฉยๆ กับช่วงนี้ มีแค่เรื่องราคาที่ Mac Pro ออกมาเริ่มต้นที่ $2499 ถูกกว่า dell ที่สเป็กเดียวกันอยู่ถึง $1000

ส่วน OSX 10.5 หรือ Leopard ที่ในตอนแรกบอกว่าจะออกตอน Fall 2006 เอาเข้าจริง ก็ไปออกตอน Spring 2007 แทน และในงานนี้ก็มีฟีเจอร์มาโชว์ให้ดู 10 อย่าง

  1. 64 bit – ก็คือใน Leopard จะเป็น 64 bit ทั้งตัว ทั้งส่วนของ framework และ ui อนาคตของ PowerPC ก็ริบหรี่ลงเรื่อยๆ
  2. Time Machine – ก็คือทำ file snapshot แล้วสามารถเรียกคืนทีหลังได้ ดูเหมือนจะใช้ง่ายดี แต่หน้าตาเสร่อเกินกว่าจะเป็นโปรแกรมจาก apple
  3. Spaces – ก็คือ Virtual Desktop น่ะแหละ ใน unix อื่นเค้ามีมาตั้งนานแล้ว แต่ของ Leopard ดูดีตรงที่รวมเอา expose เข้าไปด้วย และสามารถย้ายหน้าต่างข้าม space ได้
  4. Spotlight improvements – ใช้เป็น launcher ได้, ค้นข้ามเครื่องใน network เดียวกันได้ ฟังดูเหมือนเอา feature ของ quicksilver กับ google desktop search มาใส่เลยนะ
  5. Core Animation – ช่วยให้ developer เขียนโปรแกรมจัดการกับ animation ได้ง่ายขึ้น น่าจะทำให้โปรแกรมหน้าตาดีๆ ออกมามากขึ้น
  6. Voiceover – เค้าว่าอ่านออกเสียงได้เหมือนคนมากขึ้น ยังไม่ได้ลองฟัง แต่คงไม่ค่อยได้ใช้หรอกมั้ง
  7. Mail improvements – ไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าไหร่ เพราะปกติใช้แต่ mail แบบ web-based แต่เรื่อง system-wide todo list ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับคนขี้ลืมอย่างผม
  8. Complete packages – แค่เวอร์ชันใหม่ของโปรแกรมเล็กๆ น้อยๆ อย่าง Bootcamp, Photobooth ก็เรียกว่า feature ใหม่แล้วเหรอ ?
  9. Dashcode – สำหรับ developer สามารถสร้าง dashboard widget ได้ง่ายๆ สำหรับ end-user ก็สามารถตัดเวบเป็น clip และสร้างเป็น widget ได้ง่ายๆ เหมือนกัน
  10. New iChat – ฟีเจอร์ดูดี น่าสนุก แต่ถ้าไม่มีคนคุยด้วย ก็ไม่รู้จะใช้ไปทำไม แต่ที่สนใจคือการทำ image segmentation โดยไม่ต้องมี blue screen ข้างหลัง และทำได้แบบ real-time ด้วย

สรุปว่างานคราวนี้ ไม่โดนใจเท่าที่ควร ไม่มีการอัพเกรด เพิ่มความจุ เพิ่มสเป็คของทั้ง ipod และ mac มีแค่เปิดตัว Intel Mac Pro และ Intel Xserve เพื่อให้การเปลี่ยนสถาปัตยกรรมจาก PowerPC->Intel ครบทุกผลิตภัณฑ์เท่านั้น

มีการจิกกัด Microsoft อยู่เยอะเกินงามไปนิด (จากความรู้สึกส่วนตัว) ไล่มาตั้งแต่แบนเนอร์แบบต่างๆ
- Hasta la vista, Vista (Hasta la vista เป็นภาษาสเปน แปลว่า ลาก่อน)
- Leopard : Introducing Vista 2.0 (ปีที่แล้วเป็น Tiger : Introducing Longhorn)
- Redmond has a cat, too. A copycat (อันนี้แรงดีจริงๆ)
หรือการเอา interface ของ vista มาเปรียบเทียบกับของ Tiger ตามด้วยการกระแนะกระแหนด้วยแบนเนอร์จากปีที่แล้ว Redmond, start your photocopiers.

แต่ถ้าจะเชื่อถือคำพูดของ Steve Jobs ที่บอกว่า นี่แค่ sneak peak ยังมีฟีเจอร์ที่เป็น top secret อยู่ แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ (เพราะกลัวโดนลอก) ก็ยังต้องรอดูกันต่อไป แต่ส่วนตัวสำหรับ feature แค่นี้ ต้องเรียกว่าผิดหวังอยู่พอสมควร

Update – Xcode 3.0 ที่มาพร้อมกับ Leopard จะมี Dtrace ให้ด้วย !