My Old Macbook

by pittaya

แรงบันดาลใจจาก Macbook Air ที่เปิดตัวเมื่อคืนนี้ ก็เลยถ่ายวิดีโออันนี้ดู เล่นๆ ขำๆ

ดูโฆษณาต้นฉบับที่นี่

update: แก้ไข ใส่เพลง New Soul ของ Yael Naim

Macbook Air

by pittaya

The World’s Thinnest Notebook

Macbook Air
รูปประกอบจาก Apple.com

  • ความบางก็แค่ 0.16 - 0.76 นิ้ว คิดเป็นหน่วยที่คุ้นเคยก็ 4-19 มิล
  • แน่นอนว่าไม่มี Optical Drive ต้องใช้แบบต่อแยก
  • จอใหญ่ 13.3 นิ้ว เท่า macbook เดิม
  • ตัวเครื่องเป็น Aluminium
  • น้ำหนักเพียงแค่ 3 lbs (1.36 kg)
  • CPU ใช้ของ Intel Cor2Duo มีให้เลือกที่ 1.6 กับ 1.8 GHz อินเทลทำพิเศษให้ ขนาดลดลงจากเดิม 60%
  • Memory มีมาให้ 2GB

ค่าตัวอยู่ที่ 1,799 USD คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 60,000 บาท (คิดที่ 1 USD = 33 THB)

อยากได้ครับ!
ตัวเก่าเอาไปเทิร์นที่ไหนดี!

WWDC’06

by pittaya

ไม่ได้ไปงานจริงๆ แค่ติดตาม report จากแหล่งข่าวต่างๆ ในเวบ ก็รู้ความเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาที
สำหรับงานนี้ชื่อก็บอกไว้แล้วว่าเป็น Wordwide developer conference ก็เลยไม่มีพวก consumer product มาให้เซอร์ไพรส์เท่าไหร่ อย่าง iPod ตัวใหม่ หรือ iPhone/iChatMobile หรืออะไรที่คาดว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ก็ไม่มีออกมาให้เห็น คงต้องรองานต่อไป

จากที่ Steve Jobs ออกมาพูดเมื่อคืน แบ่งออกเป็นหลักๆ ได้สองเรื่องคือ Hardware อันประกอบด้วย Mac Pro/Xserve และ Software คือ OSX 10.5

ในส่วนของ hardware ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ เพราะว่าปัจจุบันก็ตามข่าวสารเรื่อง hardware ไม่ทันอยู่แล้ว และก็ไม่คิดที่จะซื้อมาใช้สักเท่าไหร่ ก็ค่อนข้างจะเฉยๆ กับช่วงนี้ มีแค่เรื่องราคาที่ Mac Pro ออกมาเริ่มต้นที่ $2499 ถูกกว่า dell ที่สเป็กเดียวกันอยู่ถึง $1000

ส่วน OSX 10.5 หรือ Leopard ที่ในตอนแรกบอกว่าจะออกตอน Fall 2006 เอาเข้าจริง ก็ไปออกตอน Spring 2007 แทน และในงานนี้ก็มีฟีเจอร์มาโชว์ให้ดู 10 อย่าง

  1. 64 bit - ก็คือใน Leopard จะเป็น 64 bit ทั้งตัว ทั้งส่วนของ framework และ ui อนาคตของ PowerPC ก็ริบหรี่ลงเรื่อยๆ
  2. Time Machine - ก็คือทำ file snapshot แล้วสามารถเรียกคืนทีหลังได้ ดูเหมือนจะใช้ง่ายดี แต่หน้าตาเสร่อเกินกว่าจะเป็นโปรแกรมจาก apple
  3. Spaces - ก็คือ Virtual Desktop น่ะแหละ ใน unix อื่นเค้ามีมาตั้งนานแล้ว แต่ของ Leopard ดูดีตรงที่รวมเอา expose เข้าไปด้วย และสามารถย้ายหน้าต่างข้าม space ได้
  4. Spotlight improvements - ใช้เป็น launcher ได้, ค้นข้ามเครื่องใน network เดียวกันได้ ฟังดูเหมือนเอา feature ของ quicksilver กับ google desktop search มาใส่เลยนะ
  5. Core Animation - ช่วยให้ developer เขียนโปรแกรมจัดการกับ animation ได้ง่ายขึ้น น่าจะทำให้โปรแกรมหน้าตาดีๆ ออกมามากขึ้น
  6. Voiceover - เค้าว่าอ่านออกเสียงได้เหมือนคนมากขึ้น ยังไม่ได้ลองฟัง แต่คงไม่ค่อยได้ใช้หรอกมั้ง
  7. Mail improvements - ไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าไหร่ เพราะปกติใช้แต่ mail แบบ web-based แต่เรื่อง system-wide todo list ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับคนขี้ลืมอย่างผม
  8. Complete packages - แค่เวอร์ชันใหม่ของโปรแกรมเล็กๆ น้อยๆ อย่าง Bootcamp, Photobooth ก็เรียกว่า feature ใหม่แล้วเหรอ ?
  9. Dashcode - สำหรับ developer สามารถสร้าง dashboard widget ได้ง่ายๆ สำหรับ end-user ก็สามารถตัดเวบเป็น clip และสร้างเป็น widget ได้ง่ายๆ เหมือนกัน
  10. New iChat - ฟีเจอร์ดูดี น่าสนุก แต่ถ้าไม่มีคนคุยด้วย ก็ไม่รู้จะใช้ไปทำไม แต่ที่สนใจคือการทำ image segmentation โดยไม่ต้องมี blue screen ข้างหลัง และทำได้แบบ real-time ด้วย

สรุปว่างานคราวนี้ ไม่โดนใจเท่าที่ควร ไม่มีการอัพเกรด เพิ่มความจุ เพิ่มสเป็คของทั้ง ipod และ mac มีแค่เปิดตัว Intel Mac Pro และ Intel Xserve เพื่อให้การเปลี่ยนสถาปัตยกรรมจาก PowerPC->Intel ครบทุกผลิตภัณฑ์เท่านั้น

มีการจิกกัด Microsoft อยู่เยอะเกินงามไปนิด (จากความรู้สึกส่วนตัว) ไล่มาตั้งแต่แบนเนอร์แบบต่างๆ
- Hasta la vista, Vista (Hasta la vista เป็นภาษาสเปน แปลว่า ลาก่อน)
- Leopard : Introducing Vista 2.0 (ปีที่แล้วเป็น Tiger : Introducing Longhorn)
- Redmond has a cat, too. A copycat (อันนี้แรงดีจริงๆ)
หรือการเอา interface ของ vista มาเปรียบเทียบกับของ Tiger ตามด้วยการกระแนะกระแหนด้วยแบนเนอร์จากปีที่แล้ว Redmond, start your photocopiers.

แต่ถ้าจะเชื่อถือคำพูดของ Steve Jobs ที่บอกว่า นี่แค่ sneak peak ยังมีฟีเจอร์ที่เป็น top secret อยู่ แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ (เพราะกลัวโดนลอก) ก็ยังต้องรอดูกันต่อไป แต่ส่วนตัวสำหรับ feature แค่นี้ ต้องเรียกว่าผิดหวังอยู่พอสมควร

Update - Xcode 3.0 ที่มาพร้อมกับ Leopard จะมี Dtrace ให้ด้วย !

Valentine Gift

by pittaya

มองหาของขวัญวันวาเลนไทน์ ?
Steve Jobs เค้าจัดให้ มีรุ่น 1 GB แล้วนะ

Mini -> Nano

by pittaya

ThinkSecret ข่าวไม่พลาดจริงๆ ด้วย
ในที่สุด Apple ก็ปล่อย iPod nano ออกมาจนได้ ด้วยขนาดที่เล็กโคตร บางเฉียบ จอสี มี clickwheel เห็นแล้วยั่วน้ำลายเป็นที่สุด

iPod mini ว่าตัวเล็กกระทัดรัดแล้ว ถือว่าใหญ่ไปเลยเมื่อเทียบกับ nano ที่มีขนาด 3.5 x 1.6 x 0.27 นิ้ว น้ำหนักเพียง 42 กรัม (1.5 ออนซ์) !
สนนราคาค่าตัวอยู่ที่ $199 สำหรับรุ่น 2GB คือเท่ากับ iPod mini 4GB ของเดิมเลย แต่ว่าสำหรับ nano แล้ว ขนาดที่ลดลงมา กับจอสี ราคานี้ก็ยังถือว่าสมเหตุสมผลอยู่
สังเกตได้ว่าสายการผลิต iPod เปลี่ยนมาเป็นจอสีหมดแล้ว (ยกเว้น Shuffle) และ iPod mini ก็กำลังจะตกรุ่นไปแล้ว นอกเสียจากว่า apple จะอัพเกรดความจุ แล้วใส่จอสีเข้าไปน่ะแหละ

คาดว่าพรุ่งนี้ไปอ่าน tech blog ไหนๆ ก็คงจะพูดถึงเรื่องนี้แน่ๆ (หรือไม่ก็เรื่องโทรศัพท์มือถือของ Motorola ที่ช่วยกันกับ Apple ใส่ iTunes เข้าไปได้)