นิยายเรื่อง After Dark ของ Haruki Murakami มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว สำนวนของ นพดล เวชสวัสดิ์ เจ้าเก่า จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่

ปกสวยดี แต่ไม่ได้ซื้อเพราะว่าซื้อเล่มภาษาอังกฤษมาแล้ว อ่านจบไปแล้วด้วย ถ้าใครยังลังเล ไม่รู้จะซื้อดีหรือเปล่า สำนักพิมพ์เค้ามี บททดลองอ่าน ให้ด้วย! เพิ่งเคยเห็นสำนักพิมพ์บ้านเราทำแบบนี้
ลองดูผลงานอื่นของสำนักพิมพ์นี้แล้วท่าทางน่าสนใจดี เล่มถัดไปที่มีโครงการจะออกคือ Persepolis 1-2 หนังสือนิยายภาพที่ถูกเอาไปทำเป็นหนังอนิเมชัน ได้ไปฉายถึงเมืองคานส์ (แต่ก็ยังช้าไปอยู่ดี เพราะเรื่องนี้ก็ซื้อเล่มภาษาอังกฤษมาอ่านแล้วเหมือนกัน)
ดูจากเว็บของสำนักพิมพ์ ที่ใช้ blog ในการสื่อสารกับคนอ่าน ทีมงานแต่ละคนก็มีblog ส่วนตัวกันด้วย รวมทั้งงานที่เลือกมาแปล+พิมพ์ก็ดูจะถูกจริตการอ่านของผมอยู่พอดี เป็นสำนักพิมพ์ที่คงต้องจับตามองเสียหน่อย หวังว่าคงได้อุดหนุนงานในเร็ววัน
ไปงานสัปดาห์หนังสือมาแล้ว ได้หนังสือมาหลายเล่ม ตามที่เห็นในรูป

หนังสือที่ได้กลับมาจากงานหนังสือ 2008/1
เรียงจากบนลงล่าง
- ฟาเรนไฮต์ 451 - เรย์ แบรดบิวรีย์ ได้ยินชื่อ+อยากอ่าน มานานแล้ว บังเอิญเจอลดราคาอยู่ที่บูธโฆษิต คว้ามาโดยไม่ลังเล
- กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ - ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ เห็นปกทีแรกไม่ได้คิดจะซื้อ แต่อ่านคำโปรยบนปกหลังที่บอกว่าเป็นรวมเรื่องสั้นว่าด้วยประวัติศาสตร์การก้าวไปข้างหลังของมนุษย์ เห็นแล้วน่าอ่านดีเลยซื้อมา
- สิทธารถะ - ลังเลอยู่นานกว่าจะหยิบเล่มนี้ แต่ก็อยากลองอ่านงานของ เฮอร์มานน์ เฮสเส ดูบ้าง
- คน (ไม่) สำคัญ - ภาคต่อของ The think well is good, to think right is better และ ตกน้ำไม่ไหล โดยคุณคนชายขอบ
- ร่างกายใต้บงการ - ซื้อมาเพราะอยากอ่านงานของ มิแช็ล ฟูโกต์ บ้าง
- Double Star - นิยาย sci-fi จาก Robert A. Heinlein (คนเขียน The Moon is The Harsh Mistress) พิมพ์โดย ASK media เจ้าเก่า
- MangaSin เล่มใหม่ - รวมการ์ตูนจากผลงานทางบ้าน
- Animal Farm - George Orwell งานระดับคลาสสิก เพิ่งรู้ว่ามีแปลไทยออกมานานหลายปีแล้ว
- About A Boy - เคยอ่านงานของ Nick Hornby แค่เล่มเดียวคือ High Fidelity อยากลองเล่มอื่นดูบ้าง
- 7 - รวมการ์ตูน 7 เรื่อง จาก 7 นักเขียน ภายใต้คอนเซปต์บาป 7 ประการ
- หมัด เล่ม 2 - รวมการ์ตูน จากสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น มีงานใหม่ของคนเขียน hesheit และ Joe Secret Agent ด้วย
- ดีไซน์ + คัลเจอร์ - ประชา สุวีรานนท์ ได้มาจากบูธฟ้าเดียวกัน
- ฟ้าเดียวกัน เล่มใหม่ - ฉบับ มกราคม-มีนาคม 2551
ครั้งเก่าๆ ดูได้ตามนี้ 2007/1, 2006/1, 2005/2
ได้ยินชื่อหนัง Persepolis มาเป็นระยะๆ นานแล้วเหมือนกัน (คุณ s65 กับคุณเช ก็เคยเขียนถึง) หนังเพิ่งเข้าฉายบ้านเราที่โรง House RCA เมื่อวานนี้มีโอกาสก็เลยเข้าไปดู
หนังเป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในประเทศอิหร่าน ผ่านช่วงสงคราม ช่วงปฏิวัติศาสนา การกดขี่ทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งจริงๆ ก็คืออัตชีวประวัติของ Marjane Satrapi คนเขียนการ์ตูนเรื่องนี้น่ะเอง
ดูจบแล้วติดใจ ก็เลยไปซื้อหนังสือต้นฉบับมาจาก Kinokuniya

Persepolis boxed set
หนังสือมีสองเล่มคือเล่มแรก The story of a childhood และเล่มสอง The story of a return แพ็คขายคู่ มีกล่องใส่ให้ สนนราคา 852 บาท หรือมีอีก edition หนึ่งรวมทั้งสองเล่มเป็นเล่มเดียวจบ ใช้ชื่อว่า The complete persepolis แต่อันนี้ปกไม่ค่อยสวย ขายอยู่ 900 กว่าบาท ก็เลยเลือกแบบสองเล่มดีกว่า
สิ่งที่ได้เห็น ได้รับรู้ในหนัง อาจจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่ใช่รัฐศาสนา การดื่มแอลกอฮอลล์, การฟังเพลงของ Iron Maiden, การใส่รองเท้า Nike, กระทั่งการออกนอกบ้านโดยไม่ใส่ผ้าคลุมผม เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้าม และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราให้แน่ใจว่าประชาชนจะไม่ฝ่าฝืนระเบียบเหล่านี้
แต่เมื่อกลับมามองดูตัวเราเองจริงๆ แล้ว กลับเห็นความคล้ายคลึงกันอย่างบอกไม่ถูก ถึงระดับของการปิดกั้นทางวัฒนธรรมจะไม่ได้สูงเท่า แต่ก็ไม่สามารถเถียงได้ว่าบ้านเราไม่มีการปิดกั้น และแนวโน้มการปิดกั้นทางวัฒนธรรมในบ้านเราทำท่าว่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย ตั้งแต่เรื่องห้ามขายการ์ตูนที่มีฉากวาบหวิว ห้ามพระเล่นกีตาร์ในหนัง รวมทั้งข้อกำหนดงี่เง่าอีกหลายๆ อย่าง (บางอย่างไม่อาจเอ่ยได้ในที่สาธารณะด้วยซ้ำ!) ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพื่อความมั่นคงของชาติ”, “เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม” แน่หละ พวกนั้นมันเป็นของเมืองนอกเมืองนา วัฒนธรรมของชาติอื่น มันจะมาดีงามสู้วัฒนธรรมไทยได้ยังไงกัน

Speaker for the Dead นิยายเล่มที่สองในซีรีย์ต่อจาก Ender’s Game โดย Orson Scott Card
ในเล่มแรก Ender’s Game ยังไม่ชอบเท่าไหร่นัก อ่านได้เพลินๆ แต่พอได้อ่านคำนำของ Speaker for the Dead ถึงเพิ่งรู้ว่าเล่มก่อนหน้านี้น่ะมันแค่น้ำจิ้ม แค่ปูทางเอาไว้ให้เล่าเรื่องในเล่มนี้
เนื้อหาในเล่มไม่ได้เน้นแค่ sci-fi อย่างเดียว แต่ยังตั้งคำถามกับคนอ่านถึงเรื่องคุณงามความดี, ศีลธรรม, บาป, เผ่าพันธุ์, ความรัก, ความตาย ฯลฯ ลากเอาสิ่งที่เราคิดกันว่าดีงาม ถูกต้อง ออกมาชำแหละ เปรียบเทียบ และนำเสนอในแง่มุมใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยเจอมาก่อน
Masterpiece สำหรับคอ sci-fi ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
(ช่วยกันอุดหนุนหนังสือของ ASK media กันเยอะๆ ด้วยก็ดี เค้าจะได้เข็นเอา Xenocide ภาคต่อออกมาขายด้วย )
There was something odd for him about not feeling lonely. The very fact that he had ceased to be lonely caused him to fear the possibility of becoming lonely again. The question haunted him: What would he do? Sometimes this fear would make him break out in a cold sweat.
เรื่องสั้น Tony Takitani ของ Haruki Murakami ถูกจับมาทำเป็นหนังกำกับโดย Jun Ichikawa

ทีแรกเคยคิดว่านิยายของ Murakami ไม่น่าจะเอามาทำเป็นหนังได้ แต่เรื่องนี้ดูแล้วรู้สึกได้ถึงความเปล่าเปลี่ยวที่หนักอึ้ง แทบไม่ต่างจากตอนอ่านหนังสือเลย (อาจจะเป็นเพราะดนตรีประกอบของ Ryuichi Sakamoto ด้วยก็ได้)
ไม่ทันได้ตามข่าวว่านิยายเล่มใหม่ของ Murakami แปลเป็นภาษาอังกฤษ และมีวางขายเรียบร้อยแล้ว เล่มนี้ชื่อว่า After Dark

ตอนที่เดินเล่นรอเวลาขึ้นเครื่องอยู่ที่ Duty Free สนามบิน Changi เดินเข้าไปในร้านหนังสือแล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นเข้า ราคาอยู่ที่ 32.50 SGD เทียบเป็นเงินไทยแล้วก็ 700 กว่าบาท เกือบจะหยิบมาแล้ว แต่พอดีที่นั่นมี internet ให้ใช้ฟรีเลยลองเช็คราคากับทาง kinokuniya บ้านเราก่อน ปรากฏว่าบ้านเราถูกกว่า เมื่อวานนี้เลยได้โอกาสไปหยิบมาจากสาขาสยามพารากอน ในราคา 674 บาท (ห่อปกฟรี)
ชอบปกซีรีย์นี้อยู่แล้ว ซื้อมาเข้าเซตกับเล่มอื่นๆ ที่มี ยกเว้น Kafka on the Shore ที่ดันเป็นอีกปกหนึ่ง เห็นที่ kinokuniya มีปกซีรีย์นี้ทุกเล่มเรียงเป็นตับแล้วเกิดอารมณ์อยากจะซื้อใหม่เสียจริงๆ
เป็นธรรมเนียมที่ไปงานหนังสือแล้วก็ต้องมาแปะให้คนอื่นดูว่าซื้ออะไรมาบ้าง สำหรับคราวนี้เจ็บตัวน้อยกว่าครั้งก่อนๆ เพราะควบคุมงบระดับนึง ไม่อยากซื้อเยอะ ที่ซื้อมาก็มีตามนี้
- โฉมหน้าศักดินาไทย - จิตร ภูมิศักดิ์ หนึ่งใน 100 หนึ่งสือดีที่คนไทยควรอ่าน
- The Long Tail - ฉบับแปลไทย ได้มาจากบูธเนชั่น พลิกปกหลังดูเห็นมี Lessig กับ Schmidt มาเขียนชมให้ เลยซื้อมา
- Speaker for the Dead - ชื่อไทยว่า วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ ภาคต่อของ Ender’s Game ได้มาจากบูธ ASK สงสัยว่าจะเหลือเป็นเจ้าเดียวที่ยังทำ sci-fi อยู่ เพราะ provision ก็ไม่ทำออกมาหลายปีแล้ว (เคือง ไม่ยอมพิมพ์ Rendezvous with Rama ภาคต่อ)
- The World is Round - ซื้ออ่านในฐานะแฟนผลงานที่ดีของคุณคนชายขอบ
- ลิ้นชักที่เลิกใช้ - วัน ณ จันทร์ธาร เคยอ่านรีวิวหนนึงแล้วว่าจะซื้อ แต่ก็ลืม จนสุดท้ายก็ได้มาเจอเอาโดยบังเอิญที่บูธ alternative writer
- ดวงอาทิตย์ กับดอกทานตะวัน - เห็นเป็นชื่อ ทินกร หุตางกูร ก็คว้าไว้ได้โดยไม่ลังเล
- นวนิยายมีมือ - อ่านงานของ นิ้วกลม มาบ้างเล็กๆ น้อยๆ เล่มนี้เป็นการลองอ่านจริงๆ จังๆ
ส่วนครั้งที่ผ่านมาดูได้ตามนี้ 2007/1, 2006/1, 2005/2
วันก่อนไปค้นเจอ e-book เล่มนึงที่อยากอ่านมานานแล้ว แต่เวอร์ชันที่ไปเจอมานี้ มันเป็นต้นฉบับเอามาสแกน แล้วเซฟเป็นไฟล์ภาพ ทีละหน้าๆ แล้วถึงเอามารวมเป็น pdf ไฟล์นึง ทำให้หนังสือยาว 500 กว่าหน้านี้ มีขนาดไฟล์ใหญ่ถึง 246 MB และที่สำคัญอีกอย่างหนึงคือ ไฟล์ pdf แต่ละหน้ามีขนาดใหญ่ แต่ว่าเนื้อหาที่เป็นรูปมีขนาดนิดเดียว ประมาณในรูปนี้

เนื้อหามีกระจิ๊ดเดียว
อยากจะ crop เอาเฉพาะเนื้อหาที่อยู่ข้างใน มันก็เลยต้องมีขึ้นตอนกันเล็กน้อย อันดับแรกคือ ใช้ Automator เซฟทุกๆ หน้าของ pdf ไฟล์นี้ออกมาเป็นรูป png ความละเอียด 200 dpi
กระบวนการ crop เอาแต่เนื้อหาที่ต้องการ ใช้คำสั่งจาก Imagemagick
for $f in *.png
do
convert $f -fuzz 20% -trim +repage $f
done
พอดีช่วงนี้กำลังเห่อ ipod ก็เลยอยากเอาหนังสือเล่มนี้ยัดลงไปใน ipod เพื่ออ่านตอนอยู่นอกบ้านได้ด้วย ซึ่งก็มีวิธีอยู่สองแบบคือใช้ OCR แปลงจากรูปภาพไปเป็นข้อความ แล้วเซฟเป็น Note เอาไว้อ่าน และวิธีที่สองคือตัดหนังสือเป็นไฟล์รูปภาพ แล้วใส่เข้าไปใน photo gallery แทน
วิธีแรกเป็นอันต้องตกไปด้วยเหตุผลที่ว่า หาโปรแกรม OCR ภาษาไทยบน Mac ไม่ได้ และต่อให้แปลงออกมาเป็น text ได้ แต่ใน ipod nano รุ่นนี้มันก็อ่านภาษาไทยไม่ได้อยู่ดี สรุปคือ ต้องใช้วิธีที่สอง
ข้อจำกัดการแสดงผลรุปภาพบน ipod คือ มันสามารถแสดงได้เฉพาะแบบพอดีกับหน้าจอเท่านั้น ซูมเข้า ซูมออกไม่ได้ แต่เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ตัวหนังสือมีขนาดใหญ่พอ ก็เลยจะใช้วิธีการตามรูป

แบ่งหน้า
ก็คือการแบ่งหนังสือหน้าหนึ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนละ 320×240 pixel (ขนาดหน้าจอของ ipod) ทำให้หนังสือหนึ่งหน้า ประกอบด้วยไฟล์รูปสองไฟล์ ถ้าตั้งชื่อให้เรียงกันดีๆ ก็จะอ่านได้ต่อเนื่องกัน
for $f in *.png
do
# ย่อขนาดให้เหลือพอดีกับที่จะตัด
convert $f -resize 320×440! $f
# crop เอาส่วนบนของหน้า
convert $f -crop 320×240+0+0 cropped/`basename $f .png`”1.png”
# crop เอาส่วนล่างของหน้า (ให้เหลื่อมกับส่วนบนเล็กน้อย เวลาอ่านจะได้ไม่งง)
convert $f -crop 320×240+0+200 cropped/`basename $f .png`”2.png”
done
หลังจากนั้น sync รูปพวกนี้กับ ipod ผ่านทาง iTunes ก็เป็นอันเรียบร้อย
หนังสือรางวัล booker prize
ติดใจผลงานของ อรุณธตี รอย มาตั้งแต่เรื่อง The End of Imagination

ในเรื่องนี้เป็นนิยาย เรื่องของตระกูลหนึ่งในอินเดีย อ่านไปอ่านมาแล้วมันได้อารมณ์คล้ายๆ Magical Realism แนวเดียวกับตอนที่อ่าน One Hundred Years of Solitude ของ Marquez เลย เพียงแค่ไม่มีเรื่องเหนือจริงโผล่ออกมา (อืม… ถ้างั้นควรจะเรียกว่า Realism เฉยๆ ไม่มี Magical หละมั้ง)
คือมันมีอารมณ์การเล่าเรื่องที่จริงจัง ตัดสลับเล่าเรื่องราวไม่เป็นไปตามลำดับเวลา ใช้ภาษาที่แพรวพราว การเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมยที่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคนอ่านได้ดี (ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้คนแปลด้วย)

งานรวมเรื่องสั้น 7 เรื่องของ Haruki Murakami จากมติชนบุ๊คส์ ชื่อว่า A Slow Boat to China (เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน)
ทีแรกก็สงสัยว่ามันคือเล่มไหน เพราะในรวมเล่มภาษาอังกฤษมีออกมาสองเล่มคือ The Elephant Vanishes กับ Blind Willow, Sleeping Woman (ไม่นับ After the Quake) ค้นไปค้นมาก็เจอว่าเรื่องที่เอามาลงทั้ง 7 เรื่องนี้ ก็มีลงอยู่ในทั้งเล่ม The Elephant Vanishes และ Blind Willow, Sleeping Woman คิดว่าเป็นทางเจ้าของลิขสิทธิ์ภาคภาษาไทย ตัดสินใจเลือกเอาเรื่องมารวมเล่มเอง (มั้ง) แต่ไหงเอามาแค่ 7 เรื่อง ทั้งที่ใน The Elephant Vanishes มีถึง 17 เรื่อง ส่วน Blind Willow, Sleeping Woman มีอยู่ 24 เรื่อง ถ้าหากว่าสำนักพิมพ์บ้านเราจะพิมพ์ออกมาให้ครบ สงสัยว่าจะต้องออกรวมเรื่องสั้นแบบนี้อีกซัก 4 เล่มกว่าจะครบ
สู้ไปซื้อเล่มภาษาอังกฤษอ่านจะดีกว่ามั้ยเนี่ย