My Family Photos – and ODF

บทความพิเศษจาก blognone แปลจาก blog ของ Jonathan Schwartz โดย mk แนะนำให้อ่านกัน

ภาพถ่ายครอบครัวกับ ODF

เมื่อสองสามปีก่อนตอนที่ผมกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ ผมได้ไปรื้อภาพถ่ายครอบครัวสมัยก่อนที่เก็บในกล่องใส่รองเท้า ผมสนุกกับการดูรูปภาพเหล่านี้มาก จนกระทั่งผมนึกขึ้นมาได้ว่าภาพความทรงจำเหล่านี้มีเพียงอย่างละใบเท่านั้น มีแค่ไม่กี่รูปที่อัดสำรองไว้มากกว่าหนึ่ง ให้ตายสิ

กล่องรองเท้ากล่องนั้นมันเก่ามากแล้ว ผมลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเกิดน้ำท่วมหรือไฟไหม้ขึ้นมาล่ะจะทำยังไง ผมอยากเก็บรูปภาพเหล่านี้ไว้ให้ลูกๆ ของผมดูว่าสมัยก่อนพ่อของพวกเขาหน้าตาแบบไหน และอยากส่งผ่านไปยังรุ่นหลานรุ่นเหลนของผมอีกด้วย

ดังนั้นผมจึงทำตัวเป็นลูกชายที่ดี นำกล่องรองเท้านั้นกลับบ้าน สแกนรูปภาพทั้งหมดลงคอมพิวเตอร์ (และไม่ลืมเอากล่องนั้นไปคืน) ไฟล์รูปภาพถูกเก็บลงฮาร์ดดิสก์ในแล็ปท็อป ซึ่งผมมักจะวางมันไว้ในครัว

แต่พอนึกถึงกิจกรรมในครัว ผมก็คิดว่ามันยังอันตรายอยู่ดีที่รูปจะหาย (มีโอกาสหายมากกว่าไว้ในกล่องรองเท้าด้วยซ้ำ) ผมทำสำเนาลงดีวีดี แยกเก็บไว้หลายแห่งตามที่ต่างๆ ภายในบ้าน รวมถึงแจกไปยังญาติพี่น้อง อย่างไรก็ตาม ระบบการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมืออาชีพแบบนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ สุดท้ายดีวีดีเกือบทั้งหมดจะหายไป!

มีคนเคยพูดไว้ว่า “เครือข่ายนั่นแหละคือคอมพิวเตอร์” ผมเลยแก้ปัญหาโดยการอัพโหลดรูปทั้งหมดไปไว้บนอินเทอร์เน็ต วิธีคิดของผมคือถ้าคุณอยากเก็บอะไรซักอย่างไว้ในกล่องรองเท้า คุณก็ควรจะจ้างมืออาชีพดูแลกล่องรองเท้าของคนอื่นให้มาดูแลกล่องของคุณด้วย บริการเว็บฝากรูปก็เช่นกัน มันน่าจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับเก็บรูปภาพก็ได้

แต่แล้วผมก็คิดต่อไปอีก…

มีอะไรรับประกันไหมว่าบริการฝากรูปพวกนี้จะคงอยู่ตลอดไป และผมสามารถเรียกรูปภาพของผมมาดูใหม่ได้ในอีกห้าสิบปีข้างหน้า เทคโนโลยีเก็บรูปในอนาคตจะเป็นแบบไหน มันจะยังสามารถเปิดไฟล์แบบเก่าได้หรือไม่

นี่เป็นแค่ตัวอย่าง มาถึงตอนนี้คุณคงพอเห็นภาพแล้วว่าทำไม Open Document Format เป็นเรื่องสำคัญ

ลองสมมติตัวเองเป็น ส.ส. ที่ร่างกฎหมาย, หมอที่ต้องเขียนประวัติคนไข้ หรือนักเรียนที่ต้องเขียนเรียงความก็ได้ ถ้าอีกห้าสิบปีข้างหน้า คุณอยากกลับมาแก้เอกสารพวกนี้อีกครั้ง คุณยังสามารถทำได้หรือเปล่า? ลองคิดดูว่าถ้าบริษัทที่พัฒนาโปรแกรมสำหรับแก้ไขเอกสารเหล่านี้ล้มละลาย หายไปจากตลาด หรือบังคับให้คุณจ่ายเงิน 10,000 เหรียญสำหรับโปรแกรมที่เปิดไฟล์รุ่นเก่าได้ ตัวอย่างเหล่านี้สอนเราว่า “เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม ข้อมูลยังต้องคงอยู่”

แล้วเราจะทำอย่างไร?

ข้อมูลที่คุณสร้างนั้นเป็นของคุณ ไม่ใช่ของบริษัทซอฟต์แวร์ คุณคงจะไม่อยากจ่ายเงินให้บริษัทผู้ผลิตกล้องทุกครั้งเวลาอยากดูรูปถ่ายของตัวเองหรอกนะ ความเสี่ยงพวกนี้เกิดจากการใช้โปรแกรมที่ไม่ทำตามมาตรฐานเปิด อย่าเพิ่งลืม “เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม ข้อมูลยังต้องคงอยู่”

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทไฮเทคจำนวนมาก และหน่วยงานภาครัฐบาลของหลายประเทศ พัฒนา Open Document Format (หรือรู้จักกันในชื่อย่อว่า ODF) ขึ้นมา ODF เป็นมาตรฐานเอกสารแบบเปิด เป็นอิสระไม่ผูกติดกับโปรแกรมที่ใช้สร้างเอกสารของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ดังนั้นถ้าคุณเขียนประวัติคนไข้หรือเรียงความด้วยโปรแกรมเวิร์ดโพรเซสเซอร์ที่สนับสนุน ODF ในอีกห้าสิบปีข้างหน้าคุณจะยังสามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณได้เสมอ ODF เป็นมาตรฐานเปิดอย่างแท้จริง ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ในการใช้งาน ปัจจุบันมีบริษัทซอฟต์แวร์จำนวนมากสนับสนุนการนำ ODF ไปใช้งาน ตัวอย่างเช่น ไอบีเอ็ม ซัน กูเกิล เรดแฮท หรือแม้แต่ไมโครซอฟท์เองก็เถอะ

สำหรับธุรกิจที่มีนโยบายการเก็บรักษาเอกสารแล้ว ความคงทนของข้อมูลและฟอร์แมตไฟล์นั้นสำคัญกว่าตัวโปรแกรม (และพนักงาน) ที่สร้างเอกสารมาก นี่เป็นแนวคิดเดียวกับเรื่องการเก็บภาพในกล่องรองเท้า ในฐานะที่ผมเป็น CIO ของครอบครัว ผมต้องการให้ภาพพวกนั้นมีอายุยืนยาวกกว่าตัวผมอยู่แล้ว

ตอนนี้เรากำลังทำงานร่วมกับกูเกิลในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง OpenOffice กับบริการออนไลน์ของกูเกิลโดยใช้ ODF เป็นสื่อกลาง เอกสารทุกฉบับที่สร้างด้วยชุดออฟฟิศออนไลน์ของกูเกิลจะสามารถนำมาใช้กับ OpenOffice ได้ โปรแกรมทั้งสองตัวช่วยรับประกันความเข้ากันได้ของเอกสารในระยะยาว ไม่จำกัดว่าเอกสารนั้นจะเป็นกฎหมาย สัญญา ประวัติคนไข้ ไดอารี หรือแผนธุรกิจ นี่รวมไปถึงสเปรดชีตและเอกสารนำเสนอด้วย

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก OpenOffice มันเป็นชุดโปรแกรมสำนักงานที่ทุกคนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ปัจจุบันมีคนจากทั่วโลกดาวน์โหลดไปแล้วหลายร้อยล้านชุด ล่าสุดบริษัทไมโครซอฟท์ได้ประกาศสนับสนุน ODF ผ่านทางปลั๊กอิน ซึ่งคุณจะสามารถดาวน์โหลดได้ในเร็วๆ นี้ ปลั๊กอินตัวนี้จะช่วยให้ไมโครซอฟท์เวิร์ดสามารถอ่านและเขียนเอกสารในรูปแบบ ODF ได้

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียนมัธยมหรือบริษัทน้ำมันข้ามชาติก็ตาม คุณควรใช้ ODF เป็นฟอร์แมตเอกสารหลัก การใช้ ODF ช่วยให้โปรแกรมแบบโอเพนซอร์สและไม่เปิดซอร์สแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามกันได้อย่างราบรื่น เพราะนี่เป็นเรื่องของมาตรฐาน ไม่ใช่ในระดับเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ

ถ้าคุณเป็นผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ คุณอาจเลือกให้ส่วนงานที่ต้องติดต่อกับภายนอกใช้ไมโครซอฟท์เวิร์ดได้ต่อไป แต่ย้ายพนักงานส่วนอื่นไปใช้โปรแกรมที่รองรับ ODF ได้ดีกว่า (ไม่ว่าจะเป็น OpenOffice, ชุดออฟฟิสของกูเกิล หรือโปรแกรมอื่นๆ ก็ตาม) สิ่งที่ทำให้อินเทอร์เน็ตแพร่หลายคือระบบที่แตกต่างกันสามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป (affordability) ในฐานะที่เรารู้จักและใช้งานจุดแข็งเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว เราก็ควรเลือกระบบที่มีคุณลักษณะพวกนี้ไว้ใช้ในอนาคตเช่นกัน

Jonathan Schwartz
ประธานและ CEO บริษัท Sun Microsystems

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษ)

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ODF

Future of the Telephony

จากงาน BTD ครั้งแรก มีพูดเรื่อง Askterisk เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์/PABX ตอนนั้นคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ก็เลยไม่ได้ติดตามหาข้อมูลต่อนัก

พอดีวันนี้ Tim O’Reilly พูดถึง Asterisk ขึ้นมา แล้วยังบอกอีกว่าหนังสือ Asterisk ของ O’Reilly ขายดีเป็นอันดับ 12 เสียด้วย

มาเงียบๆ แต่เหมือนจะมาแรง

Open letter to our beloved minister

สืบเนื่องมาจากข่าววันก่อน ทางฝั่งผู้ใช้งาน opensource ได้ร่างจดหมายเปิดผนึก เตรียมส่งไปชี้แจงแล้ว

อ่านรายละเอียดและร่วมลงชื่อได้ที่ Blognone

BTD2.0

Blognone Tech Day 2.0 จัดเมื่อวาน ไปคราวนี้ก็ได้เปิดหูเปิดตาพอสมควร
มีหลายๆ session ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Relax NG ที่เป็นการเขียน schema ของ XML ให้อ่านรู้เรื่อง รู้สึกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดจริงๆ ไม่เหมือนกับ XSD ที่ดูกี่ทีๆ ก็เหมือนเอามีดไปขุดดิน XML ไม่ใช่ holy grail ซักหน่อย ถึงจะได้เอาไปใช้กับทุกอย่าง

OpenCARE เป็น platform สำหรับการกระจายข่าวสารแบบ real-time ท่าทางจะต้องการ effort ในการพัฒนาเยอะอยู่ แต่ก็เป็นโครงการที่มีประโยชน์และน่าสนับสนุน

เรื่องของ WiMAX ก็น่าสนใจ วิทยากรเป็น อ.ดร.อนันต์ จากม.เกษตร พูดเข้าใจง่ายและเห็นภาพได้ชัดเจน ปกติไม่ค่อยรู้เรื่อง network อยู่แล้ว session นี้ก็ได้ความรู้ไปเต็มๆ

ตอนบ่ายมีเรื่อง OLPC หรือ laptop ราคา 100 USD ที่เป็นข่าวมานานแล้ว ในงานมีตัวอย่างบอร์ดรุ่นทดสอบมาเดโมให้ดูกันสดๆ เป็นบุญตา ที่สำคัญคือโปรเจกต์นี้มีไอเดียใหม่ๆ ที่คงไม่ได้เห็นใน PC ทั่วไปถูกเอามาใช้ อย่างเช่น จอ LCD ราคาถูกแบบสองความละเอียด, การสร้างเครือข่ายแบบ mesh network และไอเดียเรื่องการประหยัดพลังงาน

เรื่อง Intellectual Property โดยคุณ mk ก็อธิบายความแตกต่างของ Copyright, Patent, Trademark ได้เข้าใจง่ายดี ถ้าเวลาเยอะกว่านี้น่าจะพูดเรื่อง Fair Use สักหน่อย

มีเรื่อง ZWSP ที่เป็นภาคสองต่อจากครั้งที่แล้วโดยคุณลิ่ว เริ่มเห็น ZWSP เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ในทางการใช้งานกับ desktop อาจจะยังลำบากอยู่ เพราะต้องแก้ไขที่ส่วน input sequence แต่ว่าสำหรับเวบมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นในเร็ววัน

ปิดท้ายด้วยเรื่อง ServerSide Erlang โดยคุณ Pok ทำให้รู้สึกตัวว่าต้องหา functional language มาลองจริงๆ ซักทีแล้ว

ปิดท้ายจริงๆ ด้วยการไปกินหมูกระทะ งานนี้ใครไม่ได้ไปก็น่าเสียดายแทน คงต้องรอ BTD3.0 ปีหน้า

13

หนัง 13 เกมสยอง เป็นหนังไทยที่มีฉากการใช้งานคอมพิวเตอร์ในเรื่องค่อนข้างสมจริง

ปกติถ้าดูหนังประเภทที่มีการใช้คอม ในเรื่องมักจะเป็นการสร้าง UI ขึ้นมาใหม่แบบดูแล้วหรูๆ สวยๆ หยั่งกับว่า application ทุกตัวทำด้วย flash/shockwave ซะงั้น อย่างเช่นในเรื่อง The Departed คอมพิวเตอร์ของตำรวจบอสตัน เป็นหน้า UI สวยๆ แต่แอบมี widget บางตัวเป็น Aqua โผล่มาซะงั้น

ใน 13 ทำได้ค่อนข้างสมจริง โดยการใช้โปรแกรมที่หน้าตาดูเหมือนๆ กับโปรแกรมบน windows ทั่วไป แต่มี UI ที่ออกแบบมาดี ทำให้คนดูที่ไม่เคยใช้โปรแกรมมาก่อน ก็ยังเข้าใจได้ว่าตัวละครในหนัง ทำอะไรอยู่ แต่ที่น่าประทับใจที่สุดคือ ฉากที่นางเอกแฮคเข้าไปที่ server ของ 13 ฉากนี้ใช้ nmap รันจาก command line เพื่อ scan port ของเครื่อง server!

ใน Matrix: Reloaded ก็มีฉากคล้ายๆ กันนี้ ที่ Trinity ต้องแฮคเครื่อง server และ Trinity ก็ใช้ nmap เหมือนกัน นอกจากนี้ในเรื่อง Antitrust ก็เป็นอีกเรื่องที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ได้สมจริง มีโค้ดของ bzip2 โผล่อยู่ในเรื่อง แถมยังมี Scott McNealy กับ Miguel de Icaza มาเป็นแขกรับเชิญอีกต่างหาก

ปกติในหนังเวลามีการใช้งานคอมพิวเตอร์ทีไร เห็นแล้วมักจะหงุดหงิดใจอยู่ตลอด นานๆ เจอหนังแบบนี้ซักทีก็ดีเหมือนกัน