วันก่อนไปเดินที่ kinokuniya เห็นเอาสมุดโน้ตยี่ห้อ moleskine ออกมาวางขายหลายรุ่น ทั้งแบบมีเส้น ไม่มีเส้น ปกแข็ง ปกอ่อน ลองจับๆ ดูก็ขนาดเหมาะมือ กระดาษคุณภาพดี แต่ราคาแพงระยิบ
กลับมาค้นที่บ้านดูก็พบว่ามีสมุดโน้ตหน้าตาคล้ายๆ กัน ได้แจกมาจาก Google เมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่ได้หยิบออกมาใช้
ขนาดเหมาะมือ หน้าตาใกล้เคียง
เป็นแบบมีเส้น มีที่คั่นหน้าให้ด้วย
มีช่องใส่ของเล็กๆ ด้านหลัง เหมือนของ moleskine เลย
ผลิตในประเทศจีน
ถือว่าโชคดี ไม่ต้องไปเสียตังค์ซื้อ moleskine เล่มละหลายร้อย ขอบคุณพี่อ้อ ณ google มาในโอกาสนี้ด้วย
มีความซวยเกิดขึ้นหลังจาก uninstall Xcode ออกไป
ทีแรกบูตเครื่องไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ ต้องกด Cmd+v ตอนกำลังบูตเพื่อดูข้อความแบบ verbose พบว่า มันโหลด kernel extension บางตัวไม่ได้ เลยจำเป็นต้องบูตเครื่องผ่านทาง installation disk ที่แถมมาตอนซื้อเครื่อง แล้วพยายาม repair permission จนสามารถกลับมาบูตเข้าระบบได้
แต่ว่าปัญหา Keys out of order นี่ยังแก้ไม่หาย repair ไม่ได้เสียด้วย
มีคนแนะนำว่าให้ format ลงใหม่
กำลังคิดอยู่ว่า ถ้าจะต้องลงใหม่ สู้อัพเกรดไปเป็น Leopard เลยจะดีไหม (ตอนนี้ใช้ Tiger อยู่)
สั่งทำเสื้อ twitter ไว้ เพิ่งไปรับมาเมื่อวันก่อนในงาน mini twittbkk หน้าตาเป็นตามในรูป
เสื้อ twitter
วันนี้ใส่ไปทำงาน มีเพื่อนที่ทำงานถามว่า “I took the red pill” มันมีความหมายว่ายังไง?
ต้องอธิบายก่อนว่า red pill ในที่นี้ก็คือ ยาเม็ดสีแดง จากในหนัง The Matrix ภาคแรก (คนไม่เคยดูอาจจะไม่ get) มีฉากหนึ่งที่มอร์เฟียส ยื่นยาสองเม็ด สีแดงกับสีฟ้า ให้นีโอเลือก แล้วบอกกับนีโอว่า
“This is your last chance. After this, there is no turning back. You take the blue pill - the story ends, you wake up in your bed and believe whatever you want to believe. You take the red pill - you stay in Wonderland and I show you how deep the rabbit-hole goes.”
ต่อมามันเลยกลายมาเป็นความหมายเปรียบเทียบ สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง ทำเป็นไม่สนใจความจริงที่โหดร้าย (ยาเม็ดสีฟ้า) กับยอมรับความจริงที่เจ็บปวด (ยาเม็ดสีแดง) ข้อมูลจาก wikipedia บอกว่า “Borrowing from the movie, the terms blue pill and red pill have become a popular metaphor for the choice between blissful ignorance (blue) and embracing the sometimes painful truth (red).”
ใครจำไม่ได้ว่าตอนไหน ดูได้จากในคลิป
เห็นป้ายโฆษณาติดรถที่จอดกันทั่วกรุงเทพอยู่ตอนนี้ เพิ่งรู้ว่ามันคือโฆษณาเคลื่อนที่แนวใหม่จาก Hello Bangkok ชื่อว่า Hello Mobile Ad. (รายละเอียดจากเว็บโฆษณาไทย )
สื่อสายพันธุ์ใหม่ภายใต้ชื่อ Hello Mobile Ad. สุดยอดสื่อเคลื่อนที่ที่สามารถตอบทุกโจทย์ของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากหัวใจหลักของการทำธุรกิจสื่อนอกบ้านนั้นอยู่ที่สถานที่ (Location) ที่สามารถเข้าถึงตวามความต้องการของลูกค้า และยังมีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนย้ายไปยังจุดอื่นได้ตลอดเวลา ซึ่งในครั้งนี้ Hello Bangkok ได้ทำการจัดวางสื่อให้กระจายทั่วทุกพื้นที่ โดยไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งต่อข้อบังคับ หรือข้อกำหนดของการใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นความได้เปรียบที่ชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อเทียบกับป้ายโฆษณาทั่วไป
สงสัยว่าการจอดตรงสามแยกเยื้องๆ สยามพารากอน, ฟุตบาทที่อนุสาวรีย์, กีดขวางที่จอดรถเมล์ พวกนี้มันไม่ขัดกฎจราจรหรือยังไง?
ที่อยากบ่นอีกอย่างนึงคือ ป้ายพวกนี้มันมีเยอะจนน่ากลัว หันไปไหนก็เจอแต่ป้ายโฆษณา ทำไมบ้านเรามันถึงไม่มีรสนิยมในการโฆษณาได้ขนาดนี้ คิดแต่จะมีป้ายใหญ่ๆ เตะตาคนเยอะๆ ไว้ก่อน นั่งรถเจอแต่ป้ายโฆษณา เปิดเว็บก็เจอแต่แบนเนอร์ ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ เหมือนกันหมด
จากของเก่าที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีที่แล้ว
เรียนให้จบ (ป.โท)
- ในที่สุดก็จบได้ - ผ่าน
ลดน้ำหนัก
- ไม่ลดแต่เพิ่ม - ไม่ผ่าน
หัดใช้ Symfony และ Rails ให้เป็นอย่างจริงๆ จังๆ
- symfony หัดไปได้นิดเดียวแล้วหมดแรง กะว่าจะไปเขียนอย่างอื่นแทนแล้ว ส่วน rails หาหนังสือมาแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่าน - ไม่ผ่าน
ศึกษา Struts, Tapestry, Spring หรือ Java Framework อะไรก็ได้ที่ดูมีอนาคต
- nobody uses java anymore - ไม่ผ่าน
หัด customize Drupal
- ลองมั่วดูได้พักนึง ยังทำอะไรมากไม่ได้ รอหนังสือของ sugree ออกก่อนท่าทางจะดีกว่า - ไม่ผ่าน
ศึกษา Cocoa และเขียนโปรแกรมที่ใช้งานได้จริงๆ ซักตัวนึง
- ไม่ได้แตะเลย - ไม่ผ่าน
ใช้งาน javascript และ CSS ให้ได้ในระดับ advance
- ก็รู้มากขึ้นกว่าปีที่แล้ว แต่ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองทำได้ในระดับ advance - ผ่าน 50%
ใช้ emacs แทน vim
- ซื้อ TextMate มาใช้ ก็เลยไม่ได้จับ emacs เลย - ไม่ผ่าน
อัพเดต blog ให้สม่ำเสมอ
- ก็อัพบ่อยกว่าปีที่แล้วนะ แต่ยังไม่บ่อยเท่าที่อยากให้เป็น - ผ่านฉิวเฉียด
ต่อ Gunpla ให้เสร็จอย่างน้อยหนึ่งตัว
- ต่อ Hi-Zack เสร็จไปตัวนึง - ผ่าน
ไปเที่ยวลาว
- ไม่ได้ออกนอกประเทศเลย (ถ้าไม่นับที่ไปสิงคโปร์) - ไม่ผ่านเห็นๆ
ถ่ายรูปให้ได้เดือนละ 1-3 ม้วน
- ช่วงต้นๆ ปี ไม่ค่อยได้ถ่าย แต่มาถ่ายเยอะเอาช่วงงานแต่งเพื่อน กับตอนไปเที่ยวปลายปี เฉลี่ยๆ แล้วปีนี้ถ่ายไป 10 กว่าม้วนได้ - ผ่าน 50%
หัดล้างฟิล์มขาวดำด้วยตัวเอง
- ไม่ได้ถ่ายฟิล์มขาวดำเลย แล้วมันจะหัดล้างได้ยังไง - ไม่ผ่านน่ะสิ
Contribute ให้กับ OSS community
- ช่วยเขียน wiki ให้ firefox3 ไปนิดนึง นอกจากนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน - ไม่ผ่าน
ปลุกผี dogpositive.com
- ซุ่มทำอยู่ แต่คงจะไม่ใช่เวบแบบเดิม แล้วก็คงไม่ได้ใช้ domain นี้ และมันยังไม่เสร็จ - ผ่าน 50%
อ่านหนังสือจำพวก non-fiction ให้มากขึ้น อ่าน fiction ให้น้อยลง
- ซื้อหนังสือพวก fiction น้อยลง แต่พวก non-fiction ก็ไม่ได้ซื้อมากขึ้นเท่าไหร่ - ผ่าน 50%
สังเกตได้ว่ามีเหตุผลที่ทำให้ล้มเลิกบางข้อไปกลางคัน อย่างเช่นที่ว่าจะหัดใช้ emacs แต่มี textmate ใช้แล้วก็ไม่รู้จะไปหัด emacs ต่อทำไม, หรือเรื่องหัดใช้ symfony เมื่อลองใช้ไปจริงๆ แล้วมันไม่ดีเท่าทีคิด ก็เลยปล่อยผ่านไป มองหา framework ตัวอื่นใช้แทนดีกว่า ดังนั้นในปีนี้ ถ้าจะตั้ง resolution อะไร พยายามอย่าเอาความสนใจในช่วงต้นปีมาตั้งเป้า ให้มองยาวๆ ดูว่าอะไรที่อยากทำในปีนั้นจริงๆ มากกว่า
สรุปว่าปีที่ผ่านมา ตกซะเยอะ ผ่านนิดเดียว ปีนี้คงต้องตั้งเป้าที่มันง่ายกว่านี้ซักหน่อย เอาแบบที่ทำได้จริงบ้าง
ไปทริปของบริษัทที่เชียงใหม่ ออกเดินทางเย็นนี้ กลับมาอีกทีบ่ายๆ วันที่ 3 คงไม่ได้อัพเดต blog เท่าไหร่ แต่ twitter ยังอัพเดตอยู่ (ถ้ามีสัญญาณโทรศัพท์นะ)
ตั้งแต่มี ipod nano ตัวใหม่ ก็เริ่มมีพฤติกรรมหา podcast มาดูมากขึ้น แต่เนื่องจากวิดีโอที่เป็นภาษาไทยไม่ค่อยจะมีรายการให้ดูเท่าไหร่นอกจาก duocore ก็ต้องไปหาที่เป็นภาษาอังกฤษมาดูบ้าง
ลองค้นใน podcast directory ของ iTunes ดูแล้วก็มีรายการน่าสนใจหลายรายการ ที่ subscribe ไว้ดูก็มี
นอกจากนี้ก็มีโหลดวิดีโอ presentation ของคนดังในแวดวง IT มาจาก google video, youtube เอามาดูอยู่บ้าง
ปัญหาหลักๆ ของการดูวิดีโอพวกนี้คือ มันเป็นภาษาอังกฤษ และไม่มีซับไตเติ้ล บางคนพูดชัดหน่อยก็พอฟังออก อย่างเช่น presentation ของ Lawrence Lessig เป็นคนที่มีลีลาการ present ได้ดีมากๆ พูดชัด ฟังทัน รู้เรื่อง ก็พอจะได้ใจ คิดว่าตัวเองคงพอฟังภาษาอังกฤษออกอยู่บ้าง แต่พอมาเจอคนที่พูดเร็วและเต็มไปด้วยสแลง (เช่น Alex ของ diggnation) ก็ใบ้กิน ฟังแทบไม่ออกเลย
ยังอีกห่างไกลกว่าจะดูหนังโดยไม่พึ่งซับไตเติ้ลได้
ทำไม iPod mini ตัวที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้มันทนนักนะ ใช้งานมาก็ 2 ปีแล้ว ทำไมมันไม่พังซักที มันทนเกินเครื่องใช้ไฟฟ้าปกติไปหน่อยแล้ว