ผ่านทาง Darwine 1.0 กับ ies4osx กว่าจะปล้ำให้ใช้งานได้ เล่นเอาเหนื่อย
สำหรับคนที่ไม่รู้ Darwine คือโปรแกรม emulator ที่ทำให้เราสามารถรันโปรแกรมของวินโดวส์ บน Mac OS X ได้ ส่วน ies4osx เป็นแพคเกจที่มีคนทำขึ้นมาให้เราสามารถใช้งาน IE บน darwine ได้ (พัฒนามาจากเวอร์ชันบน linux ที่ชื่อ ies4linux)
Darwine 1.0 ลงไม่ยากอะไร แต่ตอนแรกหาตัวที่เป็นเวอร์ชัน 1.0 สำหรับ Tiger ในเว็บ Darwine ไม่เจอ (เจอแต่เวอร์ชันเก่า เวอร์ชันใหม่ก็มีแต่สำหรับ Leopard) สุดท้ายไปได้ตัว package จากเว็บนี้
ปัญหาต่อมาที่เจอคือลง ies4osx ไม่ผ่าน ลองแกะ script ดูพบว่าตัว installer ของมันหาไบนารีของ wget กับ md5sum ไม่เจอ เลยแก้เอาแบบถึกๆ ด้วยการ hard code ใส่ absolute path ของมันเข้าไปตรงๆ เลย
ปัญหายังไม่หมดเท่านี้ คือเมื่อรัน ies4osx ขึ้นมาได้แล้ว มันแสดงผลภาษาไทยไม่ได้ เพราะ font Tahoma ที่มันแถมมาไม่มี glyph ภาษาไทย ทางแก้คือไปเอาไฟล์ tahoma ของวินโดวส์มาใส่ใน /Applications/Internet Explorer 6.0.app/Contents/Resources/ie6/drive_c/windows/Fonts ลึกลับซับซ้อนมาก
ในที่สุดก็รันขึ้นมาได้ ถึงมันจะเละๆ ไปหน่อย แต่ก็พอเอามาเทสเว็บที่เขียนได้บ้างแล้ว

คลิกเพื่อดูรูปใหญ่
มีความซวยเกิดขึ้นหลังจาก uninstall Xcode ออกไป
ทีแรกบูตเครื่องไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ ต้องกด Cmd+v ตอนกำลังบูตเพื่อดูข้อความแบบ verbose พบว่า มันโหลด kernel extension บางตัวไม่ได้ เลยจำเป็นต้องบูตเครื่องผ่านทาง installation disk ที่แถมมาตอนซื้อเครื่อง แล้วพยายาม repair permission จนสามารถกลับมาบูตเข้าระบบได้

แต่ว่าปัญหา Keys out of order นี่ยังแก้ไม่หาย repair ไม่ได้เสียด้วย
มีคนแนะนำว่าให้ format ลงใหม่
กำลังคิดอยู่ว่า ถ้าจะต้องลงใหม่ สู้อัพเกรดไปเป็น Leopard เลยจะดีไหม (ตอนนี้ใช้ Tiger อยู่)
ปกติผมใช้ Cyberduck เป็น FTP client สำหรับการอัพโหลดไฟล์ต่างๆ ขึ้นเวบ การใช้งานก็ง่ายดี แค่ลากไฟล์จาก Finder ไปหย่อนลงในหน้าต่างของ Cyberduck แล้วมันก็จะอัพโหลดให้ แต่ว่าปัญหาอย่างหนึ่งที่กวนใจคือ ใน Finder มันไม่แสดงไฟล์ที่ถูกซ่อนไว้ ส่วนใหญ่ก็เป็นไฟล์ระบบทั้งหลายแล้วก็ไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยจุด (.) สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปก็ไม่ได้สนใจไฟล์เหล่านี้อยู่แล้ว ยกเว้นแค่ไฟล์เดียวคือ .htaccess
.htaccess เป็นไฟล์สำหรับกำหนดค่าการทำงานของเว็บเซิร์ฟเวอร์ apache ซึ่งที่ใช้งานบ่อยๆ ก็จะใช้ทำพวก url rewrite หรือกำหนดค่า default บางอย่าง แล้วทีนี้ในเมื่อ Finder มันไม่โชว์ไฟล์ .htaccess ก็ไม่รู้จะลากไฟล์ไปลงเซิร์ฟเวอร์ยังไง
วันนี้นึกวิธีแก้ไขออกคือ ปกติผมใช้ TextMate เป็นตัวเขียนโปรแกรมอยู่แล้ว ซึ่งตัว TextMate มันจะมี drawer ข้างๆ แสดงไฟล์ที่กำลังใช้งานอยู่แล้ว และเจ้า TextMate เนี่ยมันฉลาดอยู่แล้ว รู้ว่า .htaccess เป็นไฟล์ที่โปรแกรมเมอร์ใช้งาน มันก็เอามาโชว์ให้ดู ดังนั้นเวลาจะอัพโหลดไฟล์ .htaccess นี่ก็แค่ลากจากใน drawer ของ TextMate ไปใส่ใน Cyberduck ได้เลย
ง่ายๆ อย่างงี้ทำไมเพิ่งนึกออก
ตอนนี้รู้สึกเบื่อ screen saver Web Trend Map ที่ใช้มานานหลายเดือนแล้ว พอดีว่าอยากจะเอารูปที่เคยถ่ายไว้และคิดว่าสวยๆ เอามาทำเป็น screen saver วิธีทำก็ง่ายๆ ตามนี้

- สร้าง folder ว่างๆ ขึ้นมาอันนึง
- เอารูปที่ต้องการทำเป็น screen saver ใส่เข้าไป
- เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์จาก foldername เป็น foldername.slideSaver จะมีกล่องคำถามขึ้นมาว่าจะ add .slideSaver จริงๆ หรือเปล่า ก็ตอบ Add ไป
- เสร็จแล้วไอคอนของโฟลเดอร์จะเปลี่ยนเป็นอีกรูปนึง จากนั้นเอาโฟลเดอร์นี้ไปใส่ใน ~/Library/Screen Savers
- พอเปิด Desktop & Screen Saver Preferences ขึ้นมาก็จะมีชื่อโฟลเดอร์ของเราให้เลือกแล้ว
Macbook ตัวที่ใช้งานอยู่มีฮาร์ดดิสก์มาแค่ 60 GB แบ่งไปทำเป็น Windows ผ่านทาง BootCamp เสีย 20 GB ทำให้เหลือที่ใช้งานบน OS X อยู่แค่ 40 GB เท่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้มันก็ไม่พอใช้ซะแล้ว และเนื่องจากเรียน ป.โท จบไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องใช้งาน Windows อีก (ไม่ได้บูตเป็น Windows มาหลายเดือนแล้ว) ก็เลยจัดการลบมันทิ้งเสียเลยดีกว่า
ปัญหาคือว่า ใช้ Tiger (10.4) อยู่ ทำให้ BootCamp Assistant ซึ่งเป็นตัวจัดการ partition มันเป็นแค่ตัว beta และหมดอายุการใช้งานไปแล้ว ถ้าต้องการจะใช้งานจริงๆ ต้องซื้อ Leopard (10.5) ซึ่งยังไม่เห็นความจำเป็นต้องอัพเกรดอะไรในตอนนี้ ก็เลยลองใช้ Disk Utility ลบดู
ปรากฏว่า Disk Utility ใช้ลบ partition ของ Windows ไม่ได้ พอลองค้นๆ หาวิธีการแก้ไขก็ไปเจอในเวบของ Apple บอกวิธีแก้ไว้ตามนี้
ใช้ Disk Utility ไม่ได้ ให้ใช้ BootCamp Assistant จัดการ แต่สำหรับคนที่มันหมดอายุไปแล้ว ให้เซตวันที่กลับไปก่อนวันที่ 30 September 2007 ก่อนจึงจะเรียกใช้งาน BootCamp Assistant ได้ หลังจากนั้นก็ restore ตามปกติ

ได้ที่ว่างมาอีกเพียบ
The World’s Thinnest Notebook

รูปประกอบจาก Apple.com
- ความบางก็แค่ 0.16 - 0.76 นิ้ว คิดเป็นหน่วยที่คุ้นเคยก็ 4-19 มิล
- แน่นอนว่าไม่มี Optical Drive ต้องใช้แบบต่อแยก
- จอใหญ่ 13.3 นิ้ว เท่า macbook เดิม
- ตัวเครื่องเป็น Aluminium
- น้ำหนักเพียงแค่ 3 lbs (1.36 kg)
- CPU ใช้ของ Intel Cor2Duo มีให้เลือกที่ 1.6 กับ 1.8 GHz อินเทลทำพิเศษให้ ขนาดลดลงจากเดิม 60%
- Memory มีมาให้ 2GB
ค่าตัวอยู่ที่ 1,799 USD คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 60,000 บาท (คิดที่ 1 USD = 33 THB)
อยากได้ครับ!
ตัวเก่าเอาไปเทิร์นที่ไหนดี!
วันเสาร์ที่ผ่านมาเอา macbook ไปเข้าอู่ เพราะมันไม่ยอมอ่าน CD/DVD
ที่จริงก็มีปัญหานี้มาหลายเดือนแล้ว แต่ดองเอาไว้เพราะก่อนนี้ติดงาน ทั้งที่ทำงานแล้วก็เรื่อง thesis ด้วย ตอนที่เอาไปซ่อมก็ไปที่ศูนย์ตรงสยามดิสคัฟเวอรี ทิ้งเครื่องไว้ วันนี้ตอนสายๆ เค้าก็โทรมาบอกว่าเรียบร้อยแล้ว
พอเจอเครื่องตัวเองเข้าถึงกับตกใจ เพราะเค้าเปลี่ยน top case ให้ใหม่ด้วย (มันคือส่วนกรอบจอ แล้วก็ที่วางมือ) เทียบกับของเก่าที่สกปรกจนเป็นสีเหลือง หมดปัญญาเช็ดแล้ว อันที่เปลี่ยนมานี่ใหม่ยังกะซื้อเครื่องมาใหม่เลยทีเดียว นอกจากนี้แบตเตอรีมันก็ใช้งานมาเยอะจนเริ่มเก็บประจุไม่อยู่แล้ว เลยได้โอกาสเปลี่ยนใหม่ไปพร้อมๆ กัน เบ็ดเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมด ฟรี! เพราะยังอยู่ในระยะเวลารับประกันของ apple care
ที่น่าเสียดายคือเสียสถิติ uptime ของเครื่องไป ตอนก่อนหน้าที่จะเอาเครื่องไปซ่อม ลองรันคำสั่ง uptime ดู ได้ผลว่า
$ uptime
13:55 up 23 days, 21 mins, 7 users, load averages: 0.71 0.71 0.66
กะว่าจะให้มัน up เกินเดือนซักหน่อย
ตั้งแต่มี ipod nano ตัวใหม่ ก็เริ่มมีพฤติกรรมหา podcast มาดูมากขึ้น แต่เนื่องจากวิดีโอที่เป็นภาษาไทยไม่ค่อยจะมีรายการให้ดูเท่าไหร่นอกจาก duocore ก็ต้องไปหาที่เป็นภาษาอังกฤษมาดูบ้าง
ลองค้นใน podcast directory ของ iTunes ดูแล้วก็มีรายการน่าสนใจหลายรายการ ที่ subscribe ไว้ดูก็มี
นอกจากนี้ก็มีโหลดวิดีโอ presentation ของคนดังในแวดวง IT มาจาก google video, youtube เอามาดูอยู่บ้าง
ปัญหาหลักๆ ของการดูวิดีโอพวกนี้คือ มันเป็นภาษาอังกฤษ และไม่มีซับไตเติ้ล บางคนพูดชัดหน่อยก็พอฟังออก อย่างเช่น presentation ของ Lawrence Lessig เป็นคนที่มีลีลาการ present ได้ดีมากๆ พูดชัด ฟังทัน รู้เรื่อง ก็พอจะได้ใจ คิดว่าตัวเองคงพอฟังภาษาอังกฤษออกอยู่บ้าง แต่พอมาเจอคนที่พูดเร็วและเต็มไปด้วยสแลง (เช่น Alex ของ diggnation) ก็ใบ้กิน ฟังแทบไม่ออกเลย
ยังอีกห่างไกลกว่าจะดูหนังโดยไม่พึ่งซับไตเติ้ลได้