Hellboy

by pittaya

Hellboy 2 : The Golden Army เป็นภาคต่อของ Hellboy ภาคแรกที่เป็นหนังเมื่อปี 2004 โดยทั้งสองภาคเป็นผลงานของผู้กำกับ Guillermo del Toro ที่เคยทำหนังจินตนาการบรรเจิดอย่าง El Labirinto del Fauno (Pan’s Labyrinth) ผ่านตาคนดูบ้านเรากันไปแล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว หนังเรื่องแรกของ Del Toro ที่ได้ดูคือเรื่อง Blade II ซึ่งตอนนั้นก็ชอบอยู่พอสมควร (ฉากบู๊ดุเดือด, soundtrack ถูกใจ) แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนกำกับ จนกระทั่งปีที่แล้วได้ดู Pan’s Labyrinth ถูกใจมาก ชอบมาก จนต้องไปหางานเก่าอย่าง El espinazo del diablo (The Devil’s Backbone) มาดู (แล้วก็ชอบพอกัน) แต่กับ Hellboy ภาคแรกนี่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าดูเลย จนกระทั่งว่ามันมีภาค 2 ออกมา ถ้าเกิดว่าไม่ดูภาคแรกเสียก่อนแล้วเดี๋ยวจะดูภาค 2 ไม่รู้เรื่อง ปรากฎว่ามันไม่สนุกอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย ตัวโกงหน้าตาเหมือนกระจอก แต่ดันตายยากแบบไร้เหตุผล สู้กันจนเบื่อ แต่บอสใหญ่สุดตายง่ายจนน่าสงสัยว่า เฮ้ย นี่ตายแล้วจริงเรอะ

ถึงจะไม่ประทับใจกับภาคแรกยังไง แต่สุดท้ายแล้วพอ Hellboy 2 เข้า ก็เสียตังค์เข้าไปดูในโรงอยู่ดี แต่คราวนี้พบว่ามันสนุกกว่าภาคแรกเยอะเลย! ในภาค 2 นี้มีเกริ่นนิดเดียวว่า Hellboy เป็นเด็กนรกถูกกองทัพสหรัฐเก็บได้และเอามาเลี้ยง ให้ปฏิบัติภารกิจแบบลับๆ ส่วนตัวละครอื่นไม่มีแนะนำกันเลย คนที่ไม่เคยดูภาคแรกคงมีงงกันบ้าง เนื้อเรื่องในภาค 2 มีอยู่ว่า กองทัพทองคำในตำนานที่กล่าวขานกันว่าไร้พ่าย กำลังจะถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหลโดยแผนการของ Prince Nuala (ดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร น่าจะเป็น elf ประเภทหนึ่ง) Hellboy และผองเพื่อนจึงต้องขัดขวางแผนการนี้ให้ได้

หนังดูสนุก ลื่นไหล effect ทำได้ดี แต่สิ่งที่ชอบมากๆ ใน Hellboy 2 นี่คือ ตัวประหลาดทั้งหลาย ที่มีมากหน้าหลายตา เยอะแยะมาก แล้วแต่ละตัวก็ดูแล้วเหมือนหลุดออกมาจากฝันร้าย ถ้าเอาไปใส่ในเรื่อง Pan’s Labyrinth ก็คงเข้ากันได้ดีอย่างไม่มีขัดเขิน

ใครเคยดูภาคแรกแล้วชอบ ก็คงไม่พลาดภาค 2 นี่อยู่แล้ว
ใครเคยดูภาคแรกแล้วไม่ชอบ แนะนำว่าให้ไห้ลองดูภาค 2 เพราะสนุกกว่าเยอะ
ใครไม่เคยดูภาคแรก ให้ลองไปหามาดูก่อนตัดสินใจ

ปล. โรงหนังที่ไปดูคือ Esplanade Cineplex มองดูที่ตารางรอบหนังแล้วอดขำไม่ได้ เพราะเรื่องที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้มี

  • Hellboy 2 - ฮีโร่พันธุ์นรก
  • Hancock - ฮีโร่ขวางนรก
  • Wanted - ฮีโร่เพชรฆาตสั่งตาย

มีแต่ฮีโร่

ปล2. ทำไมเดี๋ยวนี้มันต้องตรวจกระเป๋ากันก่อนเข้าไปดูหนังด้วย ก่อนเข้าโซนโรงหนังก็ตรวจรอบนึง ต้องเอากล้องดิจิตอลฝากไว้ ที่หน้าโรงก็มีอีกรอบ เคยอยู่หนนึงขนาดว่าโทรศัพท์มือถือถ่ายวิดีโอได้ก็ต้องฝาก (โชคดีที่ใช้โทรศัพท์รุ่นกระจอก ถ่ายรูปยังไม่ได้เลย) ทำยังกับว่าคนดูหนังเป็นอาชญากรซะอย่างงั้น

Funny Games (2007)

by pittaya

ครอบครัวแสนสุข พ่อแม่ลูก เดินทางไปบ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบ หวังจะใช้วันหยุดพักผ่อน ตีกอล์ฟ เล่นเรือ กับเพื่อนบ้าน แต่ทุกอย่างกลับต้องพังทลายเมื่อมีไอ้หนุ่มแปลกหน้าสองคนเดินเข้ามาขอไข่!

Funny Games

Funny Games กำกับโดยผู้กำกับชื่อดัง Michael Haneke ที่จับเอาหนัง Funny Games ที่เค้ากำกับเองเมื่อสิบปีที่แล้ว มารีเมคใหม่ จากภาษาเยอรมันมาเป็นภาษาอังกฤษแบบช็อตต่อช็อต!

Michael Haneke เป็นผู้กำกับที่ช่ำชองเรื่องการเล่นกับความรู้สึกของคนดูมาก จาก Hidden หนังเรื่องที่แล้วของเค้า หลอกล่อให้คนดูสงสัยใคร่รู้ เผยให้เห็นชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่จะต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง ทีละชิ้นๆ แต่ฉับพลัน เค้าก็ทำลายมันลงทั้งหมด ไม่เหลืออะไรให้เชื่อถือได้ ปล่อยให้คนดูหลงทาง จับต้นชนปลายไม่ถูก หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งจบเรื่องก็ยังไม่สามารถมั่นใจอะไรได้เลยนอกจากว่า ตัวเองโดนผู้กำกับหลอกจนหัวปั่น

ใน Funny Games ยังคงเอกลักษณ์ของ Haneke ไว้อย่างครบถ้วน ในเรื่องนี้ Haneke ปล่อยให้คนดูลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร ปล่อยให้มีความหวัง ทีละนิดๆ จากนั้นจึงค่อยๆ บดขยี้ความหวังพวกนี้ลงทีละอย่าง แต่ก็ไม่บี้ให้ดับสนิท เหลือไว้ให้ทรมานคนดูต่อไปเรื่อยๆ บางคนถึงกับบอกว่า เป็นหนังที่ดูแล้วอยากจะให้มันจบเร็วๆ ไม่ใช่เพราะว่ามันน่าเบื่อหรือว่าห่วย แต่มันเกินขีดจำกัดที่จะทนได้ต่างหาก

หลังจากดูจบแล้วคิดว่าหนังเรื่องนี้ “รุนแรง” เข้าขั้น เป็นความรุนแรงประเภทที่ออกมาจากจินตนาการของตัวเราเองทั้งนั้น เพราะในหนังทั้งเรื่อง แทบไม่มีฉากที่ให้คนดูได้เห็นเลือดเลย หนำซ้ำฉากที่มีเลือดให้เห็น ก็ไม่ได้เป็นฉากที่ดูแล้วสยดสยองอะไร สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือจินตนาการของเราที่คิดไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ที่มุมกล้องไม่เผยให้เห็นเสียมากกว่า น่าจะเอาไปให้พวกคณะกรรมการเซ็นเซอร์ดูซะจริงๆ เลยว่า ไม่มีเลือด ไม่มีปืนจ่อหัว ไม่มีโป๊เปลือย มันก็ “แรง” ได้เหมือนกัน

แม้กระทั่งตัวอย่างหนัง ก็ยังเสียดสีด้วยภาพมืดหม่น แต่ดนตรีสดใสเหมาะกับชื่อเรื่องที่ว่า Funny Games เสียจริงๆ ถ้าใครสนใจตัวอย่างหนัง ก็ดูได้จากข้างล่างนี่

Inside

by pittaya

Inside (À l’intérieur) เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสที่บังเอิญไปโหลดมาดูโดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลยนอกจาก comment ในบล็อกอันหนึ่งของคุณ filmsick ที่รีวิวหนังเรื่อง teeth

ปกติเวลาจะดูหนังแต่ละเรื่อง ส่วนตัวจะคิดว่า รู้เรื่องเกี่ยวกับหนังให้น้อยที่สุดจะดีกว่า จะได้ไม่มีการตั้งความหวังอะไรมาก สำหรับเรื่อง Inside นี่ รู้แค่เรื่องย่อที่บอกว่า ตัวเอกของเรื่องเป็นผู้หญิงท้อง ต้องอยู่กับบ้านคนเดียว แต่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงอีกคนหน่ึงโผล่เข้ามาพยายามจะทำคลอดให้ด้วยกรรไกรคมกริบ และเจี๋ยนทุกคนที่โผล่เข้ามาขัดขวาง!

Inside

หนังมีความยาวแค่ไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง โดยเรื่องเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอก ตัวหนังคุมโทนได้ดี สามารถตรึงคนดูไว้ให้จดจ่อกับเหตุการณ์ข้างหน้าได้ตลอดทั้งเรื่อง (ถึงแม้จะมีบางจังหวะชวนให้เบือนหน้าหนี) ดูแล้วก็นึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง 2LDK ที่เป็นการเชือดกันในที่ปิดตายเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ใน Inside นี่ยังมีตัวละครอื่นมาเกี่ยวข้อง ไม่ได้บู๊กันตัวต่อตัวเหมือนใน 2LDK

ชอบหนังเรื่องนี้ตรงที่การกระทำของตัวละครมัน “ป่วย” ได้ใจมาก ถึงปริมาณเลือดในเรื่องอาจจะไม่ได้พุ่งกระฉูดเว่อร์เหมือนอย่างใน The Machine Girl แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หนังอย่าง 300 กลายเป็นหมู่บ้านแสนสุขไปเลย

ลองดูตัวอย่างหนังได้ข้างล่าง

The Machine Girl

by pittaya

เพิ่งได้ดูหนังเรื่อง The Machine Girl (片腕マシンガール Kataude mashin gāru) หลังจากที่เพิ่งลงแผ่นที่ US หมาดๆ หนังแนวนี้ไม่หวังว่าจะมีค่ายไหนในเมืองไทยซื้อเข้ามาฉายอยู่แล้ว ดังนั้นที่พึ่งในยามยากอย่าง BitTorrent ช่วยเราได้เสมอ

The Machine Girl Poster

เนื้อเรื่องของ The Machine Girl เป็นเรื่องของเด็กสาวมัธยมที่ตามล้างแค้นให้น้องชายที่ถูกยากูซ่าฆ่าตาย โดยมีอาวุธคือปืนกลติดที่แขน! นี่คือหนังที่ดูแล้วกรี๊ดแตกที่สุดในรอบหลายเดือน ด้วยความดิบ เถื่อน บ้าบอ และคัลท์สุดๆ ถ้าชอบหนังอย่าง Ichi the Killer หรือ Planet Terror ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง

หนังเดินเรื่องแบบไม่มีความสมจริงให้จับต้องได้ ทุกครั้งที่มีส่วนของร่างกายโดนตัดขาด เลือดปลอมจะพุ่งออกมาสาดกระเซ็นไปทั่ว กว่าจะถ่ายทำจบเรื่องคงหมดเลือดไปหลายแกลลอน ตัวละครแต่ละตัวก็แสดงได้แข็ง และมีคาแรกเตอร์แบบการ์ตูนมากๆ (ได้ Honoka มาเล่นเป็นเมียยากูซ่าด้วย!) ถึงแม้หนังจะดูด้อยและเกรดต่ำขนาดไหน เหตุผลที่จะดูหนังเรื่องนี้มันมีแค่ สาวน้อยในชุดนักเรียนมัธยมชุ่มเลือด ตัวละครที่ตัวขาดเป็นท่อนๆ เลือดสาดกระจาย เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าสนใจอะไรแนวนี้ ลองดูตัวอย่างหนังกันได้ข้างล่าง

I took the red pill

by pittaya

สั่งทำเสื้อ twitter ไว้ เพิ่งไปรับมาเมื่อวันก่อนในงาน mini twittbkk หน้าตาเป็นตามในรูป

I took the red pill
เสื้อ twitter

วันนี้ใส่ไปทำงาน มีเพื่อนที่ทำงานถามว่า “I took the red pill” มันมีความหมายว่ายังไง?

ต้องอธิบายก่อนว่า red pill ในที่นี้ก็คือ ยาเม็ดสีแดง จากในหนัง The Matrix ภาคแรก (คนไม่เคยดูอาจจะไม่ get) มีฉากหนึ่งที่มอร์เฟียส ยื่นยาสองเม็ด สีแดงกับสีฟ้า ให้นีโอเลือก แล้วบอกกับนีโอว่า

“This is your last chance. After this, there is no turning back. You take the blue pill - the story ends, you wake up in your bed and believe whatever you want to believe. You take the red pill - you stay in Wonderland and I show you how deep the rabbit-hole goes.”

ต่อมามันเลยกลายมาเป็นความหมายเปรียบเทียบ สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง ทำเป็นไม่สนใจความจริงที่โหดร้าย (ยาเม็ดสีฟ้า) กับยอมรับความจริงที่เจ็บปวด (ยาเม็ดสีแดง) ข้อมูลจาก wikipedia บอกว่า “Borrowing from the movie, the terms blue pill and red pill have become a popular metaphor for the choice between blissful ignorance (blue) and embracing the sometimes painful truth (red).”

ใครจำไม่ได้ว่าตอนไหน ดูได้จากในคลิป

ภาพยนตร์ แสงศตวรรษ ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์ กำลังจะเข้าฉายบ้านเราในวันที่ 10 เมษายน นี้ ทีแรกได้ข่าวว่าจะฉาย 19 เมษา ปีที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ฉายด้วยเหตุงี่เง่าของคณะกรรมการเซ็นเซอร์บ้านเรา ที่ต้องการจะตัดฉากที่พวกเค้าคิดว่า “ไม่เหมาะสม” ออกไปเป็นจำนวน 4 ฉาก แต่ทางผู้กำกับไม่ยอม ก็เลยตัดสินใจไม่ฉายเลยซะดีกว่า

ล่าสุด ผู้กำกับขออุทธรณ์เรื่องนี้ใหม่ และผลการอุทธรณ์คือ คณะกรรมการยืนยันให้ตัด 4 ฉากเดิมออก และตัดเพิ่มอีก 2 ฉาก!

รวมแล้วหนัง แสงศตวรรษ จะต้องโดนตัดออกทั้งหมด 6 ฉากด้วยกัน คือ

  1. ฉากพระเล่นกีตาร์
  2. ฉากพระเล่นเครื่องร่อน
  3. ฉากหมอกอดจูบกับแฟนสาวแล้วเป้าตุง
  4. ฉากหมอดื่มเหล้าในโรงพยาบาล
  5. ฉากที่เห็น พระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (ใหม่)
  6. ฉากที่ปรากฏให้เห็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับคู่กับสมเด็จย่า (ใหม่)

เหตุผลที่ให้ตัดเพิ่มอีก 2 ฉากนั้นคือ “เขาบอกว่า ดูพระยังพอคิดไปได้ว่า เป็นพระลาวหรือพระที่อื่น แต่ดูฉากนี้แล้วรู้เลยว่าเป็นเมืองไทย”

สุดท้ายแล้ว อภิชาติพงศ์ ยอมฉาย แสงศตวรรษ ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครในโลก เรียกว่าเป็น Thailand’s edition นั่นคือ ทั้งใน 6 ฉากนี้ จะไม่ถูกหั่นทิ้ง แต่จะถูกคั่นด้วยความเงียบและฟิล์มดำที่มีรอยขูดขีด

บางคำจาก ผู้กำกับอภิชาติพงศ์ (via filmsick)

การตัดสินใจฉายโดยใช้ black leader ที่โดนขูดขีดนั้นต่างจากหนังเรื่องอื่นที่เอาฉากที่ตัดออกแล้วต่อด้วยฉากต่อ ไป เราตัดสินใจยกทั้งซีนออกเลยมากกว่าที่จะเป็นคัท เพื่อให้คนรู้สึกถึงความมืดที่มีเส้นสายของการทำลาย พร้อมทั้งความเงียบ และแน่นอนว่านี่จะเป็น print เดียวในโลก เป็นการบอกว่านี่แหละ การอยู่ในประเทศนี้ก็จำเป็นต้องดูแบบนี้ถ้ามีความคิดของผู้ใช้อำนาจแบบนี้ อยู่ มันไม่ใช่เรื่อง syndromes and a century แล้ว แต่มันเป็น statement ต่อ public

แสงศตวรรษ ฉบับ Thailand’s edition จะเข้าฉายที่โรงสยามพารากอน ในวันที่ 10 เมษายน โดยหน้าโรงหนังจะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเดินทางของหนังเรื่องนี้ และขั้นตอนการพิจารณาภาพยนตร์ในประเทศไทยด้วย

ถ้าใครไม่อยากจะดูแบบ Thailand’s edition อาจจะลองหาดูจาก DVD เอาก็ได้ แบบโซน 1 ก็มีออกมาแล้ว

Syndromes and a century
Syndromes and a Century ออก DVD โซน 1 แล้ว (ของเพื่อนซื้อมา ยืมเอามาถ่ายรูปเฉยๆ)

ส่วนตัวแล้ว โชคดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ในการจัดฉายรอบพิเศษที่สถาบันฝรั่งเศสเมื่อปีก่อน แนะนำคนที่ยังไม่เคยดูให้ไปดูกัน หนังดูง่าย สนุก ไม่ต้องกลัวว่าจะดูไม่รู้เรื่อง

Persepolis

by pittaya

ได้ยินชื่อหนัง Persepolis มาเป็นระยะๆ นานแล้วเหมือนกัน (คุณ s65 กับคุณเช ก็เคยเขียนถึง) หนังเพิ่งเข้าฉายบ้านเราที่โรง House RCA เมื่อวานนี้มีโอกาสก็เลยเข้าไปดู

หนังเป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในประเทศอิหร่าน ผ่านช่วงสงคราม ช่วงปฏิวัติศาสนา การกดขี่ทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งจริงๆ ก็คืออัตชีวประวัติของ Marjane Satrapi คนเขียนการ์ตูนเรื่องนี้น่ะเอง

ดูจบแล้วติดใจ ก็เลยไปซื้อหนังสือต้นฉบับมาจาก Kinokuniya

Persepolis
Persepolis boxed set

หนังสือมีสองเล่มคือเล่มแรก The story of a childhood และเล่มสอง The story of a return แพ็คขายคู่ มีกล่องใส่ให้ สนนราคา 852 บาท หรือมีอีก edition หนึ่งรวมทั้งสองเล่มเป็นเล่มเดียวจบ ใช้ชื่อว่า The complete persepolis แต่อันนี้ปกไม่ค่อยสวย ขายอยู่ 900 กว่าบาท ก็เลยเลือกแบบสองเล่มดีกว่า

สิ่งที่ได้เห็น ได้รับรู้ในหนัง อาจจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่ใช่รัฐศาสนา การดื่มแอลกอฮอลล์, การฟังเพลงของ Iron Maiden, การใส่รองเท้า Nike, กระทั่งการออกนอกบ้านโดยไม่ใส่ผ้าคลุมผม เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้าม และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราให้แน่ใจว่าประชาชนจะไม่ฝ่าฝืนระเบียบเหล่านี้

แต่เมื่อกลับมามองดูตัวเราเองจริงๆ แล้ว กลับเห็นความคล้ายคลึงกันอย่างบอกไม่ถูก ถึงระดับของการปิดกั้นทางวัฒนธรรมจะไม่ได้สูงเท่า แต่ก็ไม่สามารถเถียงได้ว่าบ้านเราไม่มีการปิดกั้น และแนวโน้มการปิดกั้นทางวัฒนธรรมในบ้านเราทำท่าว่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย ตั้งแต่เรื่องห้ามขายการ์ตูนที่มีฉากวาบหวิว ห้ามพระเล่นกีตาร์ในหนัง รวมทั้งข้อกำหนดงี่เง่าอีกหลายๆ อย่าง (บางอย่างไม่อาจเอ่ยได้ในที่สาธารณะด้วยซ้ำ!) ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพื่อความมั่นคงของชาติ”, “เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม” แน่หละ พวกนั้นมันเป็นของเมืองนอกเมืองนา วัฒนธรรมของชาติอื่น มันจะมาดีงามสู้วัฒนธรรมไทยได้ยังไงกัน

Discourse in Siyama

by pittaya

สียามา

ได้ตั๋วหนังเรื่องสียามา รอบสื่อที่โรงหนังสยามพารากอน ไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังของ MonoFilm อยู่แล้ว แต่ไหนๆ ได้ตั๋วฟรีมาแล้วก็เลยลองเข้าไปดูเสียหน่อย

ตัวหนังทำได้ตามมาตรฐานหนังของโมโนฟิล์ม (ไม่นับรวมเรื่อง Me, Myself นะ) ดังนั้นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก แต่สิ่งที่สะกิดใจอยู่ตลอดช่วงเวลาที่ดูหนังอยู่คือการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของคนในปัจจุบันมากกว่า ในหนังมีบทพูดอยู่หลายจุดที่พูดถึงการปกป้องบ้านเมือง รักแผ่นดิน ไม่ทรยศชาติ (เอ… ฟังดูคุ้นๆ) แผนการโปรโมตหนังก็มาตาม theme นี้คือ เน้นเรื่องความรักชาติเข้าไว้ และนี่คือจุดที่ถูกเน้นย้ำและทำให้หงุดหงิดใจตลอดการดูหนัง (ไม่นับเรื่องบทพูดที่ดูเหมือนยัดเยียดใส่ปาก และนักแสดงที่เล่นกันได้แข็งสุดๆ)

เท่าที่สังเกตการรับรู้ประวัติศาสตร์ของบ้านเรายังหยุดกันอยู่แค่ความรู้ในแบบเรียนประถม 6 เท่านั้นเอง เราเชื่อกันมาว่า คนไทย ประเทศไทย สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ เชื่อกันว่าคนสมัยก่อนเคารพรักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์เหมือนกับในปัจจุบันนี้ และหนังเรื่องสียามานี้ ก็เป็นอีกหนึ่งการผลิตซ้ำ “วาทกรรมรักชาติอย่างเป็นทางการ” เช่นเดียวกับหนังแนวเดียวกันนี้อีกหลายเรื่องที่สร้างขึ้นมาตอบสนองอุดมการณ์ชาตินิยม (ที่อยู่ในคำว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ที่เราถูกพร่ำสอนกันแต่เด็ก)

อุดมการณ์นี้ประสบความสำเร็จในบ้านเราเป็นอย่างมาก อาจจะถึงขั้นมากที่สุดในยุคปัจจุบันที่ผู้คนเชื่อกันว่า การสามัคคี การคิดไปทางเดียวกัน มีความหมายเท่ากับคำว่า “รักชาติ” คนที่คิดต่างไปจากคนอื่น เชื่อในสิ่งที่คนอื่นไม่เชื่อ หรือไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ ก็ถูกเหมารวมไปว่าเป็นพวก “ไม่รักชาติ” ไปเสียหมด ถ้าไม่ “เสียชาติเกิด” หรือ “สมควรตาย” ก็ควรที่จะ “ไปอยู่แผ่นดินอื่น” เสียมากกว่า (ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้)

เรื่องที่น่าตลกมากๆ ในเรื่องคือการที่ตัวละครหลักเอาวาทกรรมรักชาติไปเผยแพร่ให้คนอื่นในหมู่บ้านได้รับรู้ แล้วคนทั้งหมู่บ้านก็เออออห่อหมก ตีหน้าซึ้งน้ำตาไหลกันไปได้ ทั้งที่วาทกรรมนี้มันเพิ่งมามีเมื่อไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง (ถ้าใช้ภาษาเท่ๆ คงต้องเรียกว่า “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง”)

ได้ยินหลายคนที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ในทำนองสงสัยว่าหมู่บ้านสียามา นี่มันมีจริงหรือว่าแต่งขึ้นมาเอง ในที่สุดแล้วคำตอบจะเป็นทางไหนก็ไม่มีความแตกต่างเลย เพราะทั้งประวัติศาสตร์ฉบับทางการของกระทรวงศึกษา กับหนังเรื่องนี้ต่างก็มีจุดมุ่งหมายร่วมคือการผลิตซ้ำวาทกรรมชุดเดียวกันน่ะแหละ

Scary Monsters

by pittaya

Cloverfield poster

ไปดู Cloverfield มาเมื่อวันอาทิตย์ เป็นหนังหายนะภัยเรื่องล่าสุดของฮอลลีวู้ด คราวนี้เป็นสัตว์ประหลาดบุกถล่มแมนฮัตตัน ใช้เทคนิคการถ่ายทำให้เหมือนกับว่ากำลังเอากล้องวิดีโอที่คนในเหตุการณ์บันทึกได้มาดู ภาพที่ได้ออกมาเลยดูเหมือนเป็น reality show ตามติดชีวิตคนหนีตาย ถือว่าไอเดียเจ๋งใช้ได้เลย จะมีที่ติอยู่เล็กน้อยคือตัวเนื้อเรื่องที่ออกแนวจงใจดรามาเกิน reality show หนีสัตว์ประหลาดตอนแรกดีๆ อยู่แล้ว ดันอยากเท่เป็นพระเอกลุยเข้าไปกลางสนามรบ ได้อารมณ์อเมริกันฮีโร่มากไปหน่อย แต่ส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการตัดต่อ สามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นกล้องวิดีโอ (แบบหลอกๆ) ได้เต็มที่ การเคลื่อนกล้องก็ส่ายได้สมกับเป็นกล้องวิดีโอมาก ว่าตอนที่ดู Blair Witch Project มันเวียนหัวสุดๆ แล้ว Cloverfield ส่ายยิ่งกว่านั้นเสียอีก

นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว หนังแนวสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นที่ชอบก็มีหนังเกาหลีเรื่อง The Host ของผู้กำกับ Bong Joon Ho เป็นเรื่องสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ หน้าหนัง การดำเนินเรื่อง จังหวะทุกอย่างเป็นหนังสัตว์ประหลาดบันเทิงตามสูตร แต่ก็แฝงไว้ด้วยการเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์อำนาจของรัฐที่ล้มเหลวในการคุ้มครองประชาชน

ถ้าเป็นต้นตำรับของแนวสัตว์ประหลาดบุกเมือง จะไม่พูดถึง Godzilla ก็คงไม่ได้ แน่นอนว่าของจริงต้องเวอร์ชันญี่ปุ่นเท่านั้น ของฮอลลีวู้ดรีเมคเป็นจิ้งเหลนวิ่งในเมืองนี่รับไม่ได้ ภาคที่ดูแล้วชอบล่าสุดเห็นจะเป็น Godzilla: Final Wars หนังปี 2004 ฝีมือผู้กำกับสุดแนวอย่าง Ryuhei Kitamura ทำให้ Godzilla ภาคนี้กลายเป็นหนังแอ็คชั่นบู๊เลือดเดือดไปเลย (เครดิตจากงานเก่าๆ อย่าง Versus, Azumi ภาคแรก รับประกันได้)

Secret at Angkor

by pittaya

Angkor's secret

Chow Mo-wan: In the old days, if someone had a secret they didn’t want to share… you know what they did?

Ah Ping: Have no idea.

Chow Mo-wan: They went up a mountain, found a tree, carved a hole in it, and whispered the secret into the hole. Then they covered it with mud. And leave the secret there forever.

In the Mood for Love

รูปจากกล้องพี่กีบ ถ่ายเมื่อปลายปี 2004 เพิ่งค้นเจอ จำได้ว่าก่อนไปเที่ยวต้องเปิด DVD ดูทบทวนความจำด้วย จะได้เล็งถูกว่าในหนัง เหลียงเฉาเหว่ยไปกระซิบกับกำแพงตรงไหน

แต่กระซิบไปว่าอะไรนั่นจำไม่ได้แล้ว

Next Page »