Dogtooth

หนังสัญชาติกรีซ ว่ากันด้วยเรื่องของครอบครัวแปลกๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่พ่อแม่ขังลูกๆ ของตัวเองเอาไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า โลกภายนอกเต็มไปด้วยอันตราย ต้องรอให้โตพอที่จะเอาตัวรอดได้เสียก่อนถึงจะออกไปได้ และต้องหาสารพัดวิธีการเพื่อทำให้การหลอกลวงนี้สมเหตุสมผล

วิธีการเหล่านี้มีตั้งแต่การดัดแปลงภาษา สร้างความหมายของคำขึ้นมาใหม่ สอนความเชื่อแปลกประหลาด เพื่อเป็นกฏในการอยู่และปกครองในบ้าน

สิ่งที่ชอบมากๆ ในหนังคือการเอาสังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัวมาวิพากษ์สังคมในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างเจ็บแสบ การปิดหูปิดตาลูกๆ ของตัวเองไว้ด้วยข้ออ้างที่ว่า “ยังไม่โตพอ”, “ยังไม่พร้อม” ในหนังอาจจะดูสุดขั้วในทางหนึ่ง แต่กับสังคมจริงๆ ที่เราอยู่ เราต่างก็ถูกเป่าหูด้วยวาทกรรมเหล่านี้อยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “หนังเรื่องนี้ไม่สมควรฉาย เพราะขัดกับศีลธรรมอันดี” หรือ “ประชาชนยังไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย”

ตามท้องเรื่อง สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในอาณาเขตของบ้าน จะถูกนิยามใหม่โดยพ่อหรือแม่ ผู้ซึ่งมีอำนาจในการตีความสิ่งใดๆ ควรหรือไม่ควรถูกให้ความหมายอย่างไร เช่น แมวเป็นสัตว์อันตราย, ช่องคลอดแปลว่าโคมไฟ, เรียกขวดพริกไทว่าโทรศัพท์ ทำให้เราตระหนักได้เลยว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของชนชั้นปกครองที่ใช้ในการ “ทำให้เชื่อง”​ ลองคิดถึงความหมายของคำว่า “คนดี”, “ประชาธิปไตย”, “ความมั่นคง” ในบริบทของสังคมไทย คำเหล่านี้มันมีความหมายต่างจากสังคมอื่นบ้างไหม?

สิ่งที่น่ากลัวคือตัวพ่อแม่ในเรื่องนี้ เชื่อจริงๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการปกป้องครอบครัวตัวเองจากสิ่งชั่วร้าย เป็นการสร้างความสุขให้กับคนในครอบครัว (ไม่ต้องเหมือนครอบครัวอื่นก็ได้ อยู่กันแบบนี้แหละมีความสุขดีแล้ว) ไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ

ในทางหนึ่ง เราสามารถบอกได้ว่าครอบครัวนี้ป่วยไข้อย่างไร แต่หากมองถึงตัวเราเอง เราบอกได้ไหมว่าเรากำลังอยู่ในครอบครัวที่ป่วยไข้ด้วยหรือเปล่า?

อินทรีแดง 2010 [spoil]

บันทึกความรู้สึกหลังจากดู อินทรีแดง ฉบับปี 2010 กำกับโดย วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง มี spoil ถ้ายังไม่ได้ดูกรุณาอย่าเพิ่งอ่าน

  • ก่อนจะได้ดูหนัง ได้ดูคลิปสัมภาษณ์ผู้กำกับชิ้นนึงมาก่อน ทำให้ความอยากดู (และความคาดหวัง) พุ่งขึ้นสูงมาก
  • หนังเปิดเรื่องได้ค่อนข้างซีเรียส วางบทตัวละครได้น่าสนใจ
  • หนังแตะประเด็น อาการสำลักวาทกรรมเรื่องคนดี ตอนต้นเรื่องนิดนึง แต่เสียดายที่ไม่ได้สานต่อ
  • ฉากคอขาด มือขาด เลือดพุ่ง ดูหลอกๆ ซึ่งถ้ามันไปอยู่ในหนังที่จงใจให้เป็นแบบนั้น มันจะดูดีมากๆ แต่ในอินทรีแดง ดูจะไม่เข้ากับบรรยากาศของเรื่องสักเท่าไหร่
  • ปรับอารมณ์ขณะดูไม่ถูก เพราะมีทั้งฉากจริงจัง ฉากหลอนๆ ฉากเซอร์เรียล ฉากบู๊ ฉากตลก จนเอาไม่ถูกว่าตกลงฉากนี้จะให้ขำหรือเปล่า
  • เหมือนหนังจะบอกว่า ประเด็นการเมืองเนี่ย ซีเรียสนะ แต่ฉากบู๊ อย่าไปสนใจความสมจริงมากนักก็ได้
  • คาดว่าเป็นหนังที่คนทำต้อง compromise ต่อทั้ง เจ้าของบทประพันธ์เดิม, สปอนเซอร์, ความต้องการส่วนตัว ทำให้ในที่สุดแล้วหนังไปได้ไม่สุดสักทาง (ยกเว้นด้านโฆษณา ที่ชัดเจนจนทำลายอรรถรสในการดูหนังไปเลย)
  • ฉากขี่มอเตอร์ไซค์ปราบเด็กแว้นเนี่ย จะขายมอเตอร์ไซค์ suzuki ใช่ไหม?
  • ช็อต “การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อชีวิต” เด็ดมาก
  • เลิฟซีน ออกแนว fantasy มาก สงสัยว่าไม่หนาวกันหรือยังไง
  • การเลือกตั้งปี 2016 ตามท้องเรื่อง พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งคือ “พรรคเสรีนิยม” ซึ่งถ้าเทียบกับบ้านเราจริงๆ แล้ว เวลา 6 ปีนับจากนี้ ไม่มีทางที่พรรคการเมืองแนวเสรีนิยม จะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้เด็ดขาด
  • ปกติชอบ ญารินดา อยู่แล้ว แต่ในเรื่องดันเล่นเป็น NGO สายประเวศ ดูแล้วตัดสินใจไม่ถูกว่าจะชอบหรือไม่ชอบดี
  • ก่อนจะดูหนัง ไม่ค่อยนิยมแนวคิดของ วรรณสิงห์ เท่าไหร่ แต่ดันชอบตัวละคร หมวดชาติ ที่วรรณสิงห์เล่นในเรื่อง
  • ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ว่า “อินทรีแดงเป็นหนังการเมือง” แต่ประเด็นการเมืองในเรื่องกลับไม่ได้มีความแหลมคมอย่างที่หวังเอาไว้
  • การด่าแต่นักการเมือง ยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน วาทกรรมแบบนี้มีมากเกินพอแล้ว
  • หวังว่าสักวันหนึ่ง จะมีหนังที่พูดถึง “The Gordian Knot” แบบจริงๆ จังๆ (สงสัยว่าถึงปี 2016 ก็ยังอาจจะไม่มีหนังแบบนั้น)

Angry YouTube Hitlers

คิดว่าหลายๆ คนคงจะเคยดูคลิป ฮิตเลอร์โวยวายในแบบต่างๆ กันมาแล้วไม่มากก็น้อย เช่น ฮิตเลอร์เล่น twitter, ฮิตเลอร์เกลียด BB แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ฉากนี้จริงๆ แล้วมันมาจากหนังเยอรมันปี 2004 เรื่อง Downfall (มันถึงได้เว้าเยอรมันกันตลอดคลิป)

ตัวอย่างคลิป เผื่อคนไม่เคยดู

ล่าสุด ผู้กำกับหนังเพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

As for the idea of such a serious scene being used for laughs, Hirschbiegel thinks it actually fits with the theme of the movie. “The point of the film was to kick these terrible people off the throne that made them demons, making them real and their actions into reality,” he says. “I think it’s only fair if now it’s taken as part of our history, and used for whatever purposes people like.” He adds, “If only I got royalties for it, then I’d be even happier.”

IMHO, การล้อเลียนได้ การทำให้ตลกได้ ทำให้เราเห็นกันว่าคนคนนั้น หรือสิ่งนั้น ที่ถูกหยิบมาล้อเลียนเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันกับเรา ถึงได้รู้สึกขำกับสิ่งที่เห็น ในกรณีนี้ ฮิตเลอร์ก็เป็นคนเหมือนกัน ต้องกิน ต้องขี้ มีจังหวะที่สิ้นหวัง ไม่ได้มีเฉพาะด้านที่เป็นจอมเผด็จการอย่างเดียว

ส่วนสิ่งที่มีแต่ด้านดี ไม่มีข้อบกพร่อง ทนเห็นการถูกนำมาล้อเลียนไม่ได้ ก็สมควรจะกราบกันต่อไป

Avatar

ทนกระแส avatar ไม่ไหว เห็นคนอื่นชมกันมากมายทั้งเพื่อนร่วมงานและใน twitter จนต้องหาโอกาสออกไปดู แต่ก็ดูแค่โรงธรรมดา ไม่ได้ดู 3D (แพงเกิน + ขี้เกียจเบียดกับคนในโรงใหญ่ๆ)

ความรู้สึกหลังดูจบ (spoil เล็กน้อย)

  • ปกติแล้วผมไม่ใช่แฟนหนังของ James Cameron โดยเฉพาะ Titanic นี่ไม่ชอบเอามากๆ มียกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือ Terminator 2 เป็นหนังในดวงใจเลย
  • แนวคิดที่พูดถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับชาวนาวี เอาเข้าจริงก็ไม่ได้แตกต่างกันมากกว่าคนขาวแตกต่างจากอินเดียนแดงสักเท่าไหร่
  • การแสดงความรักโดยการจูบ หรือการหึงหวงกับการได้เสียกันระหว่างเพศผู้และเพศเมีย พวกนี้ล้วนเป็นแนวความคิดแบบคนขาวทั้งนั้น
  • รู้สึกเหมือนหนังมันกั๊กๆ ไม่สุดไปทางใดทางหนึ่ง จะทำเป็นหนังแอ็คชั่น บทก็อ่อนยวบ เดาได้ทุก step จะทำเป็น scifi ก็ทำได้ไม่ถึง (บาปจากการได้อ่าน Ender series ช่างยิ่งใหญ่นัก ทำให้ดูหนังแนวนี้แล้วรู้สึกว่าความลุ่มลึกมันคนละชั้นกันเลย)
  • ดูๆ ไปก็คิดว่ากำลังดูฉาก CG จากเกม Starcraft + Warcraft (เอา Terran มาสู้กับ Night Elf)
  • หนังที่งานด้าน visual ที่ทำให้ผมอ้าปากค้างได้คือ Terminator 2, Jurassic Park และ The Matrix ส่วนใน Avatar นี่ก็ทำได้สวยดี แต่ไม่รู้สึกว่ามีอะไรใหม่ และกลบข้อด้อยเรื่องบทได้ไม่มิด
  • สังเกตมาหลายเรื่องแล้วว่า เวลาออกแบบหุ่นยนต์แบบให้คนขับได้ มันต้องออกมาหน้าตาแบบนี้หมดเลย ทั้งใน Avatar, The Matrix Revolutions, District 9
  • ไม่ค่อยชอบการดีไซน์มอนสเตอร์ / สภาพแวดล้อม ในเรื่องสักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อง subjective เหมือนกับที่บางคนชอบ FF7 บางคนชอบ FF8 (ผมเกลียด FF8 และการ design สไตล์นั้นเข้าไส้)

โดยรวมแล้ว ถ้าตัดจุดด้อยที่ว่าเนื้อเรื่องมันเดาได้ออกไป ก็ดูได้สนุกเพลินๆ ดี แต่ถ้าใครสนใจประเด็นเรื่อง Colonialism และความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ แนะนำให้เปิดใจอ่าน Ender’s Game / Speaker for the Dead / Xenocide (แปลและจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ ASK Media) จะเห็นความสนุกมากกว่านี้

โชคดีที่ดูโรง 100 บาท

Transformers : Revenge of the Fallen

transformers

คนอื่นเค้าดูกันไปหมดแล้ว ตอนนั่งอยู่ในออฟฟิซต้องคอยหลบ คอยระวังคนอื่นมา spoil จนกระทั่งเพิ่งได้มาดูเอาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (โรงธรรมดา ไม่ใช่ IMAX)

Spoiler warning: ความรู้สึกหลังดูจบ

  • ภาคนี้โฆษณาว่ามีหุ่นถึง 42 ตัว แต่เข้าไปดูแล้ว รู้สึกว่าหุ่นที่มีบทจริงๆ มันน้อยกว่าภาคแรกเสียอีก
  • หุ่นในภาคนี้มันแปลงร่างเป็นคนได้ด้วย! สุโค่ย! หลังจากเห็นฉากนี้ก็ทำใจได้เลยว่า ไม่จำเป็นต้องสนใจหาเหตุผลใดๆ ในหนังเรื่องนี้อีกต่อไป
  • หุ่นคู่แฝดสองตัว เป็นตัวละครที่น่ารำคาญเป็นอย่างมาก ไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใส่เข้ามานอกจากขายของเล่น และขายรถ
  • Megatron ในภาคที่แล้ว โหดและเก่งมาก แต่ในภาคนี้ดูกระจอกลงไปเยอะ หรือเป็นเพราะว่าซ่อมกลับมาใหม่แล้วไม่เก่งเหมือนเดิม?
  • กลับกัน Optimus Prime เก่งขึ้นอย่างผิดหูผิดตา!
  • ทหารอเมริกันก็เก่งขึ้นมากอย่างผิดหูผิดตาเช่นกัน สามารถรับมือกับหุ่นฝ่าย Depticons จำนวนเกือบโหลได้อย่างสมส้ำสมเนื้อ (เทียบกับ ในฉากเปิดเรื่องภาคแรก หุ่นตัวเดียวทำลายกองทหารได้ทั้งค่าย)
  • เห็นตรงกับ @markpeak ว่าเป็นหนังเชิดชูแสนยานุภาพทางทหารของอเมริกา
  • ช่วงวิ่งหลบระเบิดเป็นระยะทาง 2 ไมล์ เพื่อไปสมทบกับกองทหาร ยาวยืดเยิ่นเย้ออย่างน่าเบื่อหน่ายมาก
  • นางเอก Megan Fox มีไว้เพื่อทำให้ซีนเยิ่นเย้อนี้ ดูมีอะไรน่าสนใจมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับเนื้อเรื่องนัก
  • ฉากที่ดีที่สุดในเรื่อง คือตอนที่ Optimus Prime ลุยกับ Decepticons ในป่าแบบ 1 ต่อ 3
  • ที่จริงแล้ว ผู้กำกับไมเคล เบย์ ทำหนังดูสนุกมาหลายเรื่อง อย่าง The Rock, The Island หรือ Transformers ภาคแรก แต่สำหรับ Transformers ภาคนี้ถือว่าห่วยระดับเดียวกับ Pearl Habor เลย
  • ตบท้ายด้วยประโยคของนักวิจารณ์จาก The Scorecard Review – “the first film is a teenage boy’s wet dream. This sequel is just masturbation.”

ถ้ามีภาค 3 ออกมาคงไม่ไปดูแล้ว ยกเว้นว่าจะได้ คริสโตเฟอร์ โนแลน มากำกับแทน