Hellboy

Hellboy 2 : The Golden Army เป็นภาคต่อของ Hellboy ภาคแรกที่เป็นหนังเมื่อปี 2004 โดยทั้งสองภาคเป็นผลงานของผู้กำกับ Guillermo del Toro ที่เคยทำหนังจินตนาการบรรเจิดอย่าง El Labirinto del Fauno (Pan’s Labyrinth) ผ่านตาคนดูบ้านเรากันไปแล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว หนังเรื่องแรกของ Del Toro ที่ได้ดูคือเรื่อง Blade II ซึ่งตอนนั้นก็ชอบอยู่พอสมควร (ฉากบู๊ดุเดือด, soundtrack ถูกใจ) แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนกำกับ จนกระทั่งปีที่แล้วได้ดู Pan’s Labyrinth ถูกใจมาก ชอบมาก จนต้องไปหางานเก่าอย่าง El espinazo del diablo (The Devil’s Backbone) มาดู (แล้วก็ชอบพอกัน) แต่กับ Hellboy ภาคแรกนี่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าดูเลย จนกระทั่งว่ามันมีภาค 2 ออกมา ถ้าเกิดว่าไม่ดูภาคแรกเสียก่อนแล้วเดี๋ยวจะดูภาค 2 ไม่รู้เรื่อง ปรากฎว่ามันไม่สนุกอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย ตัวโกงหน้าตาเหมือนกระจอก แต่ดันตายยากแบบไร้เหตุผล สู้กันจนเบื่อ แต่บอสใหญ่สุดตายง่ายจนน่าสงสัยว่า เฮ้ย นี่ตายแล้วจริงเรอะ

ถึงจะไม่ประทับใจกับภาคแรกยังไง แต่สุดท้ายแล้วพอ Hellboy 2 เข้า ก็เสียตังค์เข้าไปดูในโรงอยู่ดี แต่คราวนี้พบว่ามันสนุกกว่าภาคแรกเยอะเลย! ในภาค 2 นี้มีเกริ่นนิดเดียวว่า Hellboy เป็นเด็กนรกถูกกองทัพสหรัฐเก็บได้และเอามาเลี้ยง ให้ปฏิบัติภารกิจแบบลับๆ ส่วนตัวละครอื่นไม่มีแนะนำกันเลย คนที่ไม่เคยดูภาคแรกคงมีงงกันบ้าง เนื้อเรื่องในภาค 2 มีอยู่ว่า กองทัพทองคำในตำนานที่กล่าวขานกันว่าไร้พ่าย กำลังจะถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหลโดยแผนการของ Prince Nuala (ดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร น่าจะเป็น elf ประเภทหนึ่ง) Hellboy และผองเพื่อนจึงต้องขัดขวางแผนการนี้ให้ได้

หนังดูสนุก ลื่นไหล effect ทำได้ดี แต่สิ่งที่ชอบมากๆ ใน Hellboy 2 นี่คือ ตัวประหลาดทั้งหลาย ที่มีมากหน้าหลายตา เยอะแยะมาก แล้วแต่ละตัวก็ดูแล้วเหมือนหลุดออกมาจากฝันร้าย ถ้าเอาไปใส่ในเรื่อง Pan’s Labyrinth ก็คงเข้ากันได้ดีอย่างไม่มีขัดเขิน

ใครเคยดูภาคแรกแล้วชอบ ก็คงไม่พลาดภาค 2 นี่อยู่แล้ว
ใครเคยดูภาคแรกแล้วไม่ชอบ แนะนำว่าให้ไห้ลองดูภาค 2 เพราะสนุกกว่าเยอะ
ใครไม่เคยดูภาคแรก ให้ลองไปหามาดูก่อนตัดสินใจ

ปล. โรงหนังที่ไปดูคือ Esplanade Cineplex มองดูที่ตารางรอบหนังแล้วอดขำไม่ได้ เพราะเรื่องที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้มี

  • Hellboy 2 – ฮีโร่พันธุ์นรก
  • Hancock – ฮีโร่ขวางนรก
  • Wanted – ฮีโร่เพชรฆาตสั่งตาย

มีแต่ฮีโร่

ปล2. ทำไมเดี๋ยวนี้มันต้องตรวจกระเป๋ากันก่อนเข้าไปดูหนังด้วย ก่อนเข้าโซนโรงหนังก็ตรวจรอบนึง ต้องเอากล้องดิจิตอลฝากไว้ ที่หน้าโรงก็มีอีกรอบ เคยอยู่หนนึงขนาดว่าโทรศัพท์มือถือถ่ายวิดีโอได้ก็ต้องฝาก (โชคดีที่ใช้โทรศัพท์รุ่นกระจอก ถ่ายรูปยังไม่ได้เลย) ทำยังกับว่าคนดูหนังเป็นอาชญากรซะอย่างงั้น

Funny Games (2007)

ครอบครัวแสนสุข พ่อแม่ลูก เดินทางไปบ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบ หวังจะใช้วันหยุดพักผ่อน ตีกอล์ฟ เล่นเรือ กับเพื่อนบ้าน แต่ทุกอย่างกลับต้องพังทลายเมื่อมีไอ้หนุ่มแปลกหน้าสองคนเดินเข้ามาขอไข่!

Funny Games

Funny Games กำกับโดยผู้กำกับชื่อดัง Michael Haneke ที่จับเอาหนัง Funny Games ที่เค้ากำกับเองเมื่อสิบปีที่แล้ว มารีเมคใหม่ จากภาษาเยอรมันมาเป็นภาษาอังกฤษแบบช็อตต่อช็อต!

Michael Haneke เป็นผู้กำกับที่ช่ำชองเรื่องการเล่นกับความรู้สึกของคนดูมาก จาก Hidden หนังเรื่องที่แล้วของเค้า หลอกล่อให้คนดูสงสัยใคร่รู้ เผยให้เห็นชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่จะต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง ทีละชิ้นๆ แต่ฉับพลัน เค้าก็ทำลายมันลงทั้งหมด ไม่เหลืออะไรให้เชื่อถือได้ ปล่อยให้คนดูหลงทาง จับต้นชนปลายไม่ถูก หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งจบเรื่องก็ยังไม่สามารถมั่นใจอะไรได้เลยนอกจากว่า ตัวเองโดนผู้กำกับหลอกจนหัวปั่น

ใน Funny Games ยังคงเอกลักษณ์ของ Haneke ไว้อย่างครบถ้วน ในเรื่องนี้ Haneke ปล่อยให้คนดูลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร ปล่อยให้มีความหวัง ทีละนิดๆ จากนั้นจึงค่อยๆ บดขยี้ความหวังพวกนี้ลงทีละอย่าง แต่ก็ไม่บี้ให้ดับสนิท เหลือไว้ให้ทรมานคนดูต่อไปเรื่อยๆ บางคนถึงกับบอกว่า เป็นหนังที่ดูแล้วอยากจะให้มันจบเร็วๆ ไม่ใช่เพราะว่ามันน่าเบื่อหรือว่าห่วย แต่มันเกินขีดจำกัดที่จะทนได้ต่างหาก

หลังจากดูจบแล้วคิดว่าหนังเรื่องนี้ “รุนแรง” เข้าขั้น เป็นความรุนแรงประเภทที่ออกมาจากจินตนาการของตัวเราเองทั้งนั้น เพราะในหนังทั้งเรื่อง แทบไม่มีฉากที่ให้คนดูได้เห็นเลือดเลย หนำซ้ำฉากที่มีเลือดให้เห็น ก็ไม่ได้เป็นฉากที่ดูแล้วสยดสยองอะไร สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือจินตนาการของเราที่คิดไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ที่มุมกล้องไม่เผยให้เห็นเสียมากกว่า น่าจะเอาไปให้พวกคณะกรรมการเซ็นเซอร์ดูซะจริงๆ เลยว่า ไม่มีเลือด ไม่มีปืนจ่อหัว ไม่มีโป๊เปลือย มันก็ “แรง” ได้เหมือนกัน

แม้กระทั่งตัวอย่างหนัง ก็ยังเสียดสีด้วยภาพมืดหม่น แต่ดนตรีสดใสเหมาะกับชื่อเรื่องที่ว่า Funny Games เสียจริงๆ ถ้าใครสนใจตัวอย่างหนัง ก็ดูได้จากข้างล่างนี่

Inside

Inside (À l’intérieur) เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสที่บังเอิญไปโหลดมาดูโดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลยนอกจาก comment ในบล็อกอันหนึ่งของคุณ filmsick ที่รีวิวหนังเรื่อง teeth

ปกติเวลาจะดูหนังแต่ละเรื่อง ส่วนตัวจะคิดว่า รู้เรื่องเกี่ยวกับหนังให้น้อยที่สุดจะดีกว่า จะได้ไม่มีการตั้งความหวังอะไรมาก สำหรับเรื่อง Inside นี่ รู้แค่เรื่องย่อที่บอกว่า ตัวเอกของเรื่องเป็นผู้หญิงท้อง ต้องอยู่กับบ้านคนเดียว แต่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงอีกคนหน่ึงโผล่เข้ามาพยายามจะทำคลอดให้ด้วยกรรไกรคมกริบ และเจี๋ยนทุกคนที่โผล่เข้ามาขัดขวาง!

Inside

หนังมีความยาวแค่ไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง โดยเรื่องเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอก ตัวหนังคุมโทนได้ดี สามารถตรึงคนดูไว้ให้จดจ่อกับเหตุการณ์ข้างหน้าได้ตลอดทั้งเรื่อง (ถึงแม้จะมีบางจังหวะชวนให้เบือนหน้าหนี) ดูแล้วก็นึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง 2LDK ที่เป็นการเชือดกันในที่ปิดตายเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ใน Inside นี่ยังมีตัวละครอื่นมาเกี่ยวข้อง ไม่ได้บู๊กันตัวต่อตัวเหมือนใน 2LDK

ชอบหนังเรื่องนี้ตรงที่การกระทำของตัวละครมัน “ป่วย” ได้ใจมาก ถึงปริมาณเลือดในเรื่องอาจจะไม่ได้พุ่งกระฉูดเว่อร์เหมือนอย่างใน The Machine Girl แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หนังอย่าง 300 กลายเป็นหมู่บ้านแสนสุขไปเลย

ลองดูตัวอย่างหนังได้ข้างล่าง

The Machine Girl

เพิ่งได้ดูหนังเรื่อง The Machine Girl (片腕マシンガール Kataude mashin gāru) หลังจากที่เพิ่งลงแผ่นที่ US หมาดๆ หนังแนวนี้ไม่หวังว่าจะมีค่ายไหนในเมืองไทยซื้อเข้ามาฉายอยู่แล้ว ดังนั้นที่พึ่งในยามยากอย่าง BitTorrent ช่วยเราได้เสมอ

The Machine Girl Poster

เนื้อเรื่องของ The Machine Girl เป็นเรื่องของเด็กสาวมัธยมที่ตามล้างแค้นให้น้องชายที่ถูกยากูซ่าฆ่าตาย โดยมีอาวุธคือปืนกลติดที่แขน! นี่คือหนังที่ดูแล้วกรี๊ดแตกที่สุดในรอบหลายเดือน ด้วยความดิบ เถื่อน บ้าบอ และคัลท์สุดๆ ถ้าชอบหนังอย่าง Ichi the Killer หรือ Planet Terror ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง

หนังเดินเรื่องแบบไม่มีความสมจริงให้จับต้องได้ ทุกครั้งที่มีส่วนของร่างกายโดนตัดขาด เลือดปลอมจะพุ่งออกมาสาดกระเซ็นไปทั่ว กว่าจะถ่ายทำจบเรื่องคงหมดเลือดไปหลายแกลลอน ตัวละครแต่ละตัวก็แสดงได้แข็ง และมีคาแรกเตอร์แบบการ์ตูนมากๆ (ได้ Honoka มาเล่นเป็นเมียยากูซ่าด้วย!) ถึงแม้หนังจะดูด้อยและเกรดต่ำขนาดไหน เหตุผลที่จะดูหนังเรื่องนี้มันมีแค่ สาวน้อยในชุดนักเรียนมัธยมชุ่มเลือด ตัวละครที่ตัวขาดเป็นท่อนๆ เลือดสาดกระจาย เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าสนใจอะไรแนวนี้ ลองดูตัวอย่างหนังกันได้ข้างล่าง