Secret at Angkor

by pittaya

Angkor's secret

Chow Mo-wan: In the old days, if someone had a secret they didn’t want to share… you know what they did?

Ah Ping: Have no idea.

Chow Mo-wan: They went up a mountain, found a tree, carved a hole in it, and whispered the secret into the hole. Then they covered it with mud. And leave the secret there forever.

In the Mood for Love

รูปจากกล้องพี่กีบ ถ่ายเมื่อปลายปี 2004 เพิ่งค้นเจอ จำได้ว่าก่อนไปเที่ยวต้องเปิด DVD ดูทบทวนความจำด้วย จะได้เล็งถูกว่าในหนัง เหลียงเฉาเหว่ยไปกระซิบกับกำแพงตรงไหน

แต่กระซิบไปว่าอะไรนั่นจำไม่ได้แล้ว

หนัง Marie Antoinette เวอร์ชันของผู้กำกับ Sofia Coppola เป็นการเล่าเรื่องชีวประวัติของ มารี อองตัวเนต มเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของฝรั่งเศส ตั้งแต่เริ่มเดินทางออกจากออสเตรีย (มารี อองตัวเนต เป็นออสเตรีย มาแต่งงานกับรัชทายาทของฝรั่งเศสเพื่อผลทางการเมือง) จนกระทั่งถึงช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส

Marie Antoinette

ตามประวัติศาสตร์ที่ได้ยินกันทั่วไปนั้น มารี อองตัวเนต ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ในตัวหนังพยายามเสนอด้านที่เป็นมนุษย์ของ มารี อองตัวเนต มากขึ้น การใช้ฉาก เสื้อผ้า ดนตรีประกอบ ทำให้หนังหลุดออกจากขอบเขตของหนังพีเรียดแบบสมจริง กลายมาเป็นหนังชีวิตวัยรุ่นสุดเปรี้ยว!

ลองคิดถึงหนังย้อนยุคไปในช่วงประมาณปี 1770 แต่ดันใช้เพลง Hong Kong Garden ของ Siouxsie & The Banshees เปิดในงานเลี้ยงเต้นรำ (จบแล้วต่อด้วย Aphrodisiac ของ Bow Wow Wow!) ใช้เสื้อผ้าสีชมพู hot pink ขณะที่ในสมัยนั้นไม่มีใครแต่งสีชมพูกันสลอนเหมือนยุคนี้สักหน่อย และฉากที่แสบที่สุดคือฉากเลือกรองเท้าที่จะใส่ ดันมี converse หุ้มข้อสีฟ้าโผล่เข้ามาในฉากซะงั้น!

Converse

เหมือนกับจงใจแสดงออกถึงความขบถต่อพิธีรีตรองที่มากมายของแวร์ซายส์ ความรู้สึกแปลกแยกต่อภาวะแวดล้อมที่เผชิญอยู่ แบบเดียวกับที่ Charlotte หรือ Bob ใน Lost In Translation รู้สึกเปล่าเปลี่ยวในโตเกียว หรือแบบเดียวกับที่ Lux ต้องทนถูกกักขังให้ทำตามกฏระเบียบใน The Virgin Suicides

น่าแปลกใจที่ว่า ดูหนังของ Sofia Coppola มาสามเรื่อง ชอบ soundtrack หมดทั้งสามเรื่องเลย

คำถามประจำวันนี้คือ

“บะหมี่ใส่มายองเนสนี่จะอร่อยหรือไม่”

บะหมี่ใส่มายองเนส

และคำตอบที่ถูกต้องคือ…

หมดถ้วย

เป็นอารมณ์ค้างคาใจจาก Collage of our life ที่ดูไปเมื่อคืน คือเป็นฉากที่ Ryoko Hirosue กินบะหมี่ถ้วยสูตรพิสดารอย่างน่าเอร็ดอร่อย จนต้องมาทดลองเองว่ามันอร่อยจริงหรือเปล่า

Collage of our life

by pittaya

เคยเห็น DVD หนังเรื่อง Collage of our life มานานแล้ว (หนังปี 2003) แต่ไม่ได้ซื้อมาดูเสียที อาจเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นจังหวะที่เบื่อๆ หนังญี่ปุ่น/เกาหลีอยู่พอดีก็ได้ และอีกเหตุผลหนึ่งคือได้ดูหนังเรื่อง 2LDK ของผู้กำกับคนเดียวกันไปแล้วก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายนัก

Collage of our life

ผลงานเก่าของผู้กำกับ Yukihiko Tsutsumi เรื่อง 2LDK เป็นเรื่องของสาววัยรุ่นสองคน เข้ามาแชร์เช่าห้องชุดอยู่ด้วยกัน (2LDK = 2 ห้องนอน + Living room, Dining room, Kitchen) แต่ด้วยความแตกต่างของทั้งสองคนทำให้สุดท้ายต้องหยิบเอาอาวุธที่หาได้ในห้อง มาเชือดกันให้ตายไปข้างนึง ที่เด็ดของเรื่องนี้คือทั้งเรื่องเกิดขึ้นในอพาร์ตเมนท์จำนวนไม่กี่ห้องนี้เท่านั้น

แต่วันนี้ที่จะเขียนถึงคือหนัง Collage of our life ที่ทำออกมาแล้วมีหลายแนวจนบอกไม่ได้ชัดเจนว่ามันเป็นหนังอะไรกันแน่ โครงเรื่องหลักอาจจะเป็นหนังรัก แต่ก็มีส่วนผสมของฟิล์มนัวร์, หนังสืบสวน, หรือกระทั่งหนังตลก ปนเปกันอยู่ โดยเนื้อเรื่องคร่าวๆ บอกว่าพระเอกเป็นช่างภาพมือสมัครเล่น พบรักกับแฟนสาวที่มาหัดถ่ายรูปเอาทีหลัง แต่ดันมีพรสวรรค์มากกว่าตัวเอง จนในที่สุดเกิดอาการรับไม่ได้จนต้องแยกทางกัน แต่แล้วก็มาได้ข่าวเอาทีหลังว่าเธอถูกฆ่าตายที่นิวยอร์ค ทำให้พระเอกต้องเดินทางไปตามหาความจริง

35 นาทีแรกของหนัง เป็นช่วงเวลาที่ดูหนังแล้วออกอาการ “อิน” อย่างแรง คนที่มีแฟนแล้วชวนกันออกไปถ่ายรูป สอนให้หัดถ่ายรูป เอารูปที่ล้างออกมาดูแล้วนั่งหัวเราะว่าที่ถ่ายมานี่มันหลุดโฟกัส คงจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ได้ดี อีกทั้งความสดใสร่าเริงของนางเอกที่รับบทโดย Ryoko Hirosue ก็ทำให้หนังดูน่ารักขึ้นมาก

ในหนัง พระเอกกับนางเอกใช้กล้อง Canon F-1 ภาพถ่ายที่ใช้ในหนังเรื่องนี้มีทั้งภาพที่ถ่ายในญี่ปุ่นและนิวยอร์ค ซึ่งสวยมากๆ กระตุ้นให้อยากจะคว้ากล้องออกไปถ่ายรูปซะเดี๋ยวนั้นเลย

Betray, you mustn't

เค้าฝากมาให้ช่วยโปรโมท ก็ช่วยเหลือกันหน่อย ตัวหนังน่าจะได้ฉายประมาณต้นปีหน้า (ถ้าไม่โดนโรคเลื่อนซะก่อน)

Why so serious?

by pittaya

เห็น trailer แล้วอยากดูชะมัด

Tony Takitani

by pittaya

There was something odd for him about not feeling lonely. The very fact that he had ceased to be lonely caused him to fear the possibility of becoming lonely again. The question haunted him: What would he do? Sometimes this fear would make him break out in a cold sweat.

เรื่องสั้น Tony Takitani ของ Haruki Murakami ถูกจับมาทำเป็นหนังกำกับโดย Jun Ichikawa

Tony Takitani

ทีแรกเคยคิดว่านิยายของ Murakami ไม่น่าจะเอามาทำเป็นหนังได้ แต่เรื่องนี้ดูแล้วรู้สึกได้ถึงความเปล่าเปลี่ยวที่หนักอึ้ง แทบไม่ต่างจากตอนอ่านหนังสือเลย (อาจจะเป็นเพราะดนตรีประกอบของ Ryuichi Sakamoto ด้วยก็ได้)

ช่วงกลางปีที่ผ่านมา หนังเรื่องแสงศตวรรษ มีโปรแกรมจะลงโรงฉายในบ้านเราแต่ด้วยเหตุผลงี่เง่าของคนบางกลุ่ม ทำให้หนังเรื่องนี้ออกฉายไม่ได้ถ้าไม่ตัดบางฉากออก สุดท้ายผู้กำกับก็ตัดสินใจไม่ฉาย คนเป็นแฟนผลงานก็ต้องผิดหวังกันไปตามๆ กัน

โชคดีที่เมื่อวันศุกร์-เสาร์ที่ผ่านมา สถาบันฝรั่งเศสจัดฉาย แสงศตวรรษ รอบพิเศษแบบไม่มีตัด เพียงแค่ 3 รอบเท่านั้น ตอนวันพฤหัสโทรไปจองที่นั่ง ก็ต้องผิดหวังเพราะมันเต็มทุกที่ทุกรอบ แต่วันเสาร์ก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า คิดว่ายังไงก็ต้องมีคนที่จองไว้แล้วไม่มาแน่ๆ และก็เป็นดังคาด มีที่นั่งเหลือ ทำให้ในที่สุดก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที (เจอคุณคนชายขอบ ก็มาดูเหมือนกัน)

Syndromes and a Century

ถ้าเทียบกับหนังเรื่องอื่นของผู้กำกับอภิชาติพงศ์แล้ว “แสงศตวรรษ” เป็นหนังที่ดู “ง่าย” ที่สุดและ “สนุก” ที่สุด เป็นอันดับ 2 รองจาก หัวใจทรนง (จากทั้งหมดที่เคยดู ได้แก่ แสงศตวรรษ, หัวใจทรนง, สัตว์ประหลาด!, ดอกฟ้าในมือมาร, Windows) ก่อนจะฉายหนัง อภิชาติพงศ์บอกกับคนดูว่า ให้ดูหนังแบบสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก ปล่อยให้หนังพาไปเอง ซึ่งก็เป็นหลักสำคัญในการดูหนังของผู้กำกับคนนี้อยู่แล้ว ถ้าใครที่ชอบครึ่งแรกของ “สัตว์ประหลาด!” น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก การเล่าเรื่อง การดำเนินเรื่อง ดูเรียบง่ายและจริงใจมากๆ จนคนที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนอาจคิดไปได้เลยว่าหนังมันไม่เห็นมีอะไรเลย

น่าสงสัยว่าถ้าหาก แสงศตวรรษ หรือ หัวใจทรนง เกิดโด่งดังก่อน สุดสเน่หา หรือว่า สัตว์ประหลาด! ชื่อของอภิชาติพงศ์ในบ้านเราอาจจะได้รับการยอมรับมากกว่านี้ก็เป็นได้

ปล. ถ้าบอกว่าคนไทยชอบดูหนังตลก ผมว่า แสงศตวรรษ นี่เป็นหนังไทยที่ตลกที่สุดที่ผมได้ดูในปีนี้เลยนะ

บทความ Will Thai Reforms Make Censorship Worse? ในนิตยสาร TIME (via pantip) อ้างถึงคำสัมภาษณ์ของ ลัดดา ตั้งสุภาชัย (ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม)

“Uneducated” is the term Ladda uses to describe Thai filmgoers. “They’re not intellectuals — that’s why we need ratings,” she says.

“Nobody goes to see films by Apichatpong,” she says. “Thai people want to see comedy. We like a laugh.”

คำถามที่สงสัยคือว่า “กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม” มีหน้าที่ทำอะไรกันแน่ มีหลักเกณฑ์อะไรในการคัดเลือกคนมาทำงาน ถึงได้แต่งตั้งคนที่มีความคิดตื้นเขินแบบนี้เป็นถึงระดับผู้อำนวยการ

สิ่งที่น่าวิตกไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้หรอก แต่เป็นการที่เราปล่อยให้ความรับผิดชอบมันตกอยู่ในมือของคนพรรค์นี้ต่างหาก

Body #19

by pittaya

ไปดูเรื่องนี้โดยไม่รู้อะไรเลยแม้แต่เรื่องย่อ รู้แค่มี แป้ง อรจิรา เป็นนางเอก บวกกับได้บัตรฟรีจากเวบ mthai.com ก็เลยลองไปดูเสียหน่อย

หนังออกมาดีเกินคาด ถ้าไม่นับเรื่อง CG ที่โคตรจะพร่ำเพรื่อเกินไปหน่อยแล้ว ถือว่าหลอกล่อคนดูได้อย่างมีชั้นเชิง พอมาหาข้อมูลแล้วจึงเพิ่งถึงบางอ้อว่า คนเขียนบทเรื่องนี้คือ เอกสิทธิ์และมะเดี่ยว จากเรื่อง 13 เกมสยอง ซึ่งเป็นหนังไทยปีที่แล้วที่ชอบมากๆ

ท่าทางผู้กำกับจะเป็นแฟน The Matrix เพราะมีฉาก bullet time เยอะสุดๆ (จนบางทีก็รำคาญ) แต่รวมๆ เป็นหนังไทยที่ดูได้คุ้มค่าเงินแน่นอน

« Previous PageNext Page »