Kings of Convenience Live in Bangkok

Kings of Convenience วง pop สองหนุ่มจากประเทศนอร์เวย์ มาเยือนไทยเป็นครั้งแรก งานนี้ทีแรกคิดว่าจะมีคนมาดูไม่เยอะ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วบัตร 800 ใบที่วางขาย หมดลงภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้ทางผู้จัดต้องเปลี่ยนสถานที่เล่น จากร้าน Butter Butter (หลัง Esplanade) ไปเป็น Moonstar Studio (ลาดพร้าว 80) และประกาศขายบัตรเพิ่ม ซึ่งก็ sold out อีก ทำให้รู้ได้ว่าแฟนเพลงของสองหนุ่มนี้ในบ้านเราก็มีอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

สถานที่จัดคอนเสิร์ตเป็นสตูดิโอชื่อว่า Moonstar Studio ซึ่งก็กว้างขวาง แอร์เย็น ระบบเสียงดี ติดอยู่ตรงที่ว่ามันอยู่ในซอยลาดพร้าว 80 และคอนเสิร์ตจัดตอนหัวค่ำของวันทำงาน แฟนเพลงส่วนใหญ่ของ Kings of Convenience ก็เป็นวัยทำงานอยู่แล้ว กว่าจะเลิกงาน กว่าจะฝ่ารถติดมาถึงได้ เล่นเอาเหนื่อย โชคดีที่มีวงเปิดเป็น Sqweez Animal เล่นคั่นเวลาไปก่อน

ข้างเวทีมีจอฉายภาพให้ดู สำหรับคนอยู่ไกล

big screen

ระบบเสียงดี เสียงใส เก็บลูกเล่นของกีตาร์ได้เป็นเม็ดๆ

Kings of Convenience

เวทีสวยดี เปลี่ยนสีได้ตามเอฟเฟ็กต์แสงไฟ

Kings of Convenience

ข้างหลังมีเปียโนอยู่ แต่เล่นจริงๆ ไม่ถึงสามนาที

Kings of Convenience

Erlend เอากล้องมาถ่ายรูปคนดูด้วย

Taking picture

ดูเหมือนว่าจำนวนเพลงที่เล่น จะมีน้อยกว่าที่เล่นที่สิงคโปร์ รู้สึกว่าคอนเสิร์ตมันจบเร็วพิกล

Tiger Translate 2010

งาน Tiger Translate ประจำปี 2010 จัดเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เป็นงานศิลปะแนว street art + คอนเสิร์ต คราวนี้จัดที่ลานจอดรถหลัง Esplanade รัชดา บัตรราคา 500 บาท แลกเบียร์ได้ 1 แก้วใหญ่ ถ้าเป็นบัตรฟรีที่ได้จากสื่อต่างๆ จะแลกเบียร์ไม่ได้ แต่ในงานก็มีซุ้มเบียร์ให้ซื้อได้ทั้งแบบเหยือก / refill / แก้ว / กระป๋อง

บรรยากาศในงานมีส่วนจัดแสดงพวก street art ให้คนไปถ่ายรูปเล่นได้

xP1020314

เวทีมีสองชั้น เวลาสลับวงที่จะเล่น ก็จะสลับเวที ทำให้ไม่เสียเวลารอเซ็ตเครื่องดนตรี

Stage

เวทีด้านบนเป็นวง มหาจำเริญ ลำบากคนอยู่แถวหน้า มองขึ้นไปลำบาก

xP1020155

Flure เล่นเวทีด้านล่าง ถ่ายรูปง่ายหน่อย

Flure

คนดูเยอะใช้ได้

xP1020180

วงไฮไลท์ของงานนี้คือ Placebo จากประเทศอังกฤษ

Placebo

การ์ดตรวจเข้มมาก สั่งห้าม “กล้องใหญ่” ถ่าย

Security

แต่เนื่องจากใช้กล้องที่หน้าตาไม่เหมือนกล้องใหญ่ แค่ถอดเลนส์อันใหญ่ออก เอาเลนส์แพนเค้กใส่ ก็หน้าตาออกมาเป็นกล้องธรรมดาแล้ว ถ่ายต่อได้

Placebo

หลังจาก Placebo แล้วก็มี Paradox + Suharit เล่นต่อ ก็เป็นอันจบงาน ขอบคุณเบียร์ Tiger สำหรับการสนับสนุน

xP1020292

จริงๆ แล้วมีวงอื่นอีกที่เล่น ได้แก่ Moderndog, ริค, Abuse the Youth, ลุลา แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา ส่วนรูปอื่นๆ ดูได้จาก flickr set Tiger Translate 2010

จบงานแล้วไปต่อที่ ข้าวมันไก่ รัชดาซอย 3 อิ่มแล้วกลับบ้านนอน สบายใจ

Palio เขาใหญ่

Palio เป็นสถานที่ช้อปปิ้ง กินเที่ยว สไตล์อิตาเลียน แต่ดันไปตั้งอยู่แถวเขาใหญ่ เป็นแหล่งถ่ายรูปที่ใหม่ สำหรับชาวกรุงผู้นิยมออกทริปถ่ายรูปนอกสถานที่ เจ้าของเดียวกับ Primo Posto ร้านกาแฟชื่อดังที่ตกแต่งสไตล์เดียวกัน

จะว่าไปแล้ว Palio ก็เหมือนกับ Primo Posto ขยายร่าง จากร้านกาแฟกลายเป็นศูนย์การค้า มีของเก๋ๆ ถูกจริตนักท่องเที่ยวชนชั้นกลางขายเพียบ ตั้งแต่โปสการ์ด เสื้อผ้า ของแฮนด์เมด ของแต่งบ้าน กาแฟสด พิซซ่า ไอศครีม ฯลฯ

ป้าย Palio Shop เป็นร้านอะไรไม่รู้ จำไม่ได้

ร้าน Palio Shop

มุมสวยๆ มีให้ถ่ายรูปเยอะ (แต่ต้องคนหลบคนหน่อย)

มุมถ่ายรูปใน Palio

ของน่ารักๆ สำหรับดูดเงินสาวๆ

สินค้าใน Palio

มีเบียร์ยี่ห้อแปลกๆ ขายด้วย สนนราคาก็ขวดละ 100+

เบียร์ที่มีขายที่ Palio

ขาดไม่ได้สำหรับร้านโปสการ์ด พร้อมตู้ไปรษณีย์

Palio ก็มีตู้ไปรษณีย์

การเดินทางไป Palio ก็ไม่ลำบากเท่าไหร่นักสำหรับคนมีรถขับ ออกจากกรุงเทพไปประมาณ 100 กว่ากิโล บนถนนธนะรัชต์ ใกล้โรงแรมจุลดิศ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จากเว็บ official

สรุปแล้ว Palio ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการไปถ่ายรูปบรรยากาศสไตล์ทัสคานีเก๋ๆ โดยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงอิตาลี อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก แต่บรรยากาศก็ไม่ค่อย chill เหมือนของจริงเท่าไหร่ เพราะนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ (ทั้งที่ร้านมันยังเปิดไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ) ถ้าจะมา แนะนำให้มาช่วงเช้า คนจะน้อยกว่าและแสงสวย เหมาะกับการถ่ายรูปมากกว่า

หมายเหตุ: รูปทั้งหมด ถ่ายด้วย Panasonic Lumix GF1 ฟอร์แมตเป็น RAW แล้วเอามาปรับในโปรแกรม SilkyPix Studio (แถมมากับกล้อง) ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ Flickr set

Katsu King

ร้าน Katsu King ที่ Digital gateway สยาม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นหมูทอด เห็นคนอื่นพูดถึงมานานแล้ว เพิ่งได้มีโอกาสมาลอง

หมูสันนอกทอดสอดไส้ชีส ชิ้นใหญ่พอควร

หมูสันนอกไส้ชีส

มีข้าวให้เติมได้ตลอด

ข้าว

อันนี้เป็นข้าวหน้าเนื้อ สีแดงๆ นั่นคือกิมจิ

ข้าวหน้าเนื้อ

มีไอติมสตรอเบอรี่แถมด้วย

ไอติมสตรอเบอรี่

ร้านนี้มีข้อดีตรงที่ว่า ราคาอาหาร net แล้ว รวมชาร้อน/เย็น ในราคาอาหารชุดไว้เลย ไม่มีบวกเพิ่ม เติมข้าวเติมชาได้ไม่อั้น กินสองคนตกอยู่ที่สี่ร้อยกว่าบาท รู้สึกดีกว่าไปกินร้านที่เมนูเหมือนจะดูราคาถูก แต่แอบชาร์จโน่นนี่เยอะเลย

Micro Four Thirds Adapter

กล้อง Panasonic Lumix GF1 ที่ใช้อยู่ เป็นกล้องในระบบ Micro Four Thirds ซึ่งข้อดีอย่างหนึ่งของกล้องระบบนี้นอกเหนือจากที่มันมีขนาดเล็กแล้ว ยังอยู่ที่สามารถหา adapter สำหรับใส่เลนส์ได้อีกหลายแบบมาก

สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องกล้อง คือกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้แต่ละยี่ห้อ จะใช้ได้กับเลนส์แบบที่ทำมาสำหรับยี่ห้อตัวเองเท่านั้น ใช้แบบอื่นไม่ได้ เช่น เลนส์สำหรับกล้อง Nikon ก็เอาไปใส่กล้อง Canon หรือ Leica ไม่ได้ ต้องอาศัย adapter สำหรับแปลงหัวให้ต่อกันได้ ซึ่งกล้องระบบ Micro Four Thirds นี่ดีตรงที่สามารถหา adapter สำหรับใส่เลนส์อื่นได้เกือบทุกแบบ ทำให้มีตัวเลือกในการใช้เลนส์มากขึ้นเยอะ (แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าด้วยว่าพอจ่ายค่าเลนส์หรือเปล่า)

เนื่องจากว่ามีเลนส์เก่า 50mm/f1.4 ของกล้อง Nikon อยู่แล้ว หา adapter มาใช้ ก็จะประหยัดค่าเลนส์ไปได้ และที่สำคัญคือ กล้อง Micro Four Thirds มีค่า crop factor อยู่ที่ 2 ทำให้เวลาเอาเลนส์ 50mm มาใช้ จะได้ภาพเหมือนกับใช้เลนส์ความยาวโฟกัส 100mm ในระบบฟิล์ม 135 (ซึ่งเหมาะมากกับการถ่ายภาพคน!)

Adapter ก็หน้าตาประมาณนี้ ใส่เข้ากับเลนส์ Nikon mount F ได้พอดี

Adapter

ทดลองถ่ายคุณบาบูน (mascot ของทีมที่ออฟฟิซ) จะเห็นว่ามี bokeh ทางด้านหลัง ซึ่งจะได้จากการใช้เลนส์ความยาวโฟกัสมากๆ + รูรับแสงกว้างๆ

P1000824

ข้อเสียที่เห็นชัดๆ อย่างเดียวของ adapter พวกนี้คือ เวลาถ่ายต้องเอามือหมุนปรับโฟกัสเอง ยกเว้น adapter บางประเภท เช่น Adapter 4/3 – micro four thirds จะสามารถ auto focus ได้ด้วย (ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับเลนส์ด้วย)

สำหรับ Adapter Nikon F – micro four thirds มีหลายราคา ตั้งแต่ 1,xxx – 6,xxx บาท หาได้ตามร้านขายอุปกรณ์ถ่ายภาพทั่วไป หรือถ้าเน้นถูกแนะนำให้ดูใน eBay