ข่าว - พันธมิตรดับ 1 หลังปะทะเดือดกลุ่มต้านที่อุดรฯ

ประเทศนี้แก้ไขปัญหากันด้วยสันติวิธีไม่ได้หรือยังไง?
เราต้องการให้มีเหตุการณ์แบบ 6 ตุลาคม 2519 อีกครั้งหนึ่งงั้นหรือ?
หรือว่าความทรงจำของคนในบ้านเมืองนี้มันสั้นจนลืมเรื่องในอดีตกันไปหมดแล้ว?

update: ข้อมูลจาก Thai Press Log ติดตามจากหลายๆ สื่อ สรุปว่า “ไม่มีคนตาย” ? สื่อบ้านเมืองนี้ทำงานกันยังไง?

Hellboy

by pittaya

Hellboy 2 : The Golden Army เป็นภาคต่อของ Hellboy ภาคแรกที่เป็นหนังเมื่อปี 2004 โดยทั้งสองภาคเป็นผลงานของผู้กำกับ Guillermo del Toro ที่เคยทำหนังจินตนาการบรรเจิดอย่าง El Labirinto del Fauno (Pan’s Labyrinth) ผ่านตาคนดูบ้านเรากันไปแล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว หนังเรื่องแรกของ Del Toro ที่ได้ดูคือเรื่อง Blade II ซึ่งตอนนั้นก็ชอบอยู่พอสมควร (ฉากบู๊ดุเดือด, soundtrack ถูกใจ) แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนกำกับ จนกระทั่งปีที่แล้วได้ดู Pan’s Labyrinth ถูกใจมาก ชอบมาก จนต้องไปหางานเก่าอย่าง El espinazo del diablo (The Devil’s Backbone) มาดู (แล้วก็ชอบพอกัน) แต่กับ Hellboy ภาคแรกนี่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าดูเลย จนกระทั่งว่ามันมีภาค 2 ออกมา ถ้าเกิดว่าไม่ดูภาคแรกเสียก่อนแล้วเดี๋ยวจะดูภาค 2 ไม่รู้เรื่อง ปรากฎว่ามันไม่สนุกอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย ตัวโกงหน้าตาเหมือนกระจอก แต่ดันตายยากแบบไร้เหตุผล สู้กันจนเบื่อ แต่บอสใหญ่สุดตายง่ายจนน่าสงสัยว่า เฮ้ย นี่ตายแล้วจริงเรอะ

ถึงจะไม่ประทับใจกับภาคแรกยังไง แต่สุดท้ายแล้วพอ Hellboy 2 เข้า ก็เสียตังค์เข้าไปดูในโรงอยู่ดี แต่คราวนี้พบว่ามันสนุกกว่าภาคแรกเยอะเลย! ในภาค 2 นี้มีเกริ่นนิดเดียวว่า Hellboy เป็นเด็กนรกถูกกองทัพสหรัฐเก็บได้และเอามาเลี้ยง ให้ปฏิบัติภารกิจแบบลับๆ ส่วนตัวละครอื่นไม่มีแนะนำกันเลย คนที่ไม่เคยดูภาคแรกคงมีงงกันบ้าง เนื้อเรื่องในภาค 2 มีอยู่ว่า กองทัพทองคำในตำนานที่กล่าวขานกันว่าไร้พ่าย กำลังจะถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหลโดยแผนการของ Prince Nuala (ดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร น่าจะเป็น elf ประเภทหนึ่ง) Hellboy และผองเพื่อนจึงต้องขัดขวางแผนการนี้ให้ได้

หนังดูสนุก ลื่นไหล effect ทำได้ดี แต่สิ่งที่ชอบมากๆ ใน Hellboy 2 นี่คือ ตัวประหลาดทั้งหลาย ที่มีมากหน้าหลายตา เยอะแยะมาก แล้วแต่ละตัวก็ดูแล้วเหมือนหลุดออกมาจากฝันร้าย ถ้าเอาไปใส่ในเรื่อง Pan’s Labyrinth ก็คงเข้ากันได้ดีอย่างไม่มีขัดเขิน

ใครเคยดูภาคแรกแล้วชอบ ก็คงไม่พลาดภาค 2 นี่อยู่แล้ว
ใครเคยดูภาคแรกแล้วไม่ชอบ แนะนำว่าให้ไห้ลองดูภาค 2 เพราะสนุกกว่าเยอะ
ใครไม่เคยดูภาคแรก ให้ลองไปหามาดูก่อนตัดสินใจ

ปล. โรงหนังที่ไปดูคือ Esplanade Cineplex มองดูที่ตารางรอบหนังแล้วอดขำไม่ได้ เพราะเรื่องที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้มี

  • Hellboy 2 - ฮีโร่พันธุ์นรก
  • Hancock - ฮีโร่ขวางนรก
  • Wanted - ฮีโร่เพชรฆาตสั่งตาย

มีแต่ฮีโร่

ปล2. ทำไมเดี๋ยวนี้มันต้องตรวจกระเป๋ากันก่อนเข้าไปดูหนังด้วย ก่อนเข้าโซนโรงหนังก็ตรวจรอบนึง ต้องเอากล้องดิจิตอลฝากไว้ ที่หน้าโรงก็มีอีกรอบ เคยอยู่หนนึงขนาดว่าโทรศัพท์มือถือถ่ายวิดีโอได้ก็ต้องฝาก (โชคดีที่ใช้โทรศัพท์รุ่นกระจอก ถ่ายรูปยังไม่ได้เลย) ทำยังกับว่าคนดูหนังเป็นอาชญากรซะอย่างงั้น

Inconsistent

by pittaya

ช่วงนี้ได้ยินแต่เรื่อง เขาพระวิหาร

พอดีว่ามีคนเอาลิงก์หน้าเว็บผู้จัดการมาให้ดูเปรียบเทียบกันระหว่างท่าทีต่อเรื่องนี้ในช่วงปีที่แล้ว (รัฐบาลสุรยุทธ) กับปีนี้ (รัฐบาลสมัคร)


คลิกเพื่อดูรูปใหญ่

ข่าวปีที่แล้ว - ไทยหนุนขึ้นทะเบียน “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลก

ข่าวปีนี้ - เสร็จโจร! “พระวิหาร” เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว

ตกลงว่าจะเอายังไงกันแน่?

Shit Happens

by pittaya

มีความซวยเกิดขึ้นหลังจาก uninstall Xcode ออกไป

ทีแรกบูตเครื่องไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ ต้องกด Cmd+v ตอนกำลังบูตเพื่อดูข้อความแบบ verbose พบว่า มันโหลด kernel extension บางตัวไม่ได้ เลยจำเป็นต้องบูตเครื่องผ่านทาง installation disk ที่แถมมาตอนซื้อเครื่อง แล้วพยายาม repair permission จนสามารถกลับมาบูตเข้าระบบได้

Volume needs repair

แต่ว่าปัญหา Keys out of order นี่ยังแก้ไม่หาย repair ไม่ได้เสียด้วย
มีคนแนะนำว่าให้ format ลงใหม่

กำลังคิดอยู่ว่า ถ้าจะต้องลงใหม่ สู้อัพเกรดไปเป็น Leopard เลยจะดีไหม (ตอนนี้ใช้ Tiger อยู่)

ทีแรกทำท่าว่าจะเป็นข่าวที่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อเท่าที่ควร แต่ในที่สุดแล้วข่าวเรื่อง นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และเพื่อน ไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง จนถูกฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ถูกนำไปลงในสื่อต่างๆ บ้างแล้ว (แต่สื่อที่เป็นกระแสหลักคงยังเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น “เปราะบาง” ก็เลยยังไม่มีรายไหนขยับตัว)

ในขณะนี้สื่อที่รายงานเรื่องนี้ก็มีตามนี้

เรื่องคร่าวๆ มีอยู่ว่า นายโชติศักดิ์ และเพื่อน ไปดูหนังแล้วไม่ยืนขึ้นตอนเพลงสรรเสริญพระบารมี จนมีคนดูในโรงชื่อ นายนวมินทร์ ลุกขึ้นมาต่อว่าปาข้าวของใส่ สุดท้าย นายโชติศักดิ์ ก็เลยแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย และนายนวมินทร์ ได้ฟ้องกลับด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รายละเอียดอ่านได้ตามลิงก์ด้านบน

จากการเข้าไปอ่านความคิดเห็นของคนตามแหล่งข่าวต่างๆ ที่ว่ามา รวมถึงเว็บบอร์ดอีกหลายแห่ง เกิดความรู้สึกหงุดหงิดใจกับวิธีการให้เหตุผลของคนจำนวนมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมความโกรธแค้น เกลียดชังผู้อื่น ถึงได้ทำให้ความสามารถในการให้เหตุผลของคนเราลดต่ำลงได้อย่างน่าใจหาย

ยอมรับกันเสียทีเถิดว่า “คนไทย” ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันหมดทุกคน “วัฒนธรรมไทย” ไม่ได้มีแค่ความหมายเดียว “ความรัก” มันบังคับจิตใจกันไม่ได้ (และทำนองเดียวกัน “ความเศร้า” ก็เช่นกัน)

การผูกขาด “ความเป็นคนไทย” ไว้ด้วยนิยามของตัวเอง แล้วผลักไสคนที่ไม่ได้คิดเหมือนตัวเองออกไปด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่ใช่คนไทย”, “ไม่รักชาติ”, “ไปอยู่ที่อื่นเลย” ผมว่ามันไร้เหตุผลมากๆ เพราะหากเราให้เหตุผลแบบนี้แล้ว หมายความว่า เราจะไม่มีแม้กระทั่งที่ยืนให้กับคนที่เห็นต่างไปจากคนหมู่มากเลย

จากที่ได้ติดตามข่าว นายโชติศักดิ์ ก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเลย (แต่เรื่องผิดจารีตน่ะใช่) ไม่เข้าใจว่า ทำไมความเห็นที่โจมตีนายโชติศักดิ์ถึงได้มีความก้าวร้าวรุนแรงมากนัก (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สามารถแสดงความเห็นได้อย่างนิรนาม) กับแค่ว่าคนคนนึง ไม่ได้รักคนที่คนอื่นเค้ารักกัน มันเป็นความผิดขนาดนั้นเลยหรือ?

ชอบข้อความตอนนึงจากบล็อก etat de droit ขอตัดตอนมาใส่ไว้ตรงนี้

มีแต่สังคมป่าเถื่อนและไร้อารยะเท่านั้น ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ความคิด ความเชื่อ หรือรสนิยมที่แตกต่าง
ฤาสังคมแห่งนี้ แม้เพียงเสรีภาพในความรัก ก็มิอาจหยิบยื่นให้แก่กันได้

เชื่อว่าความเห็นต่อกรณีนี้ของแต่ละคนก็คงต่างกันออกไป บางคนอาจเห็นด้วยกับโชติศักดิ์ (น่าจะมีน้อย) บางคนอาจไม่เห็นด้วย (คนส่วนมาก) แต่ยังไงคดีนี้ผมว่าศาลตัดสินออกมา โชติศักดิ์ คงไม่รอดอยู่ดี เพราะลองคิดว่าถ้าศาลตัดสินว่า “ไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญ ไม่ผิด” ในโรงหนังคงมีพวกไม่ยืนเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆ

ป.ล. - จริงๆ แล้วสมัยก่อนเพลงสรรเสริญฯ เปิดตอนหนังฉายจบ คนไม่ยืนก็เยอะนะ หนีกลับบ้านหมด เค้าเลยต้องเอามาเปิดก่อนหนังฉาย จะได้บังคับยืน)

Hi5

by pittaya

ไปเจอรูปนี้มาจาก เว็บบอร์ด yenta4.com ฮาดี

เหมือนกระแส Hi5 ในบ้านเราจะฮิตติดลมบนไปซะแล้ว เริ่มมีการใช้ Hi5 ในการทำ marketing หลายๆ อย่าง ทั้งโปรโมตหนัง เลือกตั้ง ส.ส., ส.ว. หรือกระทั่งเอาไปใช้ในทางแปลกๆ อย่าง พระสงฆ์เล่น Hi5 จีบสีกา

ตอนนี้คำว่า “Hi5″ กำลังจะกลายเป็นคำพูดทั่วไปใช้แทนคำว่า “Social Network” ไปแล้ว เหมือนที่เราใช้คำว่า แฟ้บ แทน ผงซักฟอก, ใช้คำว่า google แทน search engine

อันที่จริงก็มีเล่นกับเค้าเหมือนกัน ที่นี่ แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ เพื่อนน้อย รู้สึกว่าไม่ค่อยสนุกด้วย (หรือเพราะแก่เกินไปแล้ว?) ใช้ Twitter สนุกกว่าตั้งเยอะ

Roasted Seafood

by pittaya

เสาร์-อาทิตย์นี้ กลับบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อไปเลือก ส.ว. ซึ่งก็ไม่รู้จะเลือกไปทำไม ผู้สมัครที่นี่มีอยู่ 9 คน ไม่คุ้นหน้าซักคนนึง ที่สำคัญคือที่เลือกกันเข้าไป ทั่วประเทศ 76 คนเนี่ย ตอนท้ายก็จะมีเทวดาอีก 7 คนมาช่วยเลือก ส.ว.ที่เหลืออีก 74 คนให้ รวมแล้วก็ได้ ส.ว. ไปนั่งในสภาทั้งหมด 150 คนพอดี แปลว่าเทวดาทั้ง 7 คนนั้น มีเสียงเกือบๆ จะเท่ากับเสียงของคนทั้งประเทศเลยทีดี เทวดาเหล่านี้คงต้องเป็นผู้มากด้วยความรู้ บารมี และบุญญาธิการสูงส่งมากเลยทีเดียว ถึงมีอำนาจตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศได้ขนาดนี้

เพื่อเป็นการแก้เซ็งกับผลิตผลอุบาทว์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ก็เลยถือโอกาสหาของอร่อยกินให้ลืมๆ มันไปซะ โดยร้านที่จะไปคราวนี้ชื่อว่าร้าน ทะเลเผา อยู่ในตัวเมืองเพชรบุรี

ส้มตำปูม้า
จานแรก เริ่มด้วยส้มตำปูม้า

กุ้งเผา
กุ้งเผา 4 ตัว ครึ่งกิโล

ปลาหมึกย่าง
ปลาหมึกย่าง มีไข่ข้างในด้วย

ปลาสำลีทอดกระเทียม
ปลาสำลีทอดกระเทียม มีกระเทียมโรยมาเป็นชิ้นๆ เลย

บรรยากาศในร้านก็เป็นร้านตามต่างจังหวัดทั่วไป ลมเย็น ติดคลองชลประทาน ค่าเสียหายโดนไป 600 กว่าบาท ครึ่งนึงเป็นราคากุ้งเผา ไม่รู้ว่าถ้ากินใน กทม. จะราคาถูกหรือแพงกว่านี้ซักเท่าไหร่

Hello Mobile Ad

by pittaya

เห็นป้ายโฆษณาติดรถที่จอดกันทั่วกรุงเทพอยู่ตอนนี้ เพิ่งรู้ว่ามันคือโฆษณาเคลื่อนที่แนวใหม่จาก Hello Bangkok ชื่อว่า Hello Mobile Ad. (รายละเอียดจากเว็บโฆษณาไทย)

สื่อสายพันธุ์ใหม่ภายใต้ชื่อ Hello Mobile Ad. สุดยอดสื่อเคลื่อนที่ที่สามารถตอบทุกโจทย์ของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากหัวใจหลักของการทำธุรกิจสื่อนอกบ้านนั้นอยู่ที่สถานที่ (Location) ที่สามารถเข้าถึงตวามความต้องการของลูกค้า และยังมีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนย้ายไปยังจุดอื่นได้ตลอดเวลา ซึ่งในครั้งนี้ Hello Bangkok ได้ทำการจัดวางสื่อให้กระจายทั่วทุกพื้นที่ โดยไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งต่อข้อบังคับ หรือข้อกำหนดของการใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นความได้เปรียบที่ชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อเทียบกับป้ายโฆษณาทั่วไป

สงสัยว่าการจอดตรงสามแยกเยื้องๆ สยามพารากอน, ฟุตบาทที่อนุสาวรีย์, กีดขวางที่จอดรถเมล์ พวกนี้มันไม่ขัดกฎจราจรหรือยังไง?

ที่อยากบ่นอีกอย่างนึงคือ ป้ายพวกนี้มันมีเยอะจนน่ากลัว หันไปไหนก็เจอแต่ป้ายโฆษณา ทำไมบ้านเรามันถึงไม่มีรสนิยมในการโฆษณาได้ขนาดนี้ คิดแต่จะมีป้ายใหญ่ๆ เตะตาคนเยอะๆ ไว้ก่อน นั่งรถเจอแต่ป้ายโฆษณา เปิดเว็บก็เจอแต่แบนเนอร์ ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ เหมือนกันหมด

Blog Tag - Do good

by pittaya

ได้ Blog Tag มาจากสุธี เนื้อหาตามนี้

Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อ คือการเขียนลงในบล็อกว่าตั้งใจจะทำความดีอะไรหนึ่งอย่างเพื่อพ่อ แล้วส่งต่อไปให้คนอื่นอีก 5 คนเพื่อให้เขียนบล็อกแบบเดียวกัน

กติกา

  1. ให้ copy เนื้อหาในหัวข้อ Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อคืออะไร? ที่อยู่ด้านบน และหัวข้อกติกานี้ นำไป paste ลงในบล็อกของคุณ
  2. เขียนบอกว่าใครที่ tag มาหาคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบทความที่ tag มาหาคุณด้วย เพื่อที่คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณ จะได้ตามไปอ่านบทความของคนที่ tag หาคุณได้
  3. เขียนความดีหนึ่งอย่างที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อพ่อ ถ้านึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ให้เข้าไปดูในเว็บ http://www.dogood.or.th/
  4. ให้ tag ไปหาคนอื่นอีก 5 คนเพื่อให้เขาทำเช่นเดียวกับคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบล็อกของทั้ง 5 คนด้วย และถ้าเจ้าของบล็อกเข้ามาเขียนบทความแล้ว ก็ให้แก้ลิงก์ไปที่ตัวบทความเลย คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณแล้วจะตามอ่านของคนที่คุณ tag ไปหา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาว่าบทความอยู่ที่ไหนในบล็อก
  5. เข้าไปขอแบนเนอร์โครงการทำดีเพื่อพ่อจากเว็บ http://www.dogood.or.th/banner_exchange/ แล้วนำมาติดในบทความที่คุณเขียน
  6. เข้าไปแจ้งที่ http://blog.macroart.net/dogood/ ว่าคุณได้เขียนบทความทำดีเพื่อพ่อแล้ว
  7. ข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่อเขียนว่าจะทำดีอะไรแล้ว ขอให้มีความตั้งใจมั่นและลงมือทำความดีที่เขียนไว้ให้สำเร็จ สังคมเราจะดีขึ้นเพียงแค่ทุกคนช่วยกันทำความดีกันคนละเล็กคนละน้อย

ขออนุญาตไม่เล่น ไม่ติด banner และขอไม่ tag ต่อไปยังคนอื่นด้วย เหตุผลก็คือว่าโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อในเรื่องนี้น่ะ ไม่เชื่อว่าเวลาคนเราจะทำดีอะไรซักอย่างนึงต้องมีคนอื่นมาเป็นแรงบันดาลใจให้ทำดี ถ้าเป็นแบบนั้นการทำดีมันคงไม่ยั่งยืน ถ้าเกิดว่าคนที่เป็นแรงบันดาลใจตายขึ้นมาวันใดวันหนึ่งแล้วเราจะหยุดทำดีหรือ? ผมว่า ค่านิยม/วาทกรรม การทำดีในรูปแบบนี้เป็นเรื่องไม่น่าสนับสนุน ก็เลยไม่เล่น blog tag ด้วย เท่านั้นแหละ

Fat Festival #7

by pittaya

เสาร์ที่ผ่านมา ไปงาน Fat Festival อีกแล้ว

งานคราวนี้จัดที่เดิมกับครั้งที่แล้ว เรื่องสถานที่ค่อนข้างโอเค แต่มันออกจะแปลกตรงที่ทุกปี งาน Fat จะเปลี่ยนสถานที่จัดไปทุกครั้ง มาคราวนี้จัดงานที่เดิมเลยรู้สึกจืดๆ

ปัญหาของ Fat เป็นปัญหาเดียวกับซูเปอร์มาเก็ต หรือสถานีโทรทัศน์ทั่วไป คือมีเนื้อที่สำหรับเสนอขายสินค้าในจำนวนจำกัด ทำให้สินค้าที่ถูกคัดมานำเสนอให้ผู้บริโภค (ในกรณีนี้คือดนตรี) มีจำนวนจำกัดไปด้วย เพลงที่เอามาเปิด ก็ต้องถูกคัดเลือกในระดับนึงแล้ว (โดยทางทีมงาน) ว่าน่าจะเหมาะกับคนฟัง ทำให้วงเล็กวงน้อยทั้งหลาย ที่มีเวลาออกอากาศเพียงน้อยนิด ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงคนฟัง สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาได้ในงานที่จัด โซนที่เป็นงาน bedroom studio ซบเซาอย่างมาก เทียบกับจำนวนคนที่เข้าไปในงานมากขนาดนั้น ความสุขประเภทที่ว่าไปได้ซีดีของวงแปลกๆ ไม่ดัง แต่ทำเพลงเพราะถูกใจ มันหาไม่ได้แล้ว

ในสายตาของผม Fat ไม่ได้เป็น “ทางเลือก” เหมือนสมัยก่อนแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทั้งทางอายุ, สื่อทางเลือกอื่น ฯลฯ) แต่ว่าเป็นสื่อที่นำเสนอ “mass” ของตลาดที่เล็กลงมาเท่านั้น

สรุปงานคราวนี้

  • ได้ไปเพราะมีบัตรฟรี พอดีบริษัทที่เป็น partner กับที่ office เค้าเอามาแจกให้
  • ชอบงานศิลปะที่เอามาตั้ง รู้สึกว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของงานคราวนี้
  • ไลฟ์ที่ได้ดูก็มี Desktop Error, ซังกะบ๊วยคุง, อรอรีย์, อพาร์ตเมนต์คุณป้า, Flure (ไปแค่วันเสาร์วันเดียว)
  • เวทีคอนเสิร์ตไม่มีจอฉายให้คนหลังๆ ดู ทำให้ทุกคนพยายามจะแออัดกันเข้าไปเพื่อให้ถึงหน้าเวที นรกชัดๆ
  • อาหารเหมือนๆ เดิม คือ แพงและไม่อร่อย
  • มีส่วนที่ให้คนเข้างานมีส่วนร่วมอย่างผนังศิลปะที่ให้ใครไปวาดอะไรก็ได้ ไอเดียน่าสนุกดี แต่ว่าสิ่งที่คนเข้าร่วมงานไปเขียนไว้บนกำแพงก็บอกถึงปัญหาสังคมบางอย่างได้ เพราะสิ่งที่เห็นบนผนังเยอะมากๆ คือข้อความบอกชื่อรุ่น, ชื่อสถาบันการศึกษาของตัวเอง จนรู้สึกได้ว่าเด็กพวกนี้คิดได้เท่านี้เองหรือ? (ยังอุ่นใจอยู่บ้างที่ยังมีข้อความประเภท “เผด็จการออกไป” ให้เห็นหลบๆ มุมอยู่)
  • ไอเดียที่น่าสนใจอีกอย่างคือ มีการ print เอาแผนที่กรุงเทพขนาดใหญ่ น่าจะประมาณ 6×6 เมตร เอามาแปะลงบนพื้น แล้วแจก post-it ให้คนร่วมงานเขียนข้อความเอาไป “tag” สถานที่ในแผนที่ เห็นทีแรกก็ชอบใจ เพราะมันคล้ายกับ wikimapia เวอร์ชันที่จับต้องได้ แต่มันก็เหมือนกับผนังตะกี๊ มีแต่คน tag สถาบันตัวเอง ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ มีอยู่จุดหนึ่ง มีคนเอาใบปลิวมาพับทำเป็นกำแพงล้อมรอบ แล้ว tag ไว้ว่า “ห้ามเหยียบนะ”
  • ได้ซีดีมา 2 แผ่น + เสื้อยืดอีก 2 ตัว

สงสัยว่าคราวหน้า ถ้าไม่ได้เป็นบัตรฟรีก็คงจะไม่ได้ไปแล้ว

Next Page »