ผลงานที่จัดแสดงภายในก็อย่างที่ชื่อบอกไว้ นั่นคือ Home of British Art เน้นงานศิลปะของศิลปินอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่ค่อยรู้จักศิลปินอังกฤษ (เช่น Blake, Turner, Constable) ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่
กว่าจะออกมาจาก War Museum ก็เย็น ซึ่งตอนค่ำวันนี้มีภารกิจต้องไปดูคอนเสิร์ตอีกงานหนึ่ง ซึ่งจองตั๋วไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทยแล้ว นั่นคือคือคอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้ม Write About Love ของวง Belle and Sebastian
Belle and Sebastian เป็นวงอินดี้ชื่อดังจาก Glasglow ซึ่งมีฐานแฟนเพลงในบ้านเราออกจะเยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่เคยมีวี่แววว่าจะมาแสดงสดในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น การเดินทางมาดูถึงลอนดอนนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากอยู่
คอนเสิร์ตจบก็นั่ง tube กลับที่พัก ในสถานีเจอป้ายโฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage น่าดูดีเหมือนกัน มีวงที่อยากดูหลายวง แต่ก็ไม่มีโอกาสแหละนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไทยแล้ว
ตอนขามา นั่งเครื่องบิน low cost ตอนขากลับก็ขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นนั่งรถไฟบ้าง โดยสายที่จะนั่งกลับลอนดอนนี้คือรถไฟสาย Eurostar ตั้งต้นที่สถานี Gare Du Nord ทางทิศเหนือของปารีส ซื้อตั๋วเอาผ่านหน้าเว็บตั้งแต่ที่เมืองไทย (ยิ่งซื้อแต่เนิ่นๆ ก็ยิ่งราคาถูก)
มองกลับไปเห็น Tower Bridge ส่วนตึกด้านขวานั่นคืออาคาร City Hall
เดินถัดจากแถว City Hall มาจะเจอเรือรบจอดอยู่ลำนึง เป็นเรือรบเก่าชื่อว่า HMS Belfast เอามาจอดทิ้งไว้ แล้วตัดแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนเสียเงินเข้าไปดูข้างใน
The Communard's Wall เป็นจุดที่ฝ่ายซ้ายฝรั่งเศส 147 คนโดนยิงตายและทิ้งศพไว้
อีกหลุมหนึ่งที่ดังไม่แพ้ Jim Morrison ก็คือหลุมศพของ Oscar Wilde นักเขียนคนดัง (ซื้อ Dorian Gray มาดองไว้นานมากแล้วยังไม่ได้อ่านสักที) เป็นหลุมศพที่อยู่ในหนัง Paris Je t’aime ตอนที่ Wes Craven กำกับด้วย
รอยลิปสติกมากมาย
มีแต่คนมาเขียนไว้เต็มไปหมดจนแทบไม่เห็นชื่อ Oscar Wilde
สังเกตว่าหลังจากหนัง Paris Je T’aime ออกฉายในปี 2006 รอยลิปสติกก็เพิ่มขึ้นมาก ลองดูเทียบกับในคลิปด้านล่างนี่ก็ได้
นอกจากนี้ก็ยังมีคนดังอื่นๆ อีกหลายคนอย่าง Édith Piaf (นักร้องอมตะตลอดกาลของฝรั่งเศส) หรือ Marcel Proust (คนเขียน In Search of Lost Time) ก็อยู่ที่นี่
ที่จริงแล้วปารีสยังมีสุสานอีกแห่งหนึ่งที่มีคนดังเยอะเหมือนกันคือสุสาน Montparnasse อยู่แถวๆสวน Luxembourg ที่ไปเมื่อวันก่อน มีหลุมศพของคนดังเยอะเหมือนกัน เช่น Jean Paul Sartre (นักปรัชญา), Simone de Beauvoir (นักปรัชญา), Phillipe Leotard (นักปรัชญา), Eric Rohmer (ผู้กำกับหนัง) แต่ด้วยเวลาจำกัด (เหตุผลเดิมๆ) ก็เลยไม่ได้ไป
จบจาก Père Lachaise แล้วก็ไปที่เป้าหมายถัดไปคือ La Cinémathèque
ขนาดของส่วนที่จัดแสดงไม่ใหญ่มาก ประมาณ TCDC บ้านเรา เดินประมาณชั่วโมงหนึ่งก็ทั่ว (มี Audio guide บริการด้วย) ทีแรกกะว่าจะดูนิทรรศการเวียน ซึ่งจังหวะที่ไปเป็นนิทรรศการ Stanley Kubrick พอดี แต่เนื่องจากว่า late จากแผนเดิมไปมากแล้ว ยังมีที่ต้องไปอีกเยอะ (และต้องจ่ายค่าเข้าเพิ่ม) ก็เลยต้องตัดใจ
โปสเตอร์นิทรรศการ Kubrick
Metro สถานี Madeleine มี stained glass ข้างในด้วย
ขึ้นมาจาก Metro สถานี Madeleine เพื่อมุ่งหน้าตรงไปที่สวน Tuileries
อะไรไม่รู้ อยู่ตรง Place de la Madeleine
รถหน้าตาย้อนยุค
ร้านขายขนม Laduree ก็ยังมีลูกค้าคึกคัก
ระหว่างทาง จะผ่าน Place de la Concorde เป็นลานกว้าง เมื่อก่อนมีชื่อว่า Place de la Revolution มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือ ในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส ที่นี่เป็นที่ตั้งของกิโยติน และเป็นที่ประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 14, Marie Antoinette รวมถึง Robespierre ด้วย
สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับสวน Luxembourg คือ Pantheon (ฝรั่งเศสอ่าน ปงเตออง) ข้างในเป็นที่เก็บศพคนดัง เช่น Voltaire, Victor Hugo, Pierre & Marie Curie ฯลฯ แล้วก็ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Classic ที่สวยงาม แต่พอดีเวลาไม่ลงตัว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู
Pantheon อยู่ใกล้แค่นี้ แต่ไม่ได้ไป
เป้าหมายต่อไปคือ Musée Rodin ระหว่างทางเดินไปขึ้น Metro ก็ผ่านพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่งคือ Musée de Cluny เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับยุค middle age ซึ่งก็ไม่มีเวลาเข้าไปดูอีกเหมือนกัน
เกาะรั้ว Musée de Cluny
Metro สถานี Cluny-la Sorbonne เพดานสวยดี
นั่ง Metro มาจนถึงสถานี Varenne เดินต่ออีกนิดนึงก็ถึง Musée Rodin ใช้ Museum Pass เข้าได้เลย
ออกจาก Notre Dame มาแล้ว ก็เดินต่อไปทางเกาะ Saint Louis สำรวจบ้านช่องร้านรวงทั่วไป เกาะ Saint Louis จะมีขนาดเล็กกว่าเกาะ Cite และไม่มีสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ ก็สามารถเดินได้สบายๆ
ร้านขายชีสสสสสสสสส
ร้านขายไวน์ เป็น chain ชื่อว่า Nicolas มีให้เลือกเยอะดี
จากเกาะ Saint Louis ข้ามสะพานกลับสู่อีกฟากแม่น้ำ แล้วเดินต่อมาเรื่อยๆ ก็จะมาเจอกับ Place de la Bastille ที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของคุก Bastille อันโด่งดังมาก่อน
เดินกลับเข้ามาในเมืองอีกหน่อยจะเจอกับ Place des Vosges เป็นจัตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดของปารีส และยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Covent Garden ที่ลอนดอนอีกด้วย
ร่มรื่นดี แต่ฝุ่นเยอะไปหน่อย
แถวนี้มีอดีตบ้านของ Victor Hugo นักเขียนชื่อดังด้วย
สำหรับมื้อนี้รีวิวใน Google Maps เชื่อถือได้ ร้านบ้านๆ หน่อย คนเยอะไปนิด แต่อร่อยดี และราคาไม่แพง
กินเสร็จแล้วก็เดินต่อไปที่ Centre Georges Pompidou ที่เป็นอาคารศูนย์วัฒนธรรม ภายในจะมีจัดนิทรรศการศิลปะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนไปเรื่อยๆ (ไม่ได้เข้าไปดู เพราะไม่มีเวลา)
ด้านหลังของ Centre Georges Pompidou
สไตล์ที่โดดเด่นของ Centre Georges Pompidou คือการออกแบบแนว Post-Modern โดยจับเอาสิ่งที่ควรจะอยู่ในตัวตึกออกมาอยู่ด้านนอก ทั้งโครงเหล็ก ท่อแอร์ ท่อสายไฟ บันได ทำให้ได้อาคารหน้าตาประหลาดเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา
ด้านหน้าอาคาร
เหมือนจะเป็นคณะนักเรียนมาทัศนศึกษา
ข้างๆ มีบ่อน้ำพุชื่อว่า Stravinsky Fountain ตั้งชื่อตาม composer เพลง Igor Stravinsky
น้ำพุไม่มีน้ำ
เดินเที่ยวย่านนี้เยอะแล้ว ก็ไปต่อที่ไฮไลท์ของวันนี้ คือ Musée d’Orsay ซึ่งก็ต้องขึ้น Metro ไป