Trip 2011 – part 12

บันทึกการท่องเที่ยว วันที่สองในฝรั่งเศส วันนี้อากาศแจ่มใส สบายตัว อุ่นกว่าตอนอยู่อังกฤษ ไม่มีวี่แว่วฝนจะตก เหมาะมากกับโปรแกรมที่วางไว้ว่าวันนี้จะไปเที่ยวกลางแจ้ง เป้าหมายคือ พระราชวัง Versaille ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกออกนอกเมืองปารีสไป

ก่อนเดินทาง ก็จัดการอาหารเช้าแบบฝรั่งเศสมื้อแรก แบบง่ายๆ อันนี้รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว

อาหารเช้าสไตล์ฝรั่งเศส มีขนมปังกินกับกาแฟใส่นม

การเดินทางในปารีสชั้นใน คนทั่วไปจะใช้ Metro เป็นหลัก แต่ถ้าจะออกไปนอกเมืองหรือเขตปริมณฑลตามภาษาบ้านเรา Metro จะไปไม่ถึง ต้องนั่งรถไฟ RER ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Metro แต่ว่ามีสองชั้น ขบวนยาวกว่า ขนคนได้ทีละเยอะกว่า และเที่ยววิ่งไม่ถี่เท่า

สำหรับการเดินทางไป Versaille นั่นไกลเกินไป บัตร Navigo ที่ซื้อไว้ไปไม่ถึง ก็ต้องนั่ง Metro ไปลงสถานี Invalides แล้วค่อยซื้อตั๋ว RER ต่อไป Versaille อีกที

ทางเชื่อม Metro กับ RER ไม่พ้นต้องเจอกับกราฟิตี้มากมาย

มารอที่ชานชาลาตอน 9:00 ส่วนป้าย Sortie แปลว่าทางออก

บน Metro / RER บางทีจะมีนักดนตรีขึ้นมาเล่นดนตรีให้ฟัง ทีแรกนึกว่าฟรี แต่จบแล้วเห็นมีเดินขอเรี่ยไรเงินบริจาค ถ้าไม่ให้ก็จะทำหน้าบูด

คนนี้เล่นเพลง soundtrack หนัง Amelie

นั่ง RER ประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะมาถึงสถานี Versaille ซึ่งต้องเดินออกไปอีกประมาณกิโลนึง ถึงจะไปถึงประตูทางเข้าวัง แถวๆ นั้นจะมี Tourist Information Office อยู่ สามารถเข้าไปขอรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ หรือถ้าใครจะซื้อ Museum Pass ก็ซื้อได้ที่นั่นเลย

สำหรับคนที่มาปารีสแล้ว เน้นเที่ยวพวกพิพิธภัณฑ์/โบสถ์ทั้งหลาย แนะนำว่าให้ซื้อ Museum Pass ไว้ เพราะคุ้มค่า สะดวกสบาย ไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว ใช้ได้กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเกือบทั้งหมด มีแบบ 2 วัน, 4 วัน และ 6 วันให้เลือก ด้านในมีข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวที่ใช้ได้ทั้งหมด พร้อมวันเวลาทำการ

Museum Pass แบบ 6 วัน ด้านหลังจะมีช่องให้เขียนชื่อ

ด้านหน้าก่อนถึงทางเข้า ท่อนเหล็กโค้งๆ นั่นเพิ่งเอามาติดตั้ง

อันตราย กำลังก่อสร้าง

ประตูหน้าสุดของ Versaille

คำเตือนสำหรับคนที่คิดจะมาเที่ยว – รีบมาถึง Versaille ให้เช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามาถึงได้สัก 9:00 จะดีมาก เพราะที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของโลก เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ถ้ามาช้าเจอคิวยาวแน่นอน

นี่คือคิวรอตรวจกระเป๋าก่อนเข้าวัง ที่เห็นหลายๆ แถวนั่นคือมันขดไปขดมาประมาณ 5 รอบ

ถ้าใครที่มี Museum Pass อยู่แล้วก็มาต่อแถวได้เลย ถ้าไม่มีก็ต้องไปต่ออีกแถวหนึ่งเพื่อซื้อตั๋ว แนะนำให้เข้าคิวไว้ก่อน แล้วส่งคนนึงในกลุ่มออกไปซื้อตั๋ว จะได้ไม่ต้องต่อคิวสองเที่ยว ยกเว้นว่ามากับกรุ๊ปทัวร์ หรือมาทัศนศึกษากับเด็กนักเรียน จะมีทางเข้าเฉพาะซึ่งคิวสั้นกว่ามาก

ถ้าไม่อยากเที่ยวในวัง ตรงข้างๆ จะมีทางเดินทะลุออกไปที่สวนได้เลย ซึ่งในสวนนี้เข้าฟรี ยกเว้นวันที่มีการแสดงในสวน จะเก็บค่าเข้า

เดินทะลุไปทางสวนได้

ประตูชั้นใน สีทองสว่างตา

มีหนังอยู่เรื่องนึงที่แนะนำให้ไปหามาดู ก่อนจะมาเที่ยว Versaille นั่นคือ Marie Antoinette (2006) ของผู้กำกับ โซเฟีย คอปโปลา จะเข้าใจภาพคร่าวๆ ของวังนี้ได้ดีขึ้น และได้เห็นว่าในยุคที่รุ่งเรืองนั้น Versaille ที่เป็นสถานที่หรูหราอู้ฟู่ขนาดไหน

หนังสีหวานมาก นำแสดงโดย Kirsten Dunst

หลังจากผ่านตรง Security check มาได้แล้ว ก็จะเข้าสู่ Versaille ด้านใน ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ออกแบบทางเดินไว้ให้แบบ one way เรียบร้อยแล้ว แค่ไหลตามฝูงคนไปเรื่อยๆ

ผ่าน security check มาถึงด้านหน้าของตัวอาคารแล้ว

ด้านหน้ามีลานปูด้วยหินอ่อน เรียกว่า The Marble Courtyard

เข้ามาด้านในแล้ว อันนี้เป็นหอสวดมนต์ของกษัตริย์โดยเฉพาะ

ภาพเขียนทั้งบนผนังและเพดาน

ทางเดินในตัววัง ก็จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ ที่สำคัญๆ ก็จะมีหมายเลขบอกสำหรับ Audio guide ให้ฟังเอารายละเอียดได้ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเยอะและเหมือนๆ กันไปหมดมากเกินไปสักหน่อย ทุกอย่างล้วนแต่หรูเริ่ด ความนิยมงานศิลปะในยุคนั้นคงไม่มีสำนึกของ minimalism อยู่เลยแม้แต่น้อย

ห้องกินข้าว (มั้ง)

Hall of Mirrors ห้องกระจกอันโด่งดัง (ต้องถ่ายเงยๆ ไม่งั้นติดแต่หัวคน)

ถ้าจำไม่ผิด อันนี้เป็นห้องนอนใครสักคน

ตามทางเดินบางช่วง จะมีรูปปั้นคนดัง เช่นคนนี้ คนที่เรียน Calculus คงรู้จักกันดี

"พระเจ้าตายแล้ว" - Descartes ไม่ได้กล่าวไว้

มีส่วนที่เป็น Gallery ภาพเขียน น่าจะสร้างขึ้นมายุคหลังๆ แล้ว

เดินจนหมดแล้วออกมาจะมีห้องน้ำให้เข้า มีร้านขายขนมชื่อดัง Laduree

พอหมดส่วนที่เป็นวังแล้ว ทางเดินจะทะลุออกมาด้านหลังที่เป็นสวนกว้างสุดลูกหูลูกตา ขนาดก็ลองดูจากแผนที่ได้ ตรงที่ปักหมุดคือส่วนวังที่เพิ่งเดินไป ส่วนเขียวๆ คือสวน

มัน ใหญ่ มาก

มองไม่เห็นท้ายสวนเลยด้วยซ้ำ ลองจินตนาการว่าสมัยก่อน ต้องใช้คนสวนจำนวนเท่าไหร่ในการดูแล

ด้านในสวน จะมีน้ำพุกระจายอยู่ ความสวยงามก็แตกต่างกันไป ถ้าเป็นคนชอบแต่งสวน ปลูกต้นไม้ คงจะเดินได้เพลิดเพลิน

ในสวนมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน ซ่อนๆ อยู่ตามหลืบไม้ ไม่ทำลายความสวยงามของสวน ในแผนที่แจกมีตำแหน่งบอกหมดว่าร้านไหนอยู่ตรงไหน ราคาก็จะแพงกว่าร้านข้างนอกเล็กน้อย

พิซซ่า หน้าซาลามี่ เห็ด มะกอกดำ

อันนี้จำชื่อไม่ได้ เป็นไก่อบ (มั้ง) กินกันตาย

น้ำพุอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

น้ำพุอันนี้อยู่กลางสวนเลย

มีกองถ่ายมาถ่ายแบบโฆษณา (หรือมิวสิควิดีโอก็ไม่รู้)

เนื่องจากในสวนมีขนาดใหญ่มาก ก็จะมีบริการสำหรับคนเหนื่อยง่าย เช่นรถนำเที่ยว หน้าตาเหมือนๆ รถเที่ยวเขาดินบ้านเรา แน่นอนว่าคิดเงิน และแพงด้วย ถ้าคนที่ไม่อยากจ่ายแพงนัก ก็มีจักรยานให้เช่า แต่ข้อกำหนดค่อนข้างจุกจิก ราคาก็ไม่ได้ถูกเท่าไหร่ด้วย สุดท้ายก็เลยพึ่งพาสองขาตัวเองต่อไป

คุณลุงจูงจักรยาน

ด้านในสวน ยังมีที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกคือ Grand Trianon ที่เป็นเรือนพักผ่อนของกษัตริย์ ในเวลาที่ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับงานราชการในวัง และ Petit Trianon เป็นเรือนขนาดเล็กกว่า Marie Antoinette เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน

สองที่นี้ต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วย แยกจากวัง Versaille ด้านหน้า แต่ถ้ามี Museum Pass ก็เข้าได้เลย

ด้านในจะไม่หรูหรามากเท่าในตัววังหลัก ลักษณะเป็นที่พักผ่อนชิลๆ

กิจกรรมยามว่างของกษัตริย์ฝรั่งเศสและสหาย

ภาพเขียน Marie Antoinette

ประตูรั้วดูธรรมดาหน่อย

นอกจาก Grand Trianon และ Petit Trianon แล้วยังมีฟาร์มของ Marie Antoinette ที่เค้าจำลองบรรยากาศ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ให้ดูด้วย (เป็นช่วงที่ Marie Antoinette เบื่อราชสำนัก เลยเกิดอารมณ์แนว “ฉันอยากเป็นชาวนา” ขึ้นมา)

ขึ้นชื่อว่าฟาร์มของ Marie Antoinette ต้องไม่ใช่ฟาร์มกระจอกๆ

ปลูกองุ่น เอาไว้ทำไวน์โครงการหลวง

โรงนาหรูหรา

สัตว์เลี้ยงเท่าที่เห็นก็มี แกะ แพะ วัว ไก่ กระต่าย

เดินหามานาน เพิ่งเจอ กุหลาบแวร์ซายล์

Temple de l'Amour อันนี้คล้ายๆ เป็นศาลาริมน้ำ

ชื่อสถานที่แปลว่า วิหารแห่งความรัก ก็เลยมีรูปปั้นคิวปิดอยู่ด้วย

เดินย้อนกลับมาถึงน้ำพุแถวติดกับราชสำนักเอาช่วงจะค่ำแล้ว คนกลับกันหมด

ถึงประตูหน้า ฟ้าใกล้มืด น่าจะสักทุ่มนึงได้แล้ว

ออกมาได้ตอน พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว

สรุปว่า Versaille มันก็คือวังธรรมดาๆ นี่แหละ แต่ความพิเศษของมันคือความใหญ่โต ความล้น ความเว่อร์ ของการตกแต่งแบบไม่ยั้ง เห็นแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประชาชนฝรั่งเศสในสมัยนั้นถึงรู้สึกว่าถูกราชสำนักกดขี่และลุกฮือขึ้นมาประท้วง

โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้นิยมสถาปัตยกรรมแบบพวกวังเก่าสักเท่าไหร่ ไม่รู้สึกว่ามันสวย ความสนุกสนานที่ได้จากการมาเที่ยวคือได้เห็นประวัติศาสตร์ที่อยู่ในสถานที่มากกว่า (และการเดินชมสวน+ฟาร์มก็เพลิดเพลินดีไม่น้อย)

รวมๆ แล้วเป็นวันที่เดินเยอะมากๆ (เพราะงก ไม่อยากจ่ายค่ารถ) ทั้งหมดราวๆ 10 กิโล น่าจะได้ เสบียงเป็นเรื่องสำคัญมาก การมีช็อกโกแลตติดกระเป๋าไว้ มีขวดน้ำสำหรับกรอกเอาไว้กินตลอดการเดิน ช่วยได้มาก

พอออกจาก Versaille มาแล้วก็นั่ง RER กลับ แบบเดียวกับขามา

มื้อเย็นวันนี้ลองไปกินอาหารฝรั่งเศสที่ร้าน Chartier เห็นว่าเป็นร้านเก่าแก่ เปิดมานาน และเป็นอาหารฝรั่งเศสในราคาที่พอจะรับได้

เมนูบ้านๆ หน่อย ไม่มีภาพประกอบ เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส

Entree จานแรก เห็ดอะไรก็ไม่รู้

Entree จานที่สอง เป็น Escargot (หอยทาก) มีที่คีบพร้อมส้อมสำหรับแคะหอยออกจากเปลือก

จานหลัก เป็นสเต็กแกะ ออกมาแห้งๆ ไปหน่อย

จานหลักอีกจาน เป็ดอะไรสักอย่าง ที่เป็นลูกๆ นั่นคล้ายๆ มันฝรั่ง ไม่ใช่ไส้กรอกอีสาน

บรรยากาศภายในร้าน ราวข้างบนโต๊ะ เอาไว้วางกระเป๋าได้ อย่างกับนั่งรถ บขส.

รวมๆ แล้วผิดหวังเล็กน้อย เห็นว่าเป็นร้านดัง แต่อาหารไม่อร่อยในระดับที่หวังไว้ คืออร่อยเฉยๆ แต่ไม่ถึงระดับประทับใจ (แต่ไวน์อร่อยดี) และบรรยากาศในร้านก็ค่อนข้างวุ่นวาย คนเยอะ ที่นั่งเบียด บริการไม่ค่อยทั่วถึง แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า ร้านสไตล์นี้ที่อื่นในปารีสก็จะแพงกว่านี้เยอะ

กลับถึงที่พัก หมดแรง เป็นอันจบวันที่สองในปารีสเพียงเท่านี้

ลิงก์ตอนเก่าๆ

Trip 2011 – part 11

กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวต่อ วันนี้ออกจากเมืองเบอร์มิงแฮมไปยังเมืองต่อไป แต่คราวนี้ไม่ได้นั่งรถไฟเหมือนคราวก่อน แต่เป็นนั่ง Low cost airline แทน

เมืองเบอร์มิงแฮมมีสนามบินเป็นของตัวเอง (ตัวย่อ BHX) สามารถเดินทางไปถึงได้โดยนั่งรถไฟจากสถานี Birmingham New Street ที่อยู่ใจกลางเมือง ออกไปประมาณ 10 นาที (รถไฟมีชั่วโมงละหลายขบวน) ไปลงสถานี Birmingham International Airport จากสถานีรถไฟก็จะมีรถรางเชื่อมไปที่สนามบินอีกทีนึง (ขึ้นฟรี) สนามบินก็ขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก ประมาณสนามบินเชียงใหม่บ้านเรา

สถานีรถไฟกับสนามบินมีรถราง AirRail Link เชื่อม

ขึ้นเครื่องของสายการบิน FlyBe

ที่หมายของการเดินทางในวันนี้ก็คือปารีส ประเทศฝรั่งเศส!

ได้นั่งริมหน้าต่าง วิวดี ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งก็ถึง

เนื่องจากเป็น low cost airline ก็ต้องเดินลงเอาเองแบบนี้ ไม่มีงวงช้างมารับ

มาถึงสนามบิน Charles de Gaulle ณ Paris

การเดินทางจากอังกฤษมาฝรั่งเศสสามารถทำได้หลายทาง ทั้งทางเครื่องบิน รถไฟ รถบัส หรือจะนั่งเรือข้ามช่องแคบมาก็ได้ ในการเดินทางคราวนี้เลือกนั่ง Low cost airline เพราะสะดวกสุด และราคาไม่แพง ไม่งั้นถ้าจะนั่งรถไฟ Eurostar ก็ต้องไปขึ้นที่ลอนดอน เสียเวลาเดินทางอีก

สนามบิน Charles de Gaulle (CDG) เป็นสนามบินหลักของฝรั่งเศส อยู่ทางเหนือของปารีส ไกลออกไปประมาณ 25 กิโล ต้องนั่งรถไฟ RER หรือรถบัสเข้าไปในตัวเมืองอีกที ผมเลือกนั่งรถบัส (ชื่อเรียกว่า RoissyBus) หาซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติตรงใกล้ๆ กับป้ายได้เลย ค่าโดยสารคนละ 9.40 ยูโร

ถ้าใครสังเกตเรื่อง locale สักนิดจะเห็นว่า ประเทศทางยุโรปหลายๆ ประเทศจะใช้ comma (,) สลับกับ dot (.) ตรงข้ามกับที่เราคุ้นเคย เช่น เวลาเขียนเลข 1,200.50 ประเทศอย่างฝรั่งเศสจะเขียนเป็น 1.200,50 แทน

ป้ายรอรถ Roissy Bus

การเดินทางมาฝรั่งเศส ต้องใช้วีซ่าสหภาพยุโรป หรือที่เรียกกันว่าเชงเก้นวีซ่า ทำหนเดียว สามารถเดินทางเข้าออกประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้หมด ยกเว้นอังกฤษ ที่ดันเป็นไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้นกับประเทศอื่นเค้า ทั้งๆ ที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (แถมเงินยังใช้สกุลของตัวเอง ไม่ได้ใช้เป็นยูโรเหมือนประเทศอื่น)

การทำวีซ่าเข้าฝรั่งเศสจากเมืองไทย จะคล้ายๆ กับวีซ่าอังกฤษ โดยต้องยื่นผ่านตัวแทนชื่อว่า TLSContact (ได้ยินชื่อแล้วก็นึกถึง port 443 ตลอด) ขั้นตอนก็คือเข้าไปลงทะเบียนในเว็บ ตอบคำถามเบื้องต้น แล้วระบบจะให้รายชื่อเอกสารออกมาว่าต้องใช้อะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็เหมือนๆ กับของอังกฤษ จากนั้นก็จองวันยื่นเอกสาร พอถึงวันก็เอาเอกสารไปยื่นที่สำนักงานตรงสาทร คนน้อยกว่าของอังกฤษมาก ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย เทียบกับของอังกฤษที่เสียเวลารอเกือบทั้งวัน

กรณีของผมออกจะวุ่นวายนิดนึง เพราะว่าไปสองประเทศ ต้องขอวีซ่าของประเทศแรกที่จะไป (อังกฤษ) ก่อน แล้วค่อยไปยื่นขอของฝรั่งเศส ก็จะเสียเวลาพอสมควร (เสียค่าวีซ่าสองต่อด้วย T-T)

กลับมาที่เรื่องการเดินทางเข้าปารีส ถ้านั่งรถไฟ RER ไม่รู้ว่าจะผ่านให้เห็นอะไรบ้าง ก็เลยลองนั่งรถบัสดู เผื่อจะได้เห็นบ้านเมือง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเท่าไหร่ อารมณ์ประมาณนั่งรถจากรังสิตเข้าตัวเมืองกรุงเทพ สองข้างทางไม่มีอะไรมากนัก ยกเว้นว่าผ่านสนามกีฬาแห่งชาติ Stat de France ที่เคยเป็นสังเวียนจัดนัดชิงบอลโลกเมื่อปี 1998 มาแล้ว

นั่งรถผ่าน Stat de France

รถบัสใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีก็เข้ามาถึงตัวเมือง โดยรถบัสจะจอดที่ป้ายตรง L’Opera เป็นจุดที่ต่อรถได้ทั้งรถเมล์ และรถไฟฟ้า (รถไฟฟ้าของฝรั่งเศสเรียกกันว่า Metro)

L’Opera นี่เป็นโรงละครที่มีบ่อน้ำอยู่ใต้ดิน เคยมีอุบัติเหตุโคมไฟตกลงมาทับคนตาย และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Gaston Leroux เขียนเป็นนิยาย The Phantom of the Opera ออกมา

ด้านหน้าของ L'Opera

ฝั่งตรงข้าม L’Opera เป็นที่ตั้งของร้าน Cafe de la Paix ที่เรามักจะเข้าใจกันว่าเป็นสถานที่ประชุมของคณะราษฎร ก่อนการปฏิวัติในเดือน มิถุนายน 2475 (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

ซึ่งถ้าเกิดว่าดูราคาและความหรูของร้านนี้แล้ว เข้าใจว่านักศึกษาก็คงไม่มานั่งปรึกษา วางแผนปฏิวัติกันที่นี่หรอก

ด้านหน้า Cafe de la Paix

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับปารีสอย่างแรกคือ การแบ่งเขตต่างๆ ที่จะใช้ตัวเลขเป็นตัวบอก โดยปารีสประกอบไปด้วย “เขต” ต่างๆ (arrondissement) จำนวน 20 เขต เริ่มจากเขต 1 (เขียนย่อๆ ว่า 1er) อยู่ในสุด ตามด้วยเขต 2e, 3e, 4e วนเป็นก้นหอยออกมาตามเข็มนาฬิกาเรื่อยๆ จนถึง 20e (รูปประกอบจาก wikipedia)

เวลาอ้างอิงถึงสถานที่ต่างๆ ในปารีส ถ้าบอกว่าอยู่เขตไหน จะเข้าใจได้โดยง่ายว่าอยู่ไกลมากน้อยขนาดไหน (เลขน้อยๆ แปลว่าอยู่ใจกลางเมือง เลขมากๆ แปลว่าอยู่นอกเมือง) นอกจากนี้ รหัสไปรษณีย์ของปารีสจะเป็น 750XX โดยสองตัวท้ายจะบอกว่าเป็นของเขตไหน ทำให้เราเห็นแค่ที่อยู่ก็บอกได้ทันทีว่าอยู่บริเวณไหน สะดวกมาก

ที่พักที่หาได้ อยู่ในเขต 2e ใกล้ๆ กับ Metro สถานี Bonne Nouvelle

รถไฟใต้ดิน หรือ Metro ของปารีส

บริการขนส่งมวลชนในปารีส มีอยู่ 3 อย่างหลักๆ คือ รถใต้ดิน หรือ Metro, รถบัส และรถไฟ RER ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวปกติแล้ว จะใช้แค่ Metro ก็พอ มีทางเข้าสถานีเยอะกว่าป้ายรอรถบัสเสียอีก ส่วนรถไฟ RER จะใช้เดินทางออกไปนอกเมือง เช่นไปสนามบิน หรือไปพระราชวัง Versaille

แผนที่ฉบับกระเป๋า แจกฟรี ครบ ครอบคลุม พกสะดวก ลอนดอนควรเอาเป็นตัวอย่าง

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ออกนอกเมืองบ่อย มีบัตร Carte Navigo มีอายุการใช้งาน 1 อาทิตย์ สามารถขึ้นลง Metro และรถบัสได้ไม่จำกัด ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายได้มาก เวลาใช้งานก็เอาบัตรไปแตะที่แป้นสีม่วงๆ ตรงทางเข้า Metro หรือตอนขึ้นรถบัส แบบเดียวกับ Oyster ของอังกฤษ

ตอนซื้อต้องใช้รูปติดบัตรไว้ ป้องกันไม่ให้ยืมกันใช้

สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเก็บข้าวของเข้าที่พักแล้วคือ ออกไปซื้อซิมใส่มือถือเอาไว้เล่นเน็ต โดยอาศัยข้อมูลจากเว็บ Pay as You Go Sim with Data Wiki (ดีมาก มีข้อมูลให้หลายประเทศ เหมาะกับคนเดินทางบ่อยๆ และขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้) สรุปได้ว่าซื้อของ Orange จะสะดวกสุด

ซิมเติมเงิน Orange (ภาษาฝรั่งเศสออกเสียง โอ-ค็อง) ราคา 9.9 ยูโร มีเครดิตให้ 5 ยูโร

เรื่องยุ่งยากของฝรั่งเศสคือ จะเปิดเบอร์มือถือเพื่อใช้เน็ต ต้องลงทะเบียนก่อน และต้องรอ 24 ชั่วโมง ถึงจะใช้งานได้ ผมไปจัดการที่ร้าน Orange Shop สาขา Republique พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ บริการดีมาก แนะนำขั้นตอนทุกอย่าง ทั้งวิธีเติมเงินและวิธีสมัครแพ็กเกจเล่นเน็ต

แต่ก่อนหน้าจะเดินมาถึง Orange shop เจอร้านมือถือที่ขายซิมหลายร้านมาก ส่วนใหญ่คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง, ไม่รู้เรื่องโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ต และขายซิมราคาแพงกว่าใน shop ทุกร้าน! มีอยู่ร้านนึงเห็นเป็นนักท่องเที่ยวมั้ง พอถามราคา บอกมาว่า 20 ยูโร! กะฟันเต็มที่ โชคดีที่หาข้อมูลมาก่อนเลยไม่หลงกล

พอจัดการเรื่องมือถือได้แล้ว ก็ได้เวลาเดินเที่ยว

ปารีสเป็นเมืองคนมือบอน เราจะเห็น Graffiti ได้ทั่วเมือง

ในตู้ Metro ก็ยังมีขีดเขียน

ที่แรกที่ไปก็คือ Place du Trocadero เป็นจัตุรัสเล็กๆ บนเนินใกล้ริมแม่น้ำ Seine บรรยากาศเหมาะกับการมาดูหอไอเฟลในยามเย็น

นักท่องเที่ยวมาดูพระอาทิตย์ตกดิน

คนเยอะยั้วเยี้ยมาก

นอกเรื่องเล็กน้อย – ปารีสเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเยือนเยอะที่สุดในโลก ปี 2010 ที่ผ่านมามีถึง 15.1 ล้านคน ส่วนกรุงเทพของเราอยู่อันดับ 7 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7.2 ล้านคน – ที่มา

สัญลักษณ์ของปารีส

เดินลงมาจากเนิน Trocadero ก็เจอม้าหมุน

พอออกจาก Trocadero เลียบแม่น้ำ Seine มาเรื่อยๆ จะเจอกับสะพาน Bir Hakeim เป็นสะพานที่หน้าตาดูคุ้นๆ

"Never recreate from your memory. Always imagine new places!"

มันคือสะพานจากในเรื่อง Inception น่ะเอง

ใครที่เคยดูหนัง Inception คงจำฉากนี้กันได้

แวะถ่ายวิวหอไอเฟลจากกลางสะพาน

ถ้าเดินเลยจากสะพาน Bir Hakeim มาอีกเกือบๆ 2 กิโล จะเจอร้านกาแฟ Cafe Debussy ที่เป็นอีกฉากหนึ่งใน Inception ด้วย แต่ด้วยระยะทางที่ไกลไปหน่อยและเริ่มมืดแล้ว ก็เปลี่ยนใจ เดินไป Metro สถานี Bir Hakeim กลับที่พักดีกว่า

Metro สถานีนี้แปลกหน่อย ตรงที่อยู่ลอยฟ้า ไม่ใช่ใต้ดิน

เป็นอันจบวันแรกในปารีส

ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

 

 

Trip 2011 – part 10

วันนี้กินมื้อเช้าเสร็จ (รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะอยู่) ก็เดินทางออกจากบาธช่วงสายๆ ย้ายเมืองไปที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham – ถ้าสำเนียงอังกฤษจริงๆ จะอ่าน เบอ-มิง-กัม) การเดินทางก็ใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม นั่งจากสถานี Bath Spa ไปต่อรถที่สถานี Bristol Temple Meads เพื่อไปลงที่สถานี Birmingham New Street

สถานี Bristol Temple Meads

เบอร์มิงแฮมเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ใจกลางเกาะอังกฤษ (แถบนี้เรียกกันว่า Midland) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษรองจากลอนดอน และเป็นเมืองที่แทบไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรเลย

รถไฟเที่ยวที่นั่งมาถึงสถานี Birmingham New Street ตอนเกือบบ่ายโมง แต่ Hostel ให้เช็คอินได้ตอนหลังบ่ายสาม ก็เลยเดินแบกเป้ โต๋เต๋อยู่แถว City Centre ไปขอแผนที่จาก Tourist information centre แล้วก็หาของกินไปพลางๆ

มื้อกลางวันง่ายๆ ที่ Pret A Manger

เพราะเป็นเมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเท่าไหร่ ตรง City Centre ก็เป็นร้านแบรนด์เนมซะเยอะ เลยไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมาก จนกระทั่งใกล้ๆ ได้เวลาค่อยเดินไปหาที่พักและเช็คอิน

เก็บข้าวของเสร็จในที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็รีบแจ้นออกมาขึ้นรถบัสไป Villa Park เพื่อดูบอลพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล ระหว่าง Aston Villa กับ Liverpool เหตุผลหลักเลยของการมาที่เมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเมืองนี้

ตอนรอรถบัสก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องนั่งสายไหน แต่เห็นแฟนบอล Villa กลุ่มใหญ่ยืนรอรถอยู่ ก็เดินตามเค้าไป ยังไงก็ไม่หลงทางแน่ แต่จังหวะนี้ก็ต้องทำตัวลีบๆ เจียมตัวตามสไตล์แฟนบอลทีมเยือน พอดีว่าไม่กล้าใส่เสื้อ Liverpool มา ก็เลยยังดูเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่เตะตาแฟนบอลเจ้าถิ่นเท่าไหร่

นั่งรถบัสออกมาจากตัวเมืองได้นิดนึง ก็ถึงสนาม Villa Park ซึ่งเป็นสนามเหย้าของ Aston Villa เป็นสนามที่มีความจุกว่า 42,789 ที่นั่ง จัดว่าเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลอังกฤษที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ พอๆ กับ Anfield และ Stamford Bridge (สนามเล็กๆ อย่าง Carrow Road จุได้ 27,033 ที่นั่ง ส่วนสนามใหญ่อย่าง Old Trafford, Wembley จุได้ 75,957 และ 90,000 ที่นั่งตามลำดับ)

ตามทางมีขายของที่ระลึก ด้านหลังนั่นคือสนาม Villa Park

ทางขึ้นสแตนด์ Holte End "The 12th Man"

บอลเตะสี่โมงเย็น ตอนที่มาถึงก็เกือบได้เวลาแล้ว เลยต้องรีบขึ้นไปที่นั่ง ไม่ทันได้เดินซื้อของที่ระลึกอะไร

ปัญหาในการมาดูบอลนัดนี้มีอยู่นิดนึงคือว่า เป็นแฟนทีมเยือนแต่ตอนซื้อตั๋วมันไม่มีตั๋วตรงสแตนด์ทีมเยือน มีแต่สแตนด์ทีมเจ้าบ้าน ทำให้นัดนี้ ได้เข้าไปดู Liverpool แต่ห้ามเชียร์แบบออกนอกหน้า ไม่งั้นซวยแน่ ชื่อเสียงฮูลิแกนอังกฤษไม่น้อยหน้าประเทศอื่นในโลกอยู่แล้ว

เข้ามาแล้ว ที่นั่งอยู่ฝั่ง Doug Ellis Stand

ที่นั่งฝั่งทีมเยือน อยู่ติดกันเลยทีเดียว เวลาบอลเตะ จะมีตำรวจมายืนคุมเป็นจุดๆ

การซื้อตั๋วดูบอลในอังกฤษเป็นเรื่องออกจะยากลำบาก โดยเฉพาะของทีมใหญ่ๆ ซึ่งตั๋วมักจะเต็มเสมอ การขายตั๋วจะแบ่งออกเป็นรอบๆ คือ รอบแรก ขายให้เฉพาะโควตาสมาชิกของสโมสรระดับที่อยู่มานาน มีประวัติการเข้าชมหลายนัด เรียกว่าเป็นพวกแฟนเดนตายของสโมสร ส่วนรอบถัดๆ มาก็จะขายให้สมาชิกระดับรองๆ ลงมา จนกระทั่งถ้ามีโควตาเหลือ ถึงเอามาขายให้คนที่ไม่ใช่สมาชิก

บางคนที่มาดูบอลที่อังกฤษ และซื้อตั๋วผีหน้าสนาม โอกาสโดนต้มก็มีอยู่ และจริงๆ แล้วมันก็ผิดกฎหมายของอังกฤษด้วย หลายๆ สโมสรเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยเปิดเว็บไซต์สำหรับขายตั๋วแบบถูกกฎหมาย ให้สมาชิกที่ซื้อตั๋วแล้วแต่ไม่ได้ดู เอามาขายต่อให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกได้ อย่างของ Aston Villa จะเรียกว่าเป็น Ticket Exchange Program สามารถเข้าไปซื้อผ่านหน้าเว็บได้เลย ตั๋วจะส่งมาให้ที่บ้าน (ส่งมาไทยด้วย!) หรือจะไปรับที่หน้าสนามก่อนบอลเตะก็ได้ ทำให้ได้ตั๋วมาในราคาที่ไม่โดนโก่ง (ได้มาในราคาใบละ 38.2 ปอนด์) และมั่นใจได้ว่าไม่โดนต้ม

แต่ข้อเสียก็คือนี่แหละ ต้องนั่งในสแตนด์เจ้าบ้าน

ฝั่ง North Stand คนก็เข้ามาเต็มความจุ

Holte End เป็นสแตนด์ฝั่งแฟนพันธุ์แท้ เสียงเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านส่วนใหญ่จะมาจากทางนี้

ฟุตบอลในอังกฤษนี่เค้าดูกันแบบไม่มีตีปี๊บ ตีกลอง เหมือนบ้านเรา กองเชียร์จะเชียร์กันด้วยการร้องเพลงและปรบมือเป็นหลัก โฆษกสนามจะประกาศแค่ตอนเปลี่ยนตัว ทดเวลาเจ็บ หรือยิงประตูได้เท่านั่น ซึ่งคิดว่าทำให้ (คนตั้งใจดูบอล) สนุกกว่านะ เวลาดูบอลเมืองไทยจะรำคาญเสียงเครื่องดนตรีสารพัดชนิดมาก

ตำรวจยืนกั้นระหว่างแฟนบอลเจ้าถิ่นกับทีมเยือน

ตรงไกลๆ นั่นเป็นจอบอกสกอร์ และมีภาพ replay การทำประตูให้ดู

แฟนบอลวัยรุ่น

แฟนบอลมากันเต็มความจุ 4 หมื่น 2 พันคน ระหว่างที่เกมยังเสมอกันอยู่ 0-0 กองเชียร์ Liverpool ร้องเพลงกันเสียงดังมาก แล้วก็ร้องกันไม่หยุดด้วย สมกับที่ร่ำลือกัน แต่พอโดนยิงลูกแรกเข้าไป เสียงเชียร์ก็เงียบลงทันตาเห็น กลายเป็นกองเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านที่คึกคัก ร้องเพลงเสียงดังข่มจนกระทั่งจบเกม Aston Villa เอาชนะ Liverpool ไปได้ 1-0 ดับความฝันไปเล่นบอลยุโรป (จริงๆ ก็โดนดับฝันตั้งแต่นัดที่แล้วที่แพ้คาบ้านแล้ว)

เนื่องจากว่านัดนี้เป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล บอลเตะพร้อมกันหมดทุกคู่ ก็เลยจบพร้อมกันด้วย ในสนามก็มีประกาศผลคู่อื่นๆ จนพอมาถึงผลคู่ที่ Totenham Hotspurs ชนะ Birmingham City อริร่วมเมืองของ Villa ไปได้ ทำให้ Birmingham ต้องตกชั้นไปเล่นลีกต่ำลงไปอีกด้วย จังหวะนี้แฟนบอลเฮกันสนามแทบแตก ทำให้รับรู้เลยว่าความเป็นอริของสองทีมนี้มันฝังลึกจริงๆ (นึกไม่ออกเลยว่าตอนที่ Alex McLeish ย้ายจาก Birmingham มาคุม Villa มันจะแค้นกันขนาดไหน)

จบเกมแล้วนักบอลฝ่ายเจ้าบ้านเดินออกมาขอบคุณกองเชียร์

พอแฟนบอลออกไปหมด ก็เหลือนักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่เป็นกลุ่มๆ จนเจ้าหน้าที่มาไล่ บอกว่าจะปิดแล้ว

ออกมาเก็บบรรยากาศรอบๆ สนาม อันนี้เป็นสแตนด์ฝั่ง Trinity Road

จุดขายของที่ระลึก ปิดแล้ว อดซื้อ

ตรงที่จอดรถหลังสนาม มีแฟนบอลเกาะรั้วรอขอลายเซ็นนักบอลทั้งทีมเหย้าและทีมเยือนที่ต้องออกจากสนามมาขึ้นรถ อารมณ์ประมาณวัยรุ่นยืนรอนักร้องเกาหลีอะไรงั้น บางคนใจดีก็มาเซ็นให้ บางคนก็เดินขึ้นรถไปเลย

คนนี้ Mark Albrighton นัดนี้เล่นดีเลย ฤดูกาลหน้าตัวจริงแน่นอน (เพราะทั้ง Young ทั้ง Downing โดนขายไปแล้ว)

ถ่ายป้ายสนามก่อนกลับ

ตั๋วพร้อมลายเซ็น Mark Albrighton

ถือเป็นประสบการณ์ได้มาดูบอลอังกฤษถึงถิ่น นักบอลเล่นกันเต็มที่ เทียบกับตอนที่ทีมดังๆ มาเตะโชว์ที่เมืองไทยแล้วคนละเรื่องเลย อันนั้นเล่นกันเหมือนกลัวเหนื่อย

ออกจากสนาม นั่งรถสายเดิมกลับมาในตัวเมือง ถึงเอาตอนประมาณหกโมงกว่าเกือบจะทุ่มนึงแล้ว ปรากฏว่าในเมืองเงียบมาก แทบไม่มีคนเดินไปมาตามถนนเลย คนที่เดินผ่านส่วนใหญ่ก็ท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนเมืองอื่น แอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนิดๆ

รูปปั้นวัวตรง Bullring Shopping Centre สังเกตว่าร้านปิดหมดแล้ว ไม่มีคนเลย

มุมยอดฮิตของห้าง Selfridges ใกล้ๆ

Victoria Square นกบินเพียบ แต่ไม่มีคน

รูปปั้น Thomas Attwood นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ อยู่แถวๆ Chamberlain Square

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็ไม่ค่อยจะมีคน แล้วบรรยากาศก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก กลัวว่าถ้ากินมื้อเย็นเสร็จออกจากร้านมาตอนมืดๆ จะอันตราย ก็เลยล้มเลิกความคิดจะเดินหาของกินในเมือง รีบเดินกลับที่พัก ไปต้มมาม่ากินดีกว่า

มีน้ำร้อนให้ก็ไม่ลำบากแล้ว

เป็นอันจบการท่องเที่ยวเมืองเบอร์มิงแฮม วันรุ่งขึ้นก็ไปเมืองอื่นอีกแล้ว!

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

Trip 2011 – part 9

หลังจากเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในลอนดอนไปหลายแห่งแล้ว วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ ย้ายไปที่เมืองบาธ (Bath) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางตะวันตก ห่างออกมาจากลอนดอนประมาณ 156 กิโลเมตร และได้รับการจัดเป็นเมืองมรดกโลก โดย UNESCO ด้วย

นอกเรื่อง – ปัจจุบันมรดกโลกที่จัดโดย UNESCO มีทั้งหมด 913 แห่งทั่วโลก – อ้างอิง

การเดินทางไปบาธก็ไม่ยาก นั่งรถไฟจากสถานี London Paddington ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

มาลงที่สถานี Bath Spa

บาธเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้ทั่ว ถนนหนทางน่าเดิน มีการแสดงเปิดหมวกให้ดูเป็นระยะๆ

เด็กโชว์กีตาร์

คนนี้โชว์เครื่องดนตรีโบราณ หน้าตาเหมือนกระทะเจาะรู

ป้ายบอกทางไปสถานที่สำคัญ

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของบาธก็คือ Roman Bath ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงอารยธรรมการอาบน้ำของชาวโรมันที่เคยอาศัยแถวนี้ – ไม่ฟรี เสียค่าเข้า 12 ปอนด์ ราคานี้มี Audioguide ให้ แล้วก็มีโบรชัวร์ภาษาไทยให้ด้วย!

ตรงบริเวณ Roman Bath นี้มีแหล่งน้ำแร่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน พวกคนโรมันโบราณก็เลยมาสร้างเป็นที่อาบน้ำเอาไว้ จนกระทั่งวันที่อารยธรรมโรมันเสื่อมลง ถูกทิ้งร้าง แล้วถึงมีคนยุคหลังมาขุดเจอ พอกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็สร้างครอบซากโรงอาบน้ำโบราณเอาไว้ แล้วทำเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินดู พร้อมมีส่วนแสดงสิ่งของ เครื่องใช้ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ดูตามทางด้วย

โฆษณาด้านในตึกที่ซื้อตั๋ว

บ่ออาบน้ำ มองจากด้านบน

ทางเดินใน Roman Bath เป็น one-way ตามที่เค้าออกแบบไว้ให้เดินแล้ว ไม่ต้องกลัวดูไม่ครบหรือว่าหลงทาง ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 2 ชม.ก็เดินหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะดูรายละเอียดมากแค่ไหน

แบบจำลองโรงอาบน้ำสมัยยังสมบูรณ์ดีอยู่

ข้าวของที่ขุดเจอ

ทางเดินข้างในก็จะผ่านจุดต่างๆ เช่นจุดที่เป็นห้องปั๊มน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ฯลฯ แต่ละห้องก็เหลือซากอยู่นิดเดียว แต่ต่อเติมของใหม่เข้าไปเยอะ

เดินผ่านมาหลายห้อง จนกระทั่งถึงบ่ออาบน้ำหลัก

คนแต่งคอสเพลย์เป็นชาวโรมันโบราณ ให้นักท่องเที่ยวมาชักภาพคู่ (ฟรี ไม่เก็บเงิน)

ระวังพื้นลื่น

จะว่าไปแล้ว บาธนี่ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายๆ อย่างถูกทำให้เป็น commercial ไปหมด พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายเสียค่าเข้า แล้วก็ออกจะโฆษณาเกินจริงไปหน่อย ดูแล้วอาจจะรู้สึกไม่ค่อยคุ้ม บางอย่างก็ติดจะดู fake ไปบ้าง แต่บรรยากาศโดยภาพรวมก็เป็นเมืองที่น่ารักดี

บรรยากาศตามท้องถนนคนเดิน

นักดนตรีเปิดหมวกเยอะมาก มีทุกมุมเมือง

เดินมาจนถึงแม่น้ำ Avon ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ไหลผ่านกลางเมือง จะเจอกับ Pulteney Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่มีอาคารร้านค้าอยู่บนตัวละพานเลย

Pulteney Bridge และแม่น้ำ Avon

บนสะพานเจอ Cafe น่านั่งร้านนึง ก็เลยแวะฝากท้องมื้อกลางวัน

มื้อนี้ไม่หิวมาก กินพออยู่ท้อง

อันนี้เป็น Quiche มั้ง

ขนมปัง แฮม ชีส ผัก ธรรมดาๆ

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษคือ Stonehenge อยู่ไม่ไกลจากเมือง Bath นัก แต่ไม่มีรถสาธารณะวิ่งผ่าน ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องซื้อทัวร์ไป มีหลายยี่ห้อให้เลือก ที่เลือกซื้อก็เป็นของ Scarper Tours เพราะเวลา match พอดี ถึงเวลาก็ไปรอขึ้นรถที่ข้างๆ Bath Abbey

ผ่านสวนสวยๆ มีคนมาปิคนิค

จุดขึ้นรถนำเที่ยวก็อยู่ข้างๆ Bath Abbey นี่แหละ

รถนำเที่ยวก็เป็นรถตู้คันใหญ่หน่อย ทัวร์กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 16 คน นั่งในรถได้สบายๆ คนขับรถทำหน้าที่เป็นไกด์ไปด้วย ระหว่างทางที่ขับไป Stonehenge ถ้าผ่านจุดน่าสนใจก็จะบรรยาย เล่าประวัติให้ฟัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Stonehenge

ทิวทัศน์ข้างทางก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่ เส้นทางขึ้นอยู่กับทัวร์ที่ซื้อ บางเจ้าก็จะผ่านหลายที่หน่อย หรือมีแวะจอดให้ลงเที่ยวด้วย ส่วนทัวร์ที่ซื้อเป็นแบบถูก ผ่านแค่ไม่กี่จุด มีผ่านหมู่บ้านเก่า ผ่านฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ฟาร์มหมูออแกนิค ที่เป็นของแปลกคือ Hill Figure รูปม้าขาว แต่มันอยู่ไกลนิดนึง นั่งรถผ่านแล้วเห็นลิบๆ พอเป็นรูปม้า กับอีกอย่างหนึ่งคือ Crop circle ซึ่งช่วงที่ไปมันไม่มีให้ดู ก็เลยอด

บรรยากาศข้างทางก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

เบียร์รสขิงจาไมก้า ซื้อติดมากิน พบว่าไม่มีรสแอลกอฮอลล์สักนิดเดียว

มาถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว

กองหินตั้งอยู่ได้ มหัศจรรย์จริงๆ เลย!

บริเวณ Stonehenge จะมีถนนให้เดินวนรอบ แล้วก็มีรั้วเตี้ยๆ กั้นไว้ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้มาก นักท่องเที่ยวก็เดินวนชักภาพได้จากระยะไกลเท่านั้น เข้าไปปีนป่ายหินไม่ได้ โชคดีที่วันที่ไปอากาศเป็นใจ ท้องฟ้าใส เมฆสวย แดดไม่แรง มีฝูงแกะเล็มหญ้าอยู่ลิบๆ เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

ถัดออกมาเป็นจุดบริการนักท่องเที่ยว มีจุดขายตั๋วเข้าชม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องน้ำ ที่จอดรถ เรียกได้ว่าครบวงจร

มีป้ายบอกราคาและเวลาปิดเปิดครบ

Welcome to Stonehenge

ทัวร์จอดให้เดินเที่ยว ถ่ายรูปอยู่ชั่วโมงนึง แล้วก็กลับ พอกลับมาถึงแล้วก็เดินไปดู Royal Crescent ต่อเลย

ทางเดินในเมือง

มีร้านน่ารักๆ เยอะดี ถ้าผู้หญิงมาเที่ยวคงชอบกัน

ถึง Royal Crescent แล้ว ลักษณะเป็นอาคารรูปครึ่งวงกลม ทอดยาวประมาณ 200 เมตรได้

ด้านหน้าเป็นสนามหญ้ากว้างใหญ่ มีคนพาหมามาเดินเล่น มานั่งปิคนิค กันเป็นกลุ่มๆ

จบจาก Royal Crescent แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น ลองถามพนักงานที่ Hostel ดูว่า อยากกิน Fish & Chips อร่อยๆ เค้าแนะนำให้มาที่ร้านชื่อ Seafoods

จานนี้เป็นปลา Haddock ทอดกรอบกำลังดี แป้งบางกำลังเหมาะ บีบมะนาว กินกับ chips

อันนี้เป็นแซลมอนกับสลัด กรอบอร่อยไม่แพ้กัน

สรุปว่าร้านนี้ ปลาอร่อย ทอดกรอบกำลังดี ไม่มีอมน้ำมัน ติดตรง chips ที่ยังธรรมดาไปหน่อย รวมสองจานบวกเบียร์ดำอีกหนึ่ง pint ราคาอยู่ที่ 20 ปอนด์ อิ่มกำลังดี

กินเสร็จแล้วเดินเที่ยวต่ออีกหน่อยเพื่อให้อาหารย่อย

ป้ายโฆษณาหน้าผับที่จะมีถ่ายทอดนัดชิง Champions League

แม่น้ำ Avon และ Pulteney Bridge จากอีกด้านหนึ่ง

เดินเลียบแม่น้ำไปทาง Pulteney Bridge ได้ มีนกนางนวลเยอะเลย

มีทางเดินเล็กๆ ให้กลับขึ้นมาบนตัวละพานได้ ถ้าไปไหนต่อไม่ถูกก็ดูเอาจากป้าย

เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าที่พัก เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน ยังเหลือที่เที่ยวอื่นในเมืองอีกที่ยังไม่ได้ไป แต่ด้วยเวลาที่จำกัด วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปเมืองอื่นแล้ว

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

Trip 2011 – part 8

บันทึกการไปเที่ยวอังกฤษ ต่อจากตอนที่แล้ว ยังอยู่เที่ยวในลอนดอนต่อ

การวางแผนการท่องเที่ยวยาวๆ หลายวัน ในยุคนี้มันก็มีตัวช่วยอยู่หลายอย่าง มีอยู่เว็บนึงที่ใช้ได้ดีมากคือ TripIt

TripIt สามารถบันทึกแผนการเดินทางได้ว่าวันไหนจะพักที่ไหน เดินทางไปไหนยังไง เหมาะกับคนที่วางแผนการเดินทางไปหลายที่ใน trip เดียว สิ่งที่เป็น killer feature ของเจ้านี่คือ เราสามารถ forward อีเมล confirm การจองตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วรถไฟ, หรือที่พัก เข้าไปยัง address ของ TripIt แล้วตัวระบบจะเอาข้อมูลใส่ลง plan ของเราให้อัตโนมัติ และ plan นี้เราสามารถเปิดดูได้ผ่านทางหน้าเว็บ หรือ App บน Android / iPhone / iPad ก็ได้ ทำให้การเดินทางคล่องตัวขึ้นเยอะ

ตัวอย่าง Plan มีข้อมูลที่พัก เวลา การเดินทาง แผนที่ พยากรณ์อากาศให้ครบครัน

เว็บ TripIt นี่ใช้ฟรี App ก็โหลดฟรีด้วย ใครจะเดินทางก็ลองเล่นดูได้

เริ่มต้นการเดินทางจากที่พักแถวสถานีรถไฟ King’s Cross ถ้าคนที่เคยดูหนัง Harry Potter จะเห็นว่า หน้าตามันไม่เหมือนในหนัง เพราะจริงๆ แล้วในหนังเลือกถ่ายทำภายนอกที่สถานี St.Pancras ซึ่งอยู่ติดกันแทน (ห่างกันแค่ข้ามถนน ชั้นใต้ดินก็แชร์สถานี underground ร่วมกัน) อาจจะเพราะเหตุผลว่า St.Pancras มันสวยกว่า

สถานี King's Cross

ตอนที่ไปเที่ยวช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สถานี King’s Cross มีการปรับปรุงซ่อมแซมหลายจุด เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิก 2012 ทำให้ชานชาลา 9 3/4 โดนปิดซ่อมไปด้วย แต่ทางสถานีก็เห็นใจแฟนๆ หนังสือทำกำแพงเลียนแบบ เอามาให้ถ่ายรูปแก้ขัดกันไปได้ ถ้าไปแล้วหาไม่เจอลองถามพนักงานแถวนั้นดู แค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะถามอะไร เค้าเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ถามสวนมาเลยว่า “Harry Potter ใช่มั้ย?” คงเจอแบบนี้มาเยอะจนเบื่อ

โฆษณาในสถานี ไม่ต้องมีแถบดำคาดแล้วบอกว่าสุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Kindle ที่นี่ขาย 111 ปอนด์ (รุ่น Wi-Fi) กับ 152 ปอนด์ (รุ่น 3G)

สำหรับแผนการเที่ยวลอนดอนวันนี้ เริ่มต้นตอนเช้าที่ St.Paul’s Cathedral เป็นวิหารที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ซึ่งก็เป็นสไตล์ที่นิยมในยุโรปอยู่ยุคหนึ่ง ที่ประเทศอื่นก็มีสิ่งก่อสร้างหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี St.Paul’s

ต้นไม่ในสวนครึ้มทีเดียว

ด้านหน้าวิหารมีเด็กมาทำกิจกรรมวาดรูปด้วย

เนื่องจากด้านในวิหารต้องเสียค่าเข้า (14.5 ปอนด์) และห้ามถ่ายรูปด้วย ก็เลยเดินวนถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

จากวิหาร St.Paul’s เดินมาทางแม่น้ำเทมส์เรื่อยๆ ก็จะเจอกับสะพาน ชื่อว่า Millenium bridge ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2000 และถูก Death Eater ทำลายทิ้งไปในฉากเปิดเรื่อง Harry Potter ภาค 6

เดินออกมาจาก St.Paul's แล้ว

สะพาน Millenium Bridge โดมที่เห็นนั่นคือโดมของวิหาร St.Paul's

วิวแม่น้ำเทมส์ ถ่ายจากบนสะพาน

อีกฟากหนึ่งของสะพาน Millenium Bridge เป็นโรงไฟฟ้าเก่า ที่ถูกเอามาปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ชื่อว่า Tate Modern

อีกฟากหนึ่งของสะพานเป็น Tate Modern

เข้าฟรีอีกแล้ว

บรรยากาศภายใน สมกับเป็นโรงไฟฟ้าเก่า โถงตรงนี้เรียกว่า Turbine Hall

ผลงานที่จัดแสดงที่ Tate Modern นี่ก็เป็นไปตามชื่อ คือเป็นผลงานยุค Modern / Contemporary art ตั้งแต่ยุค 1900 เป็นต้นมา มีงานของทั้ง Monet, Matisse, Picasso ไปจนถึง Warhol

ส่วนจัดแสดงงานอยู่สองข้างของห้องโถงแต่ละชั้น ตรงกลางเป็นบันไดเลื่อน

Whaam! กับ Unique Forms of Continuity in Space

บางช่วงเวลา จะมีไกด์บรรยายที่มาที่ไป ประวัติและเกร็ดของงานเด่นๆ ให้ฟรีด้วย (ภาษาอังกฤษแบบฟังไม่ยาก) ขนาดของพิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่มาก คนไม่เยอะเท่า British Museum เดินได้สบายๆ แต่อาจจะเจอกลุ่มเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา

เดินดูเสร็จแล้วก็ออกมาเดินข้างนอก หาของกินมื้อเที่ยงโดยเดินเลียบแม่น้ำเทมส์มาทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ เพื่อไป Borough Market

ลานด้านหน้า Tate Modern เป็นสนามหญ้าให้คนพักผ่อนได้

เจอจุดจอดจักรยานเช่าอีกแล้ว

ถึง Borough Market แล้ว

Borough Market เป็นตลาดขายของกินนานาชนิด การเข้าไปเดินในช่วงที่กำลังหิวจะรู้สึกว่า น่ากินไปเสียหมดทุกอย่าง

แผนที่บอกโซนตลาด

เนื้อหมูป่าดี หรือเนื้อกวางดี

แกงมาเลย์ แกงไทย แกงอินเดีย มีขาย มีให้ชิม

ปลาทูน่า ปลากระโทงแทง ปลากะพง ปลาแซลมอน

เห็ดหลากชนิด

เครื่องดื่มมากมาย

พื้นที่โฆษณา

ร้านนี้ขายเนื้อด้วย ขายเบอร์เกอร์ด้วย

ร้านส่วนใหญ่ใน Borough Market จะออกแนวตลาดสด ไม่มีโต๊ะนั่ง ต้องซื้อออกมาหาที่นั่งว่างๆ ตรงโซนที่เค้าจัดไว้ให้นั่งกินอาหารเอาเอง

อาหารกลางวันเป็น เบอร์เกอร์เนื้อวัว ใส่ไข่ดาวด้วย

อันนี้เบอร์เกอร์เนื้อแกะใส่เห็ด

อิ่มท้องแล้วก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Charing Cross เพื่อไปยัง National Gallery และ National Portrait Gallery

ภาพเขียนที่จัดแสดงใน National Gallery มีงานของพวกบิ๊กเนมเพียบ ทั้งของศิลปินอังกฤษ, ดัทช์, อิตาลี, ฝรั่งเศส ฯลฯ ไล่มาตั้งแต่ Da Vinci, Michelangelo, Raphael (ขาด Donatello อีกคนก็ครบขบวนการเต่านินจาแล้ว), Vermeer, Rembrandt, Renoir, Van Gogh, Delacroix ฯลฯ ถ้าจะไปแล้วมีเวลาน้อยแนะนำให้เลือกดูเฉพาะ 30 ภาพไฮไลท์ ที่เว็บ National Gallery คัดเลือกมาให้ วันที่ไปมีปิดห้องเล่นดนตรี (เปียโน / โอเปรา) ให้คนดูได้ชมฟรีด้วย

ค่าเข้าฟรี แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าข้างในเค้าห้ามถ่ายรูป เลยถ่ายมาลง blog ไม่ได้ แต่ถ้าใครอยากดูสามารถเปิดดูได้จากเว็บ Google Art Project ก็ได้ไม่ต้องบินไปดูถึงลอนดอน

ถ้าใครมี iPhone หรือ iPad สามารถโหลด App ของ Natioan Gallery มาช่วยเป็นไกด์ก็ได้ ราคา $2.99

โฆษณา National Portrait Gallery ในสถานี Charing Cross

ด้านหน้าของ National Gallery อยู่ติดกับ Trafalgar Square เลย

ใกล้ๆ กับ National Gallery ก็ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งคือ National Portrait Gallery เป็นที่รวมภาพเขียนบุคคลของอังกฤษ มีทั้งราชวงศ์ อำมาตย์ นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และคนดังต่างๆ ความสวยงามของภาพอาจจะสู้ของ National Gallery ไม่ได้ แต่ถ้าไล่ดูตามลำดับเวลามาเรื่อยๆ ก็จะได้เห็นความเป็นมาของอังกฤษมากกว่า

ค่าเข้าฟรี ภายในห้ามถ่ายรูป มี App นำเที่ยวบน iPhone / iPad ราคา $1.99

จบแล้วก็ออกมาถ่ายรูปเล่นแถว Trafalgar Square

นับถอยหลัง London Olympic 2012

รูปปั้นสิงโต เสาหินด้านหลังนั่นคือ Nelson's Column

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ชอบปีนขึ้นไปถ่ายรูป

มีคนโบกธงชาตซีเรีย น่าจะประท้วงอะไรสักอย่าง

มื้อเย็นก็เดินไปฝากท้องที่ China Town เป็นร้านที่มีสหายที่เคยอาศัยอยู่ในลอนดอนแนะนำมา ชื่อร้าน Misato

Misato เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ขนาดคูหาเดียว แต่ดูจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียง ตอนที่ไปถึงมีคนยืนรอคิวหน้าร้านประมาณสิบคนได้

ยืนรอคิวหน้าร้าน ก็ถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ

ยืนทนอากาศหนาว รอคิวสักพักนึงก็ได้เข้าไปนั่งในร้าน (สังเกตว่าในลอนดอน คนส่วนใหญ่จะ obsess กับการเข้าคิวมาก ไปที่ไหนก็เจอคนเข้าคิวตลอด บ้านเราน่าจะเอาอย่าง) ในร้านคนเยอะ โต๊ะค่อนข้างเบียด พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย

ข้าวสเต็กไก่เทริยากิ

เต้าหู้อะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

ชุดปลาดิบ

เบียร์วันนี้ : Sapporo

สรุปราคาก็พอๆ กับร้านอื่นใน China Town แต่จุดเด่นของ Misato คือให้เยอะมาก กินจนอิ่ม แต่รสชาติก็ค่อนข้างธรรมดา ประมาณฟูจิบ้านเรา เมื่อกลับไปถามสหายคนเดิมว่าทำไมแนะนำร้านนี้ คำตอบที่ได้ก็คือ เพราะว่าเค้าให้เยอะน่ะแหละ

จบไปอีกหนึ่งวัน กลับที่พักเตรียมตัวออกเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งวันพรุ่งนี้

รวมลิงก์ตอนเก่าๆ