เปิด facebook เล่นๆ อยู่ เข้าไปดูตรงส่วน “People you may know” ซึ่งมันจะแนะนำ คนที่เรา “น่าจะรู้จัก”
ปกติมันก็จะแนะนำคนที่เป็นเพื่อนของเพื่อนมาให้ แต่วันนี้ไม่รู้มันเป็นอะไร อยู่ๆ ก็แนะนำคนดังมาให้สองคนเลย
ไม่รู้ว่ามาได้ยังไง
ผ่านทาง Darwine 1.0 กับ ies4osx กว่าจะปล้ำให้ใช้งานได้ เล่นเอาเหนื่อย
สำหรับคนที่ไม่รู้ Darwine คือโปรแกรม emulator ที่ทำให้เราสามารถรันโปรแกรมของวินโดวส์ บน Mac OS X ได้ ส่วน ies4osx เป็นแพคเกจที่มีคนทำขึ้นมาให้เราสามารถใช้งาน IE บน darwine ได้ (พัฒนามาจากเวอร์ชันบน linux ที่ชื่อ ies4linux)
Darwine 1.0 ลงไม่ยากอะไร แต่ตอนแรกหาตัวที่เป็นเวอร์ชัน 1.0 สำหรับ Tiger ในเว็บ Darwine ไม่เจอ (เจอแต่เวอร์ชันเก่า เวอร์ชันใหม่ก็มีแต่สำหรับ Leopard) สุดท้ายไปได้ตัว package จากเว็บนี้
ปัญหาต่อมาที่เจอคือลง ies4osx ไม่ผ่าน ลองแกะ script ดูพบว่าตัว installer ของมันหาไบนารีของ wget กับ md5sum ไม่เจอ เลยแก้เอาแบบถึกๆ ด้วยการ hard code ใส่ absolute path ของมันเข้าไปตรงๆ เลย
ปัญหายังไม่หมดเท่านี้ คือเมื่อรัน ies4osx ขึ้นมาได้แล้ว มันแสดงผลภาษาไทยไม่ได้ เพราะ font Tahoma ที่มันแถมมาไม่มี glyph ภาษาไทย ทางแก้คือไปเอาไฟล์ tahoma ของวินโดวส์มาใส่ใน /Applications/Internet Explorer 6.0.app/Contents/Resources/ie6/drive_c/windows/Fonts ลึกลับซับซ้อนมาก
ในที่สุดก็รันขึ้นมาได้ ถึงมันจะเละๆ ไปหน่อย แต่ก็พอเอามาเทสเว็บที่เขียนได้บ้างแล้ว
To know more about why styles are disabled on this website visit the
Annual CSS Naked Day website for more information.
(via poakpong)
Google App Engine เป็นหมัดเด็ดของ Google ที่ออกมาเพื่อต่อกรกับ Amazon Web Services ของ Amazon โดยเฉพาะ
ในขณะที่ AWS มีบริการให้ใช้คือ S3 (เก็บข้อมูล), EC2 (ประมวลผล) และ SimpleDB (ฐานข้อมูล) แต่ละบริการจะแยกออกจากกัน จะใช้ทั้งหมดหรือแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ แต่สำหรับบริการของ Google App Engine จะต่างออกไป โดย Google จะให้บริการแบบครบวงจรกว่า แยกใช้งานแบบเป็นบริการเดี่ยวๆ ไม่ได้
บริการของ Google App Engine จะมีลักษณะเป็นการให้บริการ infrastructure ที่ระดับ high-level มากกว่า โดยสามารถรัน application ที่เขียนด้วยภาษา python เท่านั้น (ภาษาอื่นจะตามมาในอนาคต) ทาง Google จะมี SDK มาให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมทดสอบในเครื่องตัวเองได้ก่อน แล้วนำมา deploy ลงในระบบของ Google App Engine ทีหลังได้ โดยระบบเก็บข้อมูลจะใช้ GFS และใช้ฐานข้อมูล BigTable
Google App Engine ในช่วงแรกจะเปิดแบบ beta ให้นักพัฒนา 10,000 คนแรก และจำกัดการใช้งานไว้ที่เนื้อที่ 500 MB และ bandwidth ไม่เกิน 10 GB ต่อวัน หลังจากนั้นเมื่อเปิดเต็มตัวแล้วจะมีโมเดลเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง (ยังไม่กำหนดราคา)
ในช่วงปี 2005 ตอนนั้น Google ไปจ้าง Guido Van Rossum คนสร้างภาษา python เข้ามาทำงานด้วย เป็นข่าวฮือฮาอยู่พักนึงว่า Google จะจ้างเอาไปทำอะไร แต่เจ้าตัวก็ติด NDA พูดอะไรมากไม่ได้ สุดท้ายเวลาผ่านไป 3 ปี ก็ได้ Google App Engine ออกมาให้ได้ลองใช้กัน
นอกจากนี้แล้ว Google App Engine ยังสนับสนุน Django ซึ่งเป็น web framework ยอดฮิตในภาษา python ด้วย ทำให้การสร้าง application สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (ตัวอย่างเว็บที่ใช้ django ก็เช่น Pownce, Revver)
เปรียบเทียบกันแล้ว Google App Engine ยังเป็นรอง Amazon Web Service อยู่พอสมควร เนื่องจากที่ว่ามันใช้ได้แค่ python ภาษาเดียวเท่านั้น ซึ่งจำนวนนักพัฒนา python (สำหรับเว็บ) เมื่อเทียบกับ PHP หรือ Ruby แล้วยังห่างกันเยอะมาก และในปัจจุบัน application จำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า AWS นั้นสามารถใช้งานได้ในระดับใหญ่จริง (เช่น Twitter, Pownce, Slideshare ฯลฯ)
นักพัฒนาที่มี application เก่าที่เป็นภาษาอื่น คงยากที่จะยอมย้ายมาลงบน platform ของ Google สู้ไปใช้งาน AWS เฉพาะในส่วนที่จำเป็นจะดีกว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาของ Google ต่อไปที่ต้องเร่งมือทำให้ Google App Engine รองรับภาษาอื่นมากขึ้น ถ้าให้เดา ภาษาถัดไปน่าจะเป็น Ruby (คนต่อไปที่จะโดนจ้างอาจเป็น MatZ หรือ David Heinemeier Hansson)
อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งข่าว
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง