โตเกียวเที่ยวเอง #5.2 : Shibuya

จากที่ไปเดิน Nakano Broadway ในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟมาที่ชิบุย่า หนึ่งในย่านที่พลุกพล่านที่สุดของโตเกียว

การเดินทางก็ใช้รถไฟเหมือนเดิม

นักท่องเที่ยวที่มาสถานีนี้ ปกติก็จะไม่พลาดที่จะไปดูรูปปั้นหมาฮะจิโกะ

ออกจากสถานีชิบุย่าทางตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีทางออกชื่อ Hachiko Exit เลย หาไม่ยากนัก

แถวๆ รูปปั้นนอกจากพวกนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปแล้ว ยังเป็นจุดนัดพบของคนโตเกียวด้วย ทำให้มีคนยืนรอนัด ยืนสูบบุหรี่กันเต็มไปหมด

บนพื้นมีตรารูปหมาด้วย

หน้ารูปปั้นฮะจิโกะจะมีลานกว้างประมาณนึง วันที่ไปมีรณรงค์เรื่องการเมืองอะไรสักอย่าง มีปราศรัยบนหลังรถบรรทุกด้วย

อ่านไม่ออก ไม่รู้เค้าประท้วงเรื่องอะไร

จากลานกว้างตรงนี้ ถ้าหันหลังให้ฮะจิโกะ มองไปทางถนนใหญ่จะเห็นแยก Shibuya Scramble อันโด่งดัง

ถ่ายจากถนนดูไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไหร่ จะให้สวยต้องดูจากมุมสูง ซึ่งจุดที่วิวดีที่สุดคือ ให้ข้ามถนนไปที่ร้าน Tsutaya แล้วขึ้นไปชั้นบนที่เป็น Starbucks แล้วมองลงมา

ถือโอกาสเดินดู Tsutaya ไปในตัว ช่วงนั้น Evangelion 3.33 ออก DVD/BluRay พอดี

นอกจาก Evagelion แล้วก็ยังมีแผ่นจากคอนเสิร์ตงาน Request Hour ของ AKB48 ขายด้วย บูธใหญ่อลังการมาก

มีจัดแสดงชุดจากเพลง Hashire Penguin ที่ได้รับการโหวตเป็นเพลงอันดับหนึ่งในงานครั้งนั้นด้วย

เพิ่งผ่านการเลือกตั้ง AKB ไปหมาดๆ ก็เลยมีอันดับเลือกตั้งให้ดูกันด้วย

เดินขึ้นไป Starbucks ชั้นบน คนเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มาดูคนข้ามถนนนี่แหละ ก็ต้องรอจังหวะดีๆ แทรกเข้าไปหามุมติดกระจกเพื่อถ่ายรูป

ภาพจากมุมสูงก็จะออกมาประมาณนี้

ออกมาจาก Tsutaya แถวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นย่านร้านค้า มีห้างเล็กใหญ่เต็มไปหมด แต่พอดีไม่ได้เตรียมใจมาช้อป ก็เดินดูโน่นนี่เรื่อยเปื่อยไปแทน

รูปปั้นอะไรสักอย่าง

มีโรงหนัง Toho Cinema แต่เหมือนค่าตั๋วจะแพงเอาเรื่องอยู่

รถไฟใต้ดิน

เดินเที่ยวจนกระทั่งถึงเวลามื้อเย็น ก็ไปจบที่ร้าน Sushi no Midori ที่อยู่ในห้าง Shibuya Mark City ชั้น 4 เป็นร้านที่เหมือนจะดังในหมู่คนไทยอยู่

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้

ตามธรรมเนียมร้านดัง ก็ต้องต่อคิวรอกิน ไปตอนประมาณทุ่มนึงก็คิวยาวเป็นสิบคิว แต่ไปคนเดียวก็จะสบายกว่าไปเป็นกลุ่มตรงที่ถ้ามีที่นั่งว่างที่เดียว เค้าก็จะเรียกคนที่มาคนเดียวเข้าไปก่อน รวมๆ แล้วก็รอไม่ถึงครึ่ง ชม.

เวลาสั่งก็ชี้ๆ จากเมนูให้พนักงาน เลือกแบบเป็นเซ็ตก็สั่งง่ายดี

อันนี้ออเดิร์ฟ เป็นมันปูกับวาซาบิยำกับอย่างอื่นอีก หอมอร่อยดี

อันนี้เป็นเซ็ตที่สั่ง คุณภาพกับราคา เทียบกับบ้านเราแล้วถือว่าถูกมาก

ปิดท้ายเป็นไข่ตุ๋นเห็ดหอม

กินเสร็จแล้วก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น

มืดแล้ว แต่ผู้คนก็ยังพลุกพล่าน

ตอนข้ามสะพานลอย เพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ราวจับมีพิมพ์อักษรเบรลล์ไว้อำนวยความสะดวกให้กับคนตาบอดด้วย

ทางลงรถใต้ดินมีภาพเขียน The Myth of Tomorrow โดย Okamoto Taro เค้าว่าเป็นภาพเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

จากสถานีชิบุย่ากลับที่พักแถวอาซาคุสะ นั่งรถไฟใต้ดินสาย G ต่อเดียวถึง เป็นอันจบวันที่ห้าในโตเกียว

โตเกียวเที่ยวเอง #5 : Iwasaki Chihiro Museum / Nakano Broadway

โปรแกรมทัวร์โตเกียวแบบเดินคนเดียวก็ยังดำเนินต่อไป วันนี้ออกจากที่พักแต่เช้าเพราะต้องเดินทางไกลพอสมควร

มวลมหาประชาโตเกียวรอรถไฟ

เป้าหมายเช้านี้คือ Iwasaki Chihiro Art Museum ที่เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่รวบรวมงานของ Iwasaki Chihiro นักวาดภาพของญี่ปุ่นที่เห็นภาพแล้วคงคุ้นตากันอยู่ แต่ก็ตามประสาของ museum เล็กๆ ที่ชอบไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ก็ต้องนั่งรถไฟหลุดจากลูป Yamanote ออกไปทางทิศตะวันตก แล้วไปลงที่สถานี Kamiigusa

มีป้ายชัดเจน ไม่ผิดสถานีแน่

ในสถานีก็มีโปสเตอร์กันดั้ม (และเคโรโระ) ด้วย

สิบโทสอนมารยาทบนรถไฟ

ที่สถานี Kamiigusa จะมีจุดชักภาพเล็กน้อย คือรูปปั้นกันดั้มที่อยู่ตรงทางเข้าสถานี

ที่มาของรูปปั้นนี่ก็คือว่าแถบนี้เป็นที่ตั้งของ Sunrise Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ทำอนิเมกันดั้มนั่นเอง

เดินวนๆ แถวนั้นสักพักก็เจอ Sunrise Studio ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร พอด้อมๆ มองๆ ดูแล้วเข้าใจว่าเป็นบริษัท ไม่เปิดให้คนเข้าไปเยี่ยมชม ก็ได้แค่ชักภาพด้านนอก

ด้านหน้ามีหัวกันดั้มติดอยู่ด้วย

อาหารเช้าวันนี้แวะซื้อจากมินิมาร์ทแถวนั้น ได้เป็นกาแฟกับแป้งทอดไส้ครีม

กินกาแฟก็ต้อง Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย คาชิวากิ ยูกิ

แถวนี้เป็นแหล่งที่พักอาศัย บรรยากาศก็จะดูเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนมีรถเท่าไหร่ เดินลัดเลาะตามซอยไปสักพักก็จะเจอ museum หลบอยู่

ถนนแถวนั้น เงียบเชียบดีจริงๆ

ถึงด้านหน้าของ Museum แล้ว

ผลงานของ Iwasaki Chihiro ที่คุ้นตาคนไทยเราที่สุดก็น่าจะเป็นภาพประกอบหนังสือ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

(ภาพประกอบจากเอามาจาก blog bookinlove)

ข้างใน museum จะมีทั้งโซนรวบรวมผลงานของ Iwasaki แล้วก็นักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กคนอื่น มีห้องทำงานจำลองให้ดู แล้วก็สวนที่รวมต้นไม้ดอกไม้ที่ Iwasaki ชื่นชอบ นอกจากนั้นก็จะมีคาเฟ่และร้านขายของที่ระลึก - floor map

Museum ขนาดเล็กกำลังดี เดินชิลๆ ไม่ถึงชั่วโมงนึงก็ทั่วแล้ว ค่าเข้า 800 เยน คนชอบภาพวาดสไตล์หนังสือเด็กก็น่าจะถูกใจ

ออกจาก museum ก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายถัดไปคือ Nakano Broadway วิธีเดินทางปกติคือนั่งรถไฟไปลงสถานี Nakano แต่จาก Kamiigusa มันก็จะอ้อมๆ ไปหน่อย ก็เลยลองนั่งรถบัสดู

รถบัสผ่านย่าน Koenji ด้วย ซึ่งแฟนหนังสือนิยาย 1Q84 คงจำกันได้ว่ามีฉากสนามเด็กเล่นในเรื่องที่ Tengu พระเอกของเรื่อง ปีนขึ้นไปบนยอดของกระดานลื่นเพื่อจ้องดูพระจันทร์สองดวง

ดูเหมือนจะเป็นกระดานลื่นอันนี้แหละ

จากสนามเด็กเล่นนี่เดินไปสักพักก็จะถึง Nakano Broadway ที่เป็นย่านขายของสะสมเกี่ยวกับการ์ตูน อนิเม ฟิกเกอร์ ฯลฯ อีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจาก Akihabara ทางเข้าจะเป็นตรอกที่มีหลังคาโปร่งแสง มีร้านค้าสองข้างทาง

เดินตามตรอกมาเรื่อยๆ ก็จะเจอทางเข้า

SEELE ก็มีตู้ขายน้ำด้วย

แวะกินทาโกะยากิรองท้องก่อน ยี่ห้อ Gindaco (เจ้าเดียวกับที่ขายที่ Esplanade น่ะแหละ)

ตัว Nakano Broadway จริงๆ เป็นตึกที่มีร้านค้าสไตล์คล้ายๆ ภิรมย์พลาซ่า แถวสะพานเหล็กบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าและมีของขายหลากหลายกว่ามาก

กรุเกมเก่า

ร้าน Mandarake คนยืนอ่านการ์ตูนเพียบ

สินค้าโจโจ้หลากหลายแบบ

สินค้าติดเรทก็มี

ตู้นี้เป็นวันพีซ

ของสะสมแฟนเบสบอล

นอกจากสินค้าจากการ์ตูน+เกมแล้ว ก็ยังมีร้านหนังสือปกติ ร้านโดจิน ร้านขายซีดี ดีวีดี บลูเรย์ อีกด้วยแต่ไม่เยอะนัก มีทั้งของมือหนึ่ง มือสอง ของฝากขาย ละลานตามากๆ หลายๆ อย่างเทียบกับเมืองไทยแล้วก็ถูกกว่ากันเห็นๆ ห้ามใจตัวเองไปหลายรอบ ใครที่ดั้นด้นมาก็มีสติกันหน่อยละกัน

ลายแทงอย่างละเอียด ดูมาจากเว็บ Danny Choo ครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #4.2 : Odaiba

จากตอนที่แล้ว พอออกจาก Mori Tower ก็หลังเที่ยงได้เวลาหาของกินพอดี มื้อนี้ไปลงเอยที่ร้าน Fukuzushi แถว Roppongi นั่นแหละ พอดีมีเซตมื้อกลางวันราคาโอเคอยู่

บรรยากาศในร้านดูมืดๆ สไตล์คนแก่ๆ หน่อย วันที่ไปคนไม่เยอะมาก แต่มาคนเดียวก็ไปนั่งกินตรงเคาท์เตอร์

เชฟที่ปั้นให้กินเห็นเป็นนักท่องเที่ยวก็พยายามชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น พอสื่อสารได้ว่ามาจากเมืองไทยเค้าก็ไม่รอช้าจะบอกว่า สวัสดีครับ อัธยาศัยดีเกินร้อย

เซตกลางวันของที่นี่ได้ซูชิทั่วไปตามในรูป ไม่มีปลาฮายโซวแต่อย่างใด

มีซุปใส่หัวกุ้ให้ซดด้วย

กินซูชิเสร็จแล้วจะมีพนักงานพาไปอีกโซนหนึ่งของร้าน เอาชามาเสิร์ฟ พร้อมของหวาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่อร่อยดี เหมือนพุดดิ้งนม ตัดกับน้ำราดที่หวานอมเปรี้ยวนิดๆ

ของหวาน

จบแล้วก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปที่ Odaiba

โอไดบะเป็นเกาะใหม่ที่ถมขึ้นมากลางอ่าวโตเกียว บนเกาะก็จะมีแต่สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ล้ำๆ หน่อย วิธีเดินทางมาทำได้โดยนั่งรถไฟมาต่อโมโนเรลสาย Yurikamome เป็นสายเดียวที่ผ่านที่เกาะ

สถานีของสาย Yurikamome

รถไฟเลี้ยว

Yurikamome นี่เป็นโมโนเรลแบบไร้คนขับ เวลาขึ้นไปให้รีบไปจับจองที่นั่งด้านหน้า จะได้เจอวิวสวยๆ

จุดน่าสนใจของโอไดบะก็หนีไม่พ้นห้าง Diver City ซึ่งหน้าห้างมีกันดั้ม RX-78-2 สัดส่วน 1/1 ตั้งโชว์อยู่ ข้างๆ มี Gundam Front ขายของที่ระลึกกับของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ (มีกันพลาขายด้วย) ในแต่ละวันจะมีช่วงเวลาที่มีโชว์กันดั้มขยับหัวให้ดู ปล่อยควันปล่อยแสงได้ มีเสียงพากย์ตัวละครในเรื่อง (ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น)

รายละเอียดข้างหลังเนี้ยบทีเดียว

กาแฟ Zaku

ใกล้ๆ กับ Diver City จะมีตึก Fuji TV หน้าตาแปลกประหลาด ข้างในมีร้านขายของที่ระลึกจากละคร/อนิเมซีรีย์ที่ฉายทางช่องด้วย

ออกจากตึก Fuji TV มาโผล่ที่ห้าง Aqua City ที่อยู่ติดๆ กัน ในห้างก็มีของขายเหมือนห้างทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ ยกเว้นมี Official shop ของ Capcom ค่ายเกมชื่อดัง

แฟน Rockman คงอยากได้กัน แต่ตัวละ 3,000 เยนนี่ก็แพงไปหน่อยนะ

ออกจากห้างมา หันไปทางฝั่งโตเกียวจะเจอสะพาน Rainbow Bridge และเทพีเสรีภาพขนาดย่อส่วน ที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ว่ากันว่าตอนกลางคืนวิวจะสวยมาก

เดินเรื่อยเปื่อยไปทางตะวันออกของเกาะ ผ่านห้าง Palette Town ไปจนเจอตึกหน้าตาประหลาดเหมือนพีระมิดสี่อันกลับหัวอยู่ ที่นี่คือ Tokyo Big Sight เป็นศูนย์ประชุมที่เอาไว้จัดงานแสดงต่างๆ งาน Comic Market ที่โด่งดังก็จัดกันที่นี่แหละ รวมทั้งงานจับมือของ AKB48 บางครั้งก็จัดที่นี่เหมือนกัน

มุมนี้อาจจะคุ้นๆ กัน

เข้าไปดูใกล้ๆ ก็ใหญ่โตทีเดียว

ข้างใต้เป็นท่ารถเมล์ ก็เลยนั่งกลับเข้าเมืองซะเลย ขี้เกียจไปนั่งรถไฟ (Yurikamome ค่าตั๋วแพงด้วย) นั่งไปสักพักก็มาโผล่ที่ Ginza

Printemps ห้างสัญชาติฝรั่งเศส สาขา Ginza

เดินไปเดินมาเจอ Muji สาขาใหญ่ มีสินค้าขายทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ของกิน ไม้จิ้มฟัน เสื้อผ้า ตู้เย็น ไปกระทั่งขายบ้านไม้สไตล์ Muji! ของที่ขายก็ราคาถูกกว่าที่ขายใน Muji สาขาบ้านเราอยู่พอสมควร แต่จังหวะนั้นไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษ ก็เลยกลับออกมามือเปล่า

มันคือ Muji สาขา Yurakucho

ระหว่างเดินหาทางกลับ เจอนักดนตรีเปิดหมวกเล่นอยู่ข้างถนน ฝีมือดีเลยทีเดียว

หาทางมุดลงรถไฟใต้ดินได้ กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ

จบวันนี้ด้วยวิว Tokyo Skytree ยามค่ำคืน ถ่ายจากดาดฟ้าที่พัก

โตเกียวเที่ยวเอง #4 : Tokyo Tower / Mori Art Museum

เที่ยวโตเกียววันที่สี่ ช่วงเช้าวันนี้จะไปดู Tokyo Tower สัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับโตเกียวมาตั้งแต่ปี 1958

การเดินทางก็นั่งรถไฟใต้ดินมาโผล่ที่สถานี Daimon เงยหน้ามองหาหอคอยสูงๆ แล้วเดินตามถนนมาเลย

ระหว่างทางเจอร้าน Matsuya มีอาหารเซตมื้อเช้าราคาไม่แพง ก็แวะกินเอาแรงสักหน่อย

เดินตรงมาเรื่อยๆ ก่อนถึง TOkyo Tower จะเจอกับวัด Zojoji

อันนี้เป็นมุมบังคับ ถ่ายกันทุกคน

ในวัดก็ดูร่มรื่นดี มีแผ่นป้านเอมะขอพรเหมือนวัดอื่นๆ ที่ต่างออกไปคือมีตุ๊กตาหินตั้งเรียงรายอยู่เป็นแถว ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงอะไร

เดินเลยวัดมาก็จะเจอกับ Tokyo Tower ตั้งตระหง่านอยู่

ตอนที่ไปเป็นช่วงเช้าวันทำงาน ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ อาจจะไปเดินเห่อของใหม่กันอยู่แถว Tokyo Skytree หมดแล้วก็เป็นได้

ถ้าใครอยากขึ้นไปชมวิวก็สามารถซื้อตั๋วได้ที่ด้านล่าง แต่ตั้งใจว่าจะไปหาจุดชมวิวที่อื่น ก็เลยไม่ได้ขึ้นที่นี่

จาก Tokyo Tower ถ้าเดินอึดๆ หน่อย ก็สามารถเดินต่อไปถึง Roppongi ได้ไม่ไกลนัก

เดินชมวิวไปเรื่อย

จนมาถึง Roppongi Hills ซึ่งเป็นโซนที่มีการพัฒนาที่ดินครบวงจร มีหมู่ตึกทั้งอาคารสำนักงาน ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ภัตตาคาร โรงแรม ที่อยู่อาศัย ฯลฯ และมีจุดเด่นคือตึกสูง Mori Tower

ด้านล่างตึกมีแมงมุม Maman อยู่ตัวนึง

ด้านบนของตึกก็เป็นที่ตั้งของ Mori Art Museum

ตั๋วเข้าชมสามารถซื้อได้ทั้งแบบดูเฉพาะ museum หรือบวกค่าชมวิวที่ sky deck ซึ่งเป็นดาดฟ้าของตึกด้วย

ตอนที่ไปเป็นนิทรรศการเรื่อง All you need is Love

ข้างในมี Miku Cafe ด้วย

เมนูตาม theme ของ Miku

ดูงาน art เสร็จแล้วก็ออกไปดู Sky deck บ้าง

ชื่อหรูหราว่า Sky Deck แต่จริงๆ ก็คือดาดฟ้าตึก มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ มีทางเดินรอบๆ ให้เกาะรั้วมองดูวิวได้ วันที่ขึ้นไปอากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ท้องฟ้าเมฆเยอะ มองลงมาแล้วไม่สวย ว่ากันว่าถ้าวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สามารถมองเห็นไกลไปถึงภูเขาไฟฟูจิเลยทีเดียว

ก็ไม่ค่อยประทับใจกับ Sky deck สักเท่าไหร่ รู้สึกไม่ค่อยคุ้มเงิน ถ้าไปตอนเย็นๆ ค่ำๆ อาจจะเห็นวิวดีกว่านี้ แต่ถ้าไปช่วงเวลาอื่น คิดว่าดูแค่ museum อย่างเดียวก็พอ

ต่อตอนหน้าครับ