เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

หลังจากกลับจาก Mount Aso พอมีเวลาเดินเล่น หาข้าวเย็นกินในตัวเมือง Kumamoto สักพักนึงก่อนจะนั่งชินคันเซ็นกลับที่พักในฟุกุโอกะ

การเดินทางในเมือง Kumamoto ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สุดก็คือรถราง (Tram)

รถรางในเมืองนี่มี 2 สาย ค่ารถก็เที่ยวละ 150 เยน จ่ายที่กล่องข้างคนขับก่อนลง ผมนั่งไปลงสถานี Torichosuji เดินเที่ยวย่านร้านค้าแถวนั้น

มีถนนชื่อ Ginza Street ด้วย ไม่รู้เกี่ยวอะไรยังไงกับย่าน Ginza ที่โตเกียว

Sakae Dori อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับย่าน Sakae ที่นาโงย่า

ป้ายโฆษณา AKB48 ใหญ่ยักษ์หน้าร้านปาจิงโกะ

เจ้าหมีคุมะมงเป็นมาสค็อตที่จะพบเจอได้ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทาง ป้ายโฆษณา สินค้านานาชนิด ฯลฯ

อาหารขึ้นชื่อใน Kumamoto อันดับหนึ่งก็คือ Basashi หรือเนื้อม้าน่ะเอง แต่ว่ามื้อนี้ผมตัดสินใจเลือกกินข้าวหมูทอดญี่ปุ่นแทน

ร้านที่ตั้งใจมากินคือร้าน 「勝烈亭」 หรือ Katsuretsu Tei ตามรอยมาจากในเว็บ Tabelog เช่นเคย

ในร้านบรรยากาศสลัวๆ นิดนึง บนโต๊ะมาเครื่องปรุงรอพร้อม

อาหารจานเด็ดของที่นี่คือหมูทอดญี่ปุ่น (ทงคัตสึ) ที่ทำจากหมูดำ

เครื่องเคียง

ที่บดงา ดูดีมีชาติตระกูล

ช่วงที่รออาหารมาเสิร์ฟ ลุงคนที่นั่งกินอยู่ข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็มาคุยด้วย ภาษาอังกฤษบ้างภาษาญี่ปุ่นบ้าง มั่วๆ เอาก็พอจะคุยกันรู้เรื่อง ได้ความว่าเค้าแปลกใจที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากินร้านนี้ ถามว่าไปหาเจอมาได้ยังไง แล้วก็ตบท้ายด้วยว่าที่นี่อร่อยแน่นอน ไม่ผิดหวัง ซึ่งดูจากท่าทางการกินของลุงแกก็น่าเชื่อถืออยู่

ผมสั่งเซ็ตเมนูหมูทอดส่วนเนื้อสันนอก ตอนเสิร์ฟก็จะมาแบบนี้ มีข้าวให้อีกถ้วยนึง

การกินทงคัตสึที่นี่เปลี่ยนความคิดของผมเกี่ยวกับทงคัตสึไปเลย คือรสชาติที่กินเข้าไปมันต่างกับอาหารชื่อเรียกเดียวกันที่เคยกินที่เมืองไทยแบบคนละเรื่อง ของที่นี่แป้งบางกรอบ ทอดมาสุกสม่ำเสมอ เนื้อหมูนุ่มมาก กัดเข้าไปแต่ละคำไม่มีคำว่าเลี่ยน น้ำจิ้มกับงาบดก็เข้ากับรสชาติของหมูและข้าวมาก ไม่ผิดหวังกับเรตคะแนน 3.95/5 บน Tabelog จริงๆ

ค่าเสียหายมื้อนี้ 1,944 เยน ไม่ได้แพงไปกว่าร้านหรูๆ ในบ้านเราเท่าไหร่เลย

ออกจากร้านมาก็พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว อากาศเย็นสบาย ผมก็เลยเดินย่อยอาหาร ถ่ายรูปไปเรื่อย

ผ่านร้านขายโมเดลอันนึง เป็นร้านเล็กๆ มีโปสเตอร์กันดั้มหน้าร้าน ได้อารมณ์ร้านของพระเอกใน Gundam Build Fighters ภาคแรกมาก

เดินไปจนกระทั่งถึงริมแม่น้ำ แต่วิวสวยบวกกับอากาศดีมาก ก็เลยตัดสินใจเดินชิลๆ ต่อไปจนถึงสถานีรถไฟเลย (ประหยัดค่ารถรางไปได้ 150 เยน)

นั่งเจ้านี่กลับฟุกุโอกะ

ตอนนั่งชินคันเซ็นกลับ เพิ่งรู้ตัวว่า Eyecup ของกล้องหล่นหายไปไหนก็ไม่รู้ พอมาถึงสถานี Hakata เลยแวะไป Yodobashi Camera ใกล้ๆ ได้อะไหล่มาในราคา 540 เยน

ถ้าจะมืดแล้ว แต่ยังไม่อยากกลับเข้าที่พัก ผมเลยไปเดินถ่ายรูปเล่นแถว Tenjin ดู

แถว Tenjin ตอนกลางคืนมีนักดนตรีเปิดหมวกเล่นให้ดูกันเป็นเรื่องปกติ ส่วนใหญ่ก็จะมีซีดีทำเองมาวางขายด้วย

ร้าน Yatai ข้างทางก็ยังคึกคักเหมือนวันก่อน

แถว Tenjin จะมีถนนอยู่เส้นหนึ่งชื่อว่า Oyafuko-dori เท่าที่เดินดูส่วนใหญ่เป็นบาร์ ร้านเหล้า คาเฟ่ เป็นย่านแสงสีที่ดู soft หน่อย ถ้าเป็นย่าน Nakasu ที่อยู่แถวริมแม่น้ำจะเน้นเป็นพวก host club ซะเยอะ

บางร้านก็มีดนตรีสด

มีร้านฟาสต์ฟู้ด Hotto Motto ด้วย

สินค้าโปรโมทช่วงนี้คือ กะเพาไร้ซึ ราคา 590 เยน ดูหน้าตาต่างจากผัดกระเพราบ้านเราเล็กน้อย (ไม่ได้ลอง)

อันนี้อ่านจากป้ายดูเหมือนจะเป็น Relaxation Club อะไรสักอย่าง ท่าทางไม่น่าไว้ใจ

เดินจนสุดถนนไปแล้วเจอวัยรุ่นจับกลุ่มกันอยู่หน้าตึกที่ท่าทางเหมือนไลฟ์เฮ้าส์หรืออะไรสักอย่าง ลองเข้าไปถามดูคือ พวกนี้เพิ่งดูไลฟ์ของไอดอลวง Dempagumi.Inc เสร็จ น่าจะกำลังรอเจอเมมเบอร์ก่อนกลับ

มีดอกไม้ช่อใหญ่อลังการ

เดินแถวนั้นเสร็จ นั่งรถเมล์กลับที่พัก มาลงแถวสถานี Hakata ดูเหมือนสว่างไสว แต่จริงๆ แล้วร้านปิดหมดละ ห้างญี่ปุ่นปิดเร็วกว่าเมืองไทยอยู่

เตรียมตัวไป Nagasaki วันรุ่งขึ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

หลังจากเดินทางหลายต่อ เป็นเวลาร่วมหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงปากปล่องภูเขาไฟได้สักที แต่สภาพอากาศขมุกขมัว มีเมฆหมอกเยอะ ฝนตกปรอยๆ ตลอดเวลา มีลมพัดแรงเป็นช่วงๆ แบบนี้ก็ดูจะไม่เป็นใจให้เดินดูอะไรสักเท่าไหร่

เหล่าคุณลุงกรุ๊ปทัวร์เกาหลีที่ขึ้นกระเช้ามาเที่ยวเดียวกันดูจะเซ็งอยู่ไม่น้อย เพราะมองไปไม่เห็นอะไร ถ่ายรูปก็ไม่ติดวิวอะไร

มองย้อนกลับไปก็เจอหมอกเยอะจนมองไม่เห็นอาคารที่จอดกระเช้าซะแล้ว อากาศบนนี้ก็ค่อนข้างหนาว (บนนี้สูงราวๆ 1,592 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ผมที่ใส่แค่เสื้อยืด+กางเกงสี่ส่วน พอเจอลมพัดมาทีนึงก็สั่นอยู่เหมือนกัน

รอบปากปล่องภูเขาไฟจะมีทางเดินรอบๆ มีรั้วกั้น

ลองมองลงไปในปล่องก็ไม่เห็นอะไรเลย T-T

ในเมื่อมองไม่เห็นอะไร แต่ไม่อยากมาให้เสียเที่ยว ก็เลยเดินดูแถวนั้นให้ทั่วๆ สักพักนึงก่อนกลับลงไป

อันนี้เป็นที่หลบภัย กรณีภูเขาไฟเกิดปะทุขึ้นมา จังหวะแบบนี้ก็เข้าไปหลบฝนได้

ผมนั่งพักอยู่ในที่หลบภัยพักนึง เตรียมตัวจะกลับลงไปที่ตีนเขา แต่พอดีว่าเป็นจังหวะที่ฝนหยุดตกพอดี ลมพัดหอบเอาหมอกที่มีไปด้วย ทำให้ทัศนวิสัยดีขึ้นมาทันตา

พอเดินไปที่จุดชมวิวอีกครั้ง ก็ได้เห็นปล่องภูเขาไฟชัดกว่าทีแรกอยู่ ตามรูปคือเห็นควันพุ่งขึ้นมา มีน้ำสีฟ้าๆ เดือดอยู่ แต่ก็ชัดสุดได้แค่เท่าที่เห็นในรูป ก่อนที่ฝนจะเริ่มมาอีกระลอก

ขากลับตามแผนคือจะไม่นั่งกระเช้า แต่จะเดินลงไปที่ตีนเขาแทน ถามทางจากเจ้าหน้าที่แถวนั้นแล้วเค้าก็บอกให้เดินลงตามทางที่ขนานกับถนนไป จากที่หาข้อมูลก่อนมา เค้าก็บอกว่าคนส่วนใหญ่นิยมนั่งกระเช้าเฉพาะขาขึ้นมา แล้วเดินลงเอาเอง แต่ทางที่ผมเดินลงมานี่ไม่เจอใครเดินด้วยเลยสักคน

หมอกลงจัดจนน่ากลัวว่าจะเดินตกเขาเอาได้ นานๆ ทีจะมีรถขับผ่านไปสักคัน

แต่เส้นทางที่เดินลงมานี่ก็ถือว่าวิวสวยใช้ได้เลย ถ้าหมอกลงน้อยกว่านี้ และฝนไม่ตก จะสวยมาก

อีกด้านมีกระเช้าเลื่อนลงผ่านหน้าไปเห็นๆ

ใช้เวลาเดินจากปากปล่อง Nakadake Crater ลงมาที่สถานีรถกระเช้า ใช้เวลาราวๆ 30 นาที พอลงมาถึงก็เห็นรถบัสกำลังจะออกจากสถานีพอดี ถือว่าโชคดีมากๆ ไม่งั้นก็ต้องรออีกราวๆ ชม.นึงเลยกว่าจะมีเที่ยวถัดไป แต่ก็ทำให้อดถ่ายรูปบริเวณรอบๆ สถานี

กระโดดขึ้นรถบัส นั่งมาประมาณ 5 นาที ค่าตั๋ว 170 เยน จ่ายที่คนขับตอนลงจากรถ ก็จะถึง Kusasenri แล้ว

ตรง Kusasenri นี่ก็จะมีที่จอดพักรถ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ห้องน้ำ แล้วก็พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟ

ฝั่งตรงข้ามเป็นทุ่งหญ้ากว้าง วิวสวย

Aso Volcano Museum ที่เดินไปดูด้านหน้าแล้วเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไร กลัวเข้าไปแล้วเจอแต่ภาษาญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู ประหยัดตังค์

ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี ทีแรกตั้งใจว่าจะซื้อข้าวกล่องจากสถานี Kumamoto เอาติดมากินไปด้วย ชมวิวทุ่งหญ้าไปด้วย แต่ว่าซื้อไม่ทันก็เลยต้องลงเอยกับร้านแถวนี้แทน ก็ได้เป็นราเมงรสชาติธรรมดามาชามนึง กับอาซาฮีอีกกระป๋อง

ระหว่างที่กำลังกินราเมง ฝนก็หยุดตก เมฆหมอกพ้นไป อากาศดีขึ้นมาซะเฉยๆ ไม่ทันตั้งตัว กินเสร็จแล้วลงมาเดินเล่นที่ทุ่งหญ้าได้เลย

มีบึงน้ำข้างหน้า แบ็คกราวด์เป็นแนวเขา วิวดีมาก

มองกลับไปทางปากปล่องภูเขาไฟก็เห็นควันพุ่งออกมาชัดเจน ฟ้าก็ใสเสียจนอยากกลับขึ้นไปดูอีกรอบ แต่พอดูจากตารางรถบัสแล้วจะใช้เวลาเยอะเกินไป จะกลับไปสถานี Aso ไม่ทันรถไฟขากลับเที่ยวที่จองไว้

เดินกลับไปรอรถบัสที่ป้ายเดิม นั่งลงเขากลับทางเดิม ใช้เวลา 25 นาที ค่ารถ 570 เยน วิวสองข้างทางดูดีกว่าขาขึ้นมามาก

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Aso

มองย้อนกลับไปดูอีกรอบ เห็นวิวแล้วก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่อยู่แถวนี้ ใกล้ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดี เค้าอยู่กันด้วยความรู้สึกแบบไหน

ย้อนกลับมาถ่ายจุดขายตั๋วรถบัส เดินออกมาจากสถานีเลี้ยวขวาก็จะเจอเลย ตอนขามาไม่ได้ถ่ายไว้เพราะรีบ

ด้านในสถานี Aso จะมีจุดขายตั๋วกับ Tourist Information Center สังเกตว่าประตูเข้าออกชานชาลาไม่มีแบบอัตโนมัติ เวลาจะเดินผ่านต้องยื่นตั๋วให้นายตรวจดู

ผมมีเวลาเหลือก่อนที่รถไฟจะมา ก็เดินไปดูร้านขายของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ มีสินค้าจำพวกอาหารสด อาหารแปรรูป แล้วก็ของที่ระลึกขาย

คุมะมงทั้งแผ่นดิน

Aso เป็นเมืองอยู่ในจังหวัด Kumamoto ที่มีชื่อเสียงเรื่องเนื้อม้า ก็เลยได้เนื้อม้าแปรรูปติดมือกลับมาสองห่อ คิดว่าอุดหนุนเกษตรกรในท้องถิ่น ปรากฎว่าตอนหลังไปเจอที่สถานี Kumamoto ก็มีขายเหมือนกัน แถมขายถูกกว่าด้วย

ใกล้ได้เวลารถขบวนที่จองไว้จะมาถึงแล้ว ก็เข้าไปรอในชานชาลาได้ ซึ่งขบวนที่จองไว้นี้เป็นรถไฟท่องเที่ยว “Aso Boy!”

ความพิเศษของรถขบวนนี้คือเป็นรถที่ออกแบบมาให้ได้ความรู้สึกสนุกสนาน เหมาะกับเด็กๆ มีมาสค็อตเป็นหมาดำชื่อว่าเจ้า Kuro มีบ้านหลังเล็กอยู่ในชานชาลาเลย

ในบ้านก็มีรูปเจ้า Kuro นิดหน่อย ออกแบบได้น่ารักดี

รถไฟมาแล้ว หน้าตาเป็นสีขาวดำ ด้านหน้าขบวนเป็นกระจกบานใหญ่ เปิดให้เห็นวิวได้ชัดๆ

รถ Aso Boy นี่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ถึงจะมี JR Pass แต่ถ้าไม่ได้จองก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้น ถ้าใครมาเที่ยวก็รีบจองล่วงหน้าหลายๆ วันหน่อยก็ดี

ขบวนนี้เด็กๆ เพียบ

ที่นั่งมาตรฐานจะเป็นเบาะแดงๆ แบบในรูป

ตู้ที่อยู่หัวขบวนวิวดีสุด ไม่รู้ว่าต้องจองล่วงหน้านานแค่ไหน

ในขบวน Aso Boy นี่ก็จะมีตู้สำหรับเด็กอยู่ มีของเล่นให้เล่น มีพนักงานคอยดูแล มีมุมอ่านหนังสือสำหรับเด็ก มีที่นั่งที่ออกแบบมาน่ารักๆ ให้ผู้ใหญ่นั่งกับเด็กได้

มี Kuro Cafe ขายของกินเล็กๆ น้อยๆ และเครื่องดื่ม

สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับการตลาดของคุมะมง ได้ไซเดอร์มาขวดนึง

จริงๆ แล้ว Aso Boy มันก็เป็นรถไฟที่น่ารักดี มีมุมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเยอะแยะไปหมด แต่ตอนเดินไปตู้ที่มีเด็กเยอะๆ นี่น่าปวดหัวมาก ถ้าใครไม่ได้รักเด็กจริงๆ ก็ไม่น่าจะทนกับความวุ่นวายไหวนะ

ผ่านสถานีไหนก็ไม่รู้ เจอ A-Train รถไฟสายท่องเที่ยวชื่อดังอีกสายนึงจอดอยู่

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Kumamoto จนได้

รถไฟชินคันเซ็นจาก Kumamoto กลับไป Hakata ยังมีจนถึงดึก ถ้าไม่รีบกลับ ก็ยังมีเวลาสำรวจตัวเมือง Kumamoto ได้อีกหลายชั่วโมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

หลังจากที่เตร็ดเตร่อยู่แต่ในตัวเมือง Fukuoka มาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็จะได้ออกไปเที่ยวจังหวัดอื่นบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เอาคูปองไปแลกตั๋ว JR Pass มาให้เรียบร้อย ตอนที่แลกก็บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าจะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันไหน เค้าจะพิมพ์ตั๋วที่ระบุชื่อของเรา, เลขพาสปอร์ต, วันที่ใช้งานได้ ออกมาเสียบไว้กับบัตร JR Pass ให้

เวลาใช้ JR Pass จะใช้กับประตูอัตโนมัติไม่ได้ ก็ให้เดินเข้าทางประตูข้างๆ จะมีพนักงานยืนตรวจอยู่ พอยื่น JR Pass ให้เค้าก็จะเปิดประตูให้เอง

โปรแกรมวันนี้จะมุ่งหน้าสู่ภูเขา Aso ใจกลางเกาะคิวชู เพื่อไปดูปากปล่องภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท ซึ่งการเดินทางออกจะลำบากหน่อย และเรื่องเวลาต้องเป๊ะพอสมควร

(รูปประกอบจาก japan-guide.com)

  • สเต็ปแรกคือนั่งชินคันเซ็น (ในแผนที่จะเป็นเส้นสีแดง) จาก Hakata ไปลงที่สถานี Kumamoto ในจังหวัด Kumamoto ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
  • ต่อรถไฟ JR limited express (เส้นสีส้ม) ไปลงที่สถานี Aso ใช้เวลาประมาณ 70 นาที
  • ต่อรถบัสไปที่สถานีรถกระเช้าตรงตีนเขา Aso ประมาณ 35 นาที
  • ขึ้นกระเช้าไปยอดเขา ก็จะเจอกับปากปล่องภูเขาไฟ

ความลำบากคือรถไฟไปลงสถานี Aso มีไม่ถี่นัก ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วต้องรออีกนานเลยกว่าคันต่อไปจะมา รวมทั้งรถบัสก็มีไม่ถี่ด้วยเหมือนกัน ทางที่ดีคือ วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนมาว่าจะขึ้นรถเที่ยวกี่โมง มีเวลาเปลี่ยนรถกี่นาที ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วจะต้องเปลี่ยนไปเป็นอีกขบวน จะทำยังไง จดเป็น Plan A, B, C ไว้เลย

เริ่มต้นกันที่สถานี Hakata ถ้าออกแต่เช้าได้ก็จะดี เผื่อมีอะไรผิดพลาดจะได้แก้ไขทัน

ผมเผื่อเวลาแวะซื้อของกินจากสถานี Hakata ก่อนด้วย เป็น ekiben (ข้าวกล่องรถไฟ - ถึงหน้าตาจะดูไม่เป็นกล่องเท่าไหร่) กับกาแฟกระป๋อง

ที่นั่งของชินคันเซ็นออกแบบมาดี มีช่องให้เสียบกระป๋องเครื่องดื่ม

ตั๋วรถนี่ออกไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้ คันนี้เป็นขบวน “Sakura” ใช้เวลา 42 นาทีจะถึง Kumamoto

ข้าวกล่องซาบะเมฉิ เป็นซาบะดองโปะกับข้าว มีขิงกับโชยุแบบซองให้ อร่อยทีเดียว

ข้อมูลเรื่อง Ekiben 「駅弁」 หรือข้าวกล่องรถไฟ ผมอ่านจากการ์ตูนตะลอนชิมข้าวกล่องรถไฟ เล่ม 1 จะเป็นช่วงที่ทัวร์กินบนเกาะคิวชูพอดี หรือมั่วๆ ดูจากภาษาญี่ปุ่นในเว็บของ JR Kyushu ก็ได้ จะมีให้ดูแยกว่าจังหวัดไหนมีข้าวกล่องแบบไหนขายบ้าง (มีรูปประกอบ)

ถึงสถานี Kumamoto แล้ว เต็มไปด้วยหมีดำคุมะมง มาสค็อตประจำเมือง

ตามแผนคือผมมีเวลาเปลี่ยนรถราวๆ สิบนาที ระหว่างนั้นต้องไปตามหาข้าวกล่อง “อายุยะซันได” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้าวกล่องที่ได้รางวัลจากการประกวดข้าวกล่องของคิวชู ว่าจะเอาไปกินเป็นมื้อกลางวันบนเขา แต่ในสถานี Kumamoto ตอนนั้นกำลังปรับปรุง ทางเดินมันออกจะงงๆ หน่อยทำให้หาทางไปร้านที่มีข้าวกล่องขายเยอะๆ ไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องเลือกวิ่งไปขึ้นรถไฟ ไม่งั้นถ้าพลาดขบวนนี้แผนจะรวนไปหมด

ขึ้นรถไฟขบวน JR Limited Express สาย Hohi ใช้ JR Pass ได้ไม่มีปัญหา

ระหว่างทางมีแต่ทุ่งหญ้าเขียวๆ ฝนก็ยังตกปรอยๆ

เจอสะพาน เจอแม่น้ำบ้าง

จะกระทั่งมาถึงสถานี Aso ก็ต้องรีบไปต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ซึ่งท่ารถบัสก็จะอยู่ด้านนอกสถานีเลย

ระหว่างต่อคิว มีตารางรสบัสให้หยิบด้วย แนะนำว่าให้เก็บไว้ให้ดี ยังต้องใช้อีกตอนขากลับ ในรูปจะเห็นว่าระหว่างสถานี Aso (Asoeki) กับตีนเขา (Mt.Aso) จะมีสถานี Kusasenri ด้วย เป็นจุดที่มีที่พักนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ของกิน ซึ่งกะว่าจะแวะตอนขากลับลงมาจากภูเขา

ตั๋วเที่ยวเดียวราคา 650 เยน ซื้อจากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ มีพนักงานยืนช่วยเหลืออยู่หน้าตู้ ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ถูก ขอแค่เตรียมเหรียญให้พร้อม

รถบัสออกตรงเวลา วิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ภายนอกยังมีหมอกสลับกับฝนปรอยๆ มีวัวมีม้ากินหญ้าอยู่บ้างประปราย

ถนนขึ้นเขานี่จะมีจุดชมวิวอยู่เป็นระยะ ถ้าเช่ารถขับมาก็สามารถแวะจอดถ่ายรูปสวยๆ ได้

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขา มีสถานีกระเช้า ข้างในมีห้องน้ำ กับร้านขายของที่ระลึกเล็กน้อย ตั๋วนั่งกระเช้ามีทั้งแบบเที่ยวเดียว (750 เยน) และแบบไปกลับ (1,200 เยน) ผมเลือกซื้อแบบขึ้นไปเที่ยวเดียว เพราะอยากจะประหยัด (งกน่ะแหละ) และจากข้อมูลที่หามาเค้าบอกว่า ดูปล่องภูเขาไฟเสร็จแล้วมีทางเดินให้เดินลงมาได้

ที่เขียนว่า Asosan ก็คือ Mount Aso น่ะแหละ เป็นวิธีทับศัพท์สไตล์ญี่ปุ่น (แบบเดียวกับที่เราเขียน Thanon Sukhumvit แทนที่จะเป็น Sukhumvit Road)

ตั้งแต่ปี 1958 ก็ 56 ปีแล้ว

ถึงยอดเขาแล้ว แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก

บนยอดเขาจะมีป้ายสัญญาณไฟ เตือนระดับของมลพิษในบริเวณนั้น เพราะปากปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดีนั้นยังปล่อยกำมะถัน และสารเคมีอื่นๆ ออกมาตลอด

ปากปล่องภูเขาไฟอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่ทัศนวิสัยตอนนี้แย่มาก ทั้งเมฆหมอกและละอองฝน ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าที่เดินทางมาหลายชั่วโมงนี่จะเสียเวลาฟรีหรือเปล่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

จบจากคอนเสิร์ตของ Nogizaka46 แล้ว ผู้คนทยอยออกมาจากฮอลล์พร้อมกันหมด คนที่จะต่อรถเมล์ก็ยืนต่อคิวที่ป้ายรถเมล์กันเป็นระเบียบมาก เห็นแล้วอดเทียบกับคนรอรถเมล์บ้านเราแถวอนุสาวรีย์ฯ ไม่ได้ ส่วนคนที่จะกลับรถไฟใต้ดินก็ต้องเดินออกไปไกลสักนิด เพราะ Kokusai Center ที่จัดงานอยู่ค่อนข้างห่างจากสถานี

ผมแวะเอากล้องและสัมภาระอื่นที่เก็บไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี ก่อนจะหาอะไรกินอีกสักหน่อยก่อนกลับเข้าที่พัก

ร้านที่ไปชื่อว่าร้าน きはる (Kiharu) อยู่ไม่ไกลจากสถานี Tenjinminami เท่าไหร่ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของหลืบหนึ่ง ต้องเดินหาอยู่สักพักนึงถึงจะเจอ

ทางขึ้นหน้าร้านมีป้ายผ้าผืนใหญ่ กับป้ายไฟเล็กๆ ต้องตั้งใจหาจริงๆ ถึงจะเจอ

ตัวร้านอยู่ชั้นสอง มีห้องแยกสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม กับเคาท์เตอร์ขนาดนั่งได้ราวๆ 8 ที่นั่ง ตอนที่ไปถึงมีลูกค้าในห้องแยกอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง ตรงเคาท์เตอร์มีที่ว่างพอสมควร ผมเข้าไปนั่งข้างๆ ชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

ของมึนเมาเรียงเป็นแถว มีขวดที่เป็นชื่อร้านด้วย

กระป๋องลึกลับลายผีน้อยคิทาโร่ ที่ดูไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร

สำหรับร้านเล็กๆ ในภูมิภาคบ้านนอกอย่างคิวชูนี่ เป็นเรื่องปกติที่เมนูจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ลองถามหาดูก็ไม่เสียหาย ส่วนคำตอบก็เป็นดังคาดคือ ไม่มี ดังนั้นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับเครื่องดื่มก็คือสั่งเบียร์ หรือถ้าเป็นเบียร์สดก็บอกว่า นามะบีหรุ (生ビール) สำหรับอาหารก็มามั่วเอาจากเมนูภาษาญี่ปุ่น - พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ดูตัวอย่างจากใน tabelog ได้

อันนี้เป็น service ของร้าน เสิร์ฟมาให้เลย ไม่ต้องสั่ง

จากที่ทำการบ้านมาก่อน เมนูที่แนะนำคือซาชิมิ 泳ぎサバ (โอะโยะกิซาบะ - แปลว่า ซาบะว่ายน้ำ)

สั่งไปแล้วก็นั่งกินเบียร์รอ ไม่นานก็มาเสิร์ฟ ลองกินดูแล้ว เนื้อปลาสดเด้งมาก ให้สัมผัสที่ต่างกับซาบะที่เคยกินมาทั้งหมดเลย

ระหว่างที่กำลังละเลียดกินซาบะ + พยายามอ่านเมนูภาษาญี่ปุ่นด้วยความรู้จำกัดจำเขี่ย ลูกค้าคนที่นั่งข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็หันมาชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากผมแล้ว ที่เคาท์เตอร์มีแค่ชายหญิงสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายท่าทางดูเซอร์ๆ ผมหยิกมีเคราบางๆ ถ้าบอกว่าเป็นผู้กำกับหนังอินดี้หรือนักดนตรีวงร็อคสักวง ก็คงเชื่อได้ไม่ยาก ส่วนคนที่หันมาคุยกับผมเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราวๆ 30 ผมสั้น ดูเหมือนคนในแวดวงศิลปะมากกว่าสาว OL ในมือคีบบุหรี่มวนเล็ก

บทสนทนาเป็นไปตามมาตรฐานการคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาจากไหน มาคนเดียวเหรอ รู้จักร้านนี้ได้ยังไง ฯลฯ จะต่างกับการสนทนาปกติก็ตรงที่ว่า ฝ่ายนั้นคุยมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงฟังง่าย (รู้ทีหลังว่าเคยไปเรียนที่อเมริกามาก่อน) แต่ผมพยายามตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น ถ้ารู้คำศัพท์และแต่งรูปประโยคได้ ไม่งั้นก็ใช้ภาษาอังกฤษไป

“ไก่ที่คิวชูนี่สดอร่อยมากเลยนะ” เธอแนะนำข้อมูลที่ผมไม่รู้มาก่อน พร้อมกับชี้ไปที่อาหารในจานหน้าตาคล้ายไก่ย่างถ่านตามร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา แต่มีส่วนที่สุกแค่ผิวๆ เล็กน้อย ที่เหลือยังดิบอยู่ และยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า เมนูนี้มีเฉพาะในคิวชูที่ไก่คุณภาพดีและสดเท่านั้น หากินในภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นไม่ได้ พูดจบเธอก็ขยับจานมาทางผมและชวนให้ลองชิม

จากสามัญสำนึกที่เคยมีมาว่าเนื้อไก่ไม่อร่อยและไม่ค่อยมีรสชาติ (เท่าเนื้อชนิดอื่น) แต่ถ้าเป็นเรื่องกินก็ไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจ ผมลองคีบไก่มาชิ้นนึง จิ้มกับซอสที่มีให้ แล้วเอาใส่ปาก พบว่าเนื้อไก่มีเดียมแรร์นี่มันอร่อยผิดคาดเลยทีเดียว

“โออิชี่เดส” “อะริกะโตะโกะไซมัส” เป็นคนมีมารยาทก็ควรจะกล่าวขอบคุณ

ผมอยากจะสั่งอะไรอีกสักจาน แต่เมนูภาษาญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยคันจิแปลกๆ ดูจะเกินความสามารถในตอนนี้ ก็เลยลองขอคำแนะนำจากคุณสองคนนี้ดู ทั้งสองคนปรึกษากันเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมฟังไม่ออก แต่ดูท่าทางแล้วก็เข้าใจได้ว่า มันมีของอร่อยหลายเมนูและไม่รู้จะแนะนำอันไหนดี

สุดท้ายทางนั้นก็แนะนำ “ซาบะคร็อกเก็ต” มาให้

หน้าตาก็เป็นอย่างในรูป เป็นมันฝรั่งบด ผสมไข่ ผสมปลาซาบะ ทอดออกมาเป็นก้อน ตอนกินก็บีบมะนาวจิ้มซอสเอา ซึ่งคร็อกเก็ตเป็นเมนูบ้านๆ แบบญี่ปุ่นมาก ไม่ exotic และโด่งดังในระดับโลกอย่างพวกซูชิหรือราเมง ในร้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราก็พอมีบ้างแต่ไม่ได้เป็นเมนูเด่น

คร็อกเก็ตที่นี่มีส่วนผสมเป็นไข่สดของคิวชู และปลาซาบะที่เป็นของเชิดหน้าชูตาของร้าน ทอดออกมาสีสวยงาม กัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบภายนอก และความร้อนของไส้ที่อยู่ข้างใน รสชาติอร่อยผิดจากคร็อกเก็ตเมืองไทย

ที่จริงก็อยากจะสั่งเพิ่มอีก แต่ตอนนั้นก็ดึกแล้ว จำต้องร่ำลาและขอบคุณทั้งสองคนนั้นที่ให้ความช่วยเหลือ แล้วรีบกลับที่พักเพื่อวางแผนเวลาการเดินทางของวันรุ่งขึ้น เพราะโปรแกรมเที่ยววันถัดไปจะออกไปนอกจังหวัดฟุกุโอกะบ้างแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เหตุผลหนึ่งในการมาทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูกแล้วก็คือมาดูคอนเสิร์ตหน้าร้อน 真夏の全国ツアー ของวง Nogizaka46 ซึ่งทัวร์นี้ก็จัดในหลายเมืองทั้งโตเกียว, โอซาก้า, นาโกย่า, เซนได รวมทั้งที่ฟุกุโอกะนี้ด้วย

ที่ฟุกุโอกะนี้จัดแสดง 2 รอบคือตอนบ่ายกับค่ำ ผมได้ตั๋วรอบค่ำมา ตอนบ่ายก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ แต่นี่เป็นการดูคอนเสิร์ตครั้งแรกในญี่ปุ่น เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรจะไปดูสถานที่จัดงานก่อนว่าเป็นยังไง

ระหว่างทาง เจอสาวยาคูลท์ญี่ปุ่น

ถึงสถานที่จัดงานแล้ว Fukuoka Kokusai Center

เจอสาวๆ แต่งชุดจากซิงเกิ้ล Natsu no Free & Easy มากันเยอะเลย เข้าใจว่าเป็นชุดที่ใส่ออกไปเดินเล่นนอกบ้านได้และเหมาะกับช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นพอดี

ซุ้มเล่นเกม เข้าใจว่าสำหรับคนที่สมัครสมาชิกเท่านั้น

ของที่ระลึกพร้อมลายเซ็น ไม่รู้แจกด้วยวิธีไหน

ตอนที่ไปถึง คอนเสิร์ตรอบบ่ายกำลังแสดงอยู่ มีเสียงลอดออกมาข้างนอกอาคารเล็กน้อย ผมเดินผ่านไปทางซุ้มขายของที่ระลึกก็พบว่า เสื้อยืดที่ระลึกทัวร์ขายหมดแล้ว เหลือแต่ของอย่างอื่นที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ เลยไม่ได้ซื้อมา ก็จำไว้เป็นบทเรียนว่า ถ้าอยากซื้อของที่ระลึกควรมาต่อคิวแต่เนิ่นๆ

ก่อนจะมาคอนเสิร์ต ปรึกษากับมิตรสหายหลายท่าน เค้าก็แนะนำไว้ว่าให้พกกล้องส่องทางไกลไปด้วย จะได้เห็นชัดๆ ผมเลยไปเดินดูที่ Bic Camera แต่ว่ามีให้เลือกไม่กี่แบบ ก็เลยลองไปดู Yodobashi Camera บ้าง ปรากฏว่ามีให้เลือกเยอะเลย

ได้อันสีม่วงของ Kenko Ultraview มาในราคา 4,040 เยน หวังว่าจะมีโอกาสได้เอาไปใช้งานอื่นอีก

ซื้อของจำเป็นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หาอะไรกินรองท้อง ไปหิวตอนคอนเสิร์ตกำลังเล่นอยู่คงไม่สนุกเท่าไหร่ ก็เป็นร้านที่ดูมาจาก tabelog แล้ว ชื่อว่า 天ぷらのひらお (Tempura no Hirao) สาขาตึก Toho Building ชั้น 1

ร้านนี้มีเซตเมนูราคาไม่แพง ผมเลือกเซตสีเหลือง ราคา 720 เยน ก็เดินไปหยอดตู้หน้าร้าน

วิธีกินในร้านนี้จะแปลกๆ หน่อยคือ เค้าจะมีส่วนทอดเทมปุระอยู่ตรงกลาง แล้วมีเคาท์เตอร์ให้ลูกค้านั่งล้อมรอบ พอสุกแล้วก็จะตักเอามาให้ลูกค้าทีละอย่าง เช่น ทอดกุ้งเสร็จแล้วเค้าจะเดินเอากุ้งมาวางให้ในถาดของคนที่สั่งเซตที่มีกุ้งด้วยทีละคน

เซตที่สั่งไปก็มีทั้งกุ้ง เนื้อ ปลาหมึก ปลาเนื้อขาว ผัก อันไหนทอดเสร็จ เค้าก็เอามาให้ทีละอย่าง

เครื่องเคียงเป็นปลาหมึกอะไรสักอย่าง ตักได้ไม่อั้น เค็มนิดๆ อร่อยดี ตัดรสของทอดได้ดี

อย่างอื่นในชุดก็มีข้าว ซุป น้ำจิ้ม ตามปกติ น้ำดื่มมีให้เติม บริการตัวเอง

เทมปุระร้านนี้ทอดมาแป้งบางกำลังดี และการทอดเสร็จใหม่ๆ ทำให้คงความกรอบอร่อยเอาไว้ได้ กินกับข้าวร้อนๆ แล้วเวิร์คมาก

พอได้เวลาประตูเปิดก็มาต่อคิวเข้างาน ซึ่งในงานนี่ห้ามถ่ายรูปอยู่แล้ว พวกกล้องและสัมภาระอย่างอื่นก็ฝากเอาไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี สะดวกสบายสไตล์ญี่ปุ่น

ตั๋วพร้อม

ตรวจตั๋วเสร็จเข้าได้แล้วข้างในมีของกินขายนิดหน่อย (แน่นอนว่าคนเยอะ) แล้วก็มีตู้กดเครื่องดื่มเพียบ

ข้างในจะมีสแตนด์รูปเมมเบอร์ของวงขนาดตัวจริงใส่ชุดยูกาตะตั้งเรียงแถวกันอยู่ (สมกับเป็นหน้าร้อน) คนมุงถ่ายรูปกันเยอะมาก โดยเฉพาะเมมเบอร์ระดับท็อป

คาสุมินกับคุณพี่ไมจุง

คุณเรนะกับซายูริงโกะ

พอเข้าไปใน hall เค้าก็จะไม่ให้ใช้มือถือแล้ว (ขนาดนั่งเล่น twitter อยู่ยังมีสต๊าฟมาบอกให้ช่วยปิดมือถือเลย) ก็เลยไม่มีรูปมาแปะ แต่ระหว่างรอก็นั่งคุยกับลุงคีจังโอตะที่นั่งข้างๆ ไปพลาง (ญี่ปุ่นปนอังกฤษ มั่วๆ ไป) ปรากฏว่าตั๋วที่ซื้อมา (จาก Yahoo Auction) เป็นของลุงแกเองน่ะแหละ เห็นว่าจบคอนเสิร์ตรอบนี้แล้วจะไปดูรอบที่เซ็นไดกับโตเกียวอีกด้วย สมกับเป็นแฟนตัวจริง

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีมากๆ ที่ได้ดูเต็มๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องกล้องถ่ายรูปหรือสมาร์ทโฟน ทำให้โฟกัสกับคอนเสิร์ตได้เต็มๆ (ถึงจะฟังภาษาญี่ปุ่นออกบ้างไม่ออกบ้างก็เถอะ) และก็เป็นครั้งแรกที่ได้ไปโบกแท่งไฟในคอนเสิร์ตไอดอล เห็นวัฒนธรรมการเชียร์ของแฟนๆ แล้วรู้สึกเข้าถึงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ประสบการณ์แบบนี้ดูจากใน DVD หรือรายการทีวี ก็ไม่เข้าใจเหมือนไปสัมผัสจริงๆ

ทัวร์หน้าร้อนครั้งนี้จะไปจบที่สนามเมจิจิงกุสเตเดี้ยมในโตเกียว ซึ่งมาอ่านข่าวทีหลังแล้วพบว่ารอบสุดท้ายบรรยากาศอลัง จัดเต็มกว่าเวทีอื่น ก็แอบเสียใจนิดๆ (อ่านรีพอร์ทได้จาก blog คุณแมวหลับ46)

คนที่ยังลังเลใจก็ต้องบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าไอดอลที่เราชื่นชอบจะอยู่ให้เราตามเชียร์ไปจนถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีโอกาสก็อย่าคิดมาก ไปโบกแท่งไฟกันเถอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

วันที่สองในฟุกุโอกะวางโปรแกรมไว้หลวมๆ เน้นเดินเที่ยวในโซน Hakata-Tenjin ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ออกไปไหนไกล

มื้อเช้าซื้อจากร้านมินิมาร์ท Sunkus เป็นซาลาเปาไส้คัสตาร์ด มีขายในช่วงโปรโมทหนังโดราเอมอน 3D ที่กำลังเข้าโรงในญี่ปุ่นอยู่ตอนนั้น

ถึงวันนี้จะไม่ได้ออกไปนอกเมือง แต่เมื่อผ่านสถานี Hakata ก็ถือโอกาสแลกตั๋ว JR Pass เสียหน่อย (แลกวันนี้เริ่มใช้พรุ่งนี้ได้) รวมทั้งจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสำหรับวันต่อไปด้วย เพราะว่ารถไฟ Limited Express บางสายต้องจองที่นั่งก่อนล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าไม่จองก็อาจจะไม่มีที่นั่ง โดยเฉพาะรถไฟสายท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง Aso Boy หรือ Yufuin no Mori ควรวางแผนล่วงหน้าแล้วรีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ เลยดีกว่า

เสร็จจากเรื่องตั๋วรถไฟแล้ว เป้าหมายเช้านี้คือไปห้าง Canal City แหล่งช้อปปิ้งยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง อยู่ห่างจากสถานี Hakata ไปไม่ไกลมากนัก ก็เลยเดินเอา ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ระหว่างทางเจอไซต์ก่อสร้าง ที่กำลังจะสร้างออฟฟิศของ LINE สาขาฟุกุโอกะด้วย

เดินผ่าน 7-11 เห็นมีโปรโมชั่นขายของ Evangelion หลอกกินตังค์สาวกกันมาสิบกว่าปีแล้ว

เดินมาไม่น่าก็จะเจอห้าง Canal City มีร้าน Uniqlo และ Zara ตั้งตระหง่านรอให้เข้าไปเสียเงิน

ด้านหน้ามีน้ำพุ + รูปปั้นกบ (?) หน้าตาประหลาด

ตัวห้าง Canal City เองจะตั้งอยู่บนสองฝั่งถนน ซึ่งถ้าเดินมาจากทางสถานี Hakata จะเจอด้านที่เป็น Uniqlo/Zara นี่ก่อน บรรยากาศจะดูคล้ายๆ community mall หรูๆ ในบ้านเรา

มีทางเชื่อมไปห้างอีกฝั่งหนึ่งของถนน มีป้ายโฆษณาหนังโดราเอมอน 3D ด้วย ซึ่งช่วงที่ไปนี่โปรโมทหนักมาก เรียกว่าโดราเอมอนทั้งแผ่นดินก็ได้ ไปทางไหนก็เจอ

ข้ามมา Canal City อีกฝั่งนึงจะเป็นห้างติดแอร์ปกติ เป็นอาคารหลายชั้น ที่พิเศษหน่อยคือตรงกลางจะมีคลองไหลผ่านด้วย

มีร้าน Starbucks ข้างในด้วย บรรยากาศดีทีเดียว

โซนริมคลองช่วงนี้มีลานกิจกรรมให้เด็กไปวิ่งเล่น แล้วจะมีคนฉีดน้ำใส่ดับร้อน (ช่วงเดือนสิงหาคมถือเป็นหน้าร้อนของญี่ปุ่น)

โซนริมคลองยังมีจัดแสดงบูธโดราเอมอนเพื่อโปรโมทหนัง มีจุดให้ไปถ่ายรูปกับตัวละครได้ (มาคนเดียว ไม่มีใครถ่ายให้ ;__;)

แมวอ้วนกับท่อสามอัน

ประตูไปไหนก็ได้

ในห้าง Canal City นอกจากร้านขายสินค้าแบรนด์เนมทั่วไป ก็ยังมีร้านขายสินค้าจากคาแรคเตอร์ต่างๆ เช่นร้านของ Studio Ghibli, Jump Shop หรือ Sanrio ซึ่งก็กะว่าถ้าจะช้อปค่อยมาเดินวันหลังก็ได้ ไม่อยากรีบซื้อของอะไรเยอะ เดี๋ยวจะเดินเที่ยวลำบาก

มื้อกลางวันผมตามลายแทงจากเว็บ tabelog เช่นเดิม โดยเลือกร้าน やま中 (Yamanaka) นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Watanabedori แล้วเดินต่ออีกหน่อย

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้ ทีแรกเดินเลยไปแล้ว ดูไม่ออกว่ามีร้านอยู่ข้างใน

เช็คในเว็บดูแล้ว คะแนนรีวิวใช้ได้ มีชุดอาหารกลางวันราคาไม่แพงนัก อยู่ในช่วงราคาที่พอจ่ายได้ ก็เลยต้องขอลองสักหน่อย (ใน tabelog ยังมีให้เลือกอีกหลายร้าน ถ้าใครที่ไปลองเลือกร้านที่ราคาเหมาะสมกับงบประมาณดูได้)

ขิงดองมาเป็นชิ้นเลย รู้สึกว่ากินแบบนี้อร่อยกว่าแบบซอยมาเป็นแผ่นบางๆ

ชุดอาหารกลางวันที่นี่เค้าจะค่อยๆ เสิร์ฟมาให้ที่ละอย่าง ชุดแรกเป็นซูชิ 4 คำ

กุ้งอะไรไม่รู้ ต้องบีบมะนาวก่อนกิน

ปลาหมึกหั่นมาสวยงาม แบบนี้จะได้ความรู้สึกหนึบๆ ตอนเคี้ยวดีมาก ต่างจากที่เคยกินแบบไม่หั่นเลย

จูโทโร่ ไขมันคุณภาพดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย

อันนี้จำไม่ได้ว่าปลาอะไร

หมดชุดแรกไปก็มีเมนูไข่ตามมา ข้างใต้มีข้าวซูชิด้วย

ไข่ตุ๋น หอมอร่อย เนื้อเนียนนุ่ม

น่าจะเป็นหัวกุ้งจากซูชิคำแรก เอามาทอด ถัดจากนั้นชุดต่อไปก็มีซูชิตามมาอีก 4 คำ

ไม่รู้อะไร แต่เนื้อแน่น เคี้ยวอร่อยดีมาก

ถ้าฟังไม่ผิดอันนี้ปลาคัตสึโอ

ปลาไหลเนื้อฟูนุ่ม ทาซอสมากำลังเหมาะ

ไข่ที่นี่ฟูกำลังดี ไม่มีแฉะ เนื้อเนียนนุ่ม

จานเล็กนี่เค้าบอกว่าเป็น service แถมให้

ถัดจากนิกิริซูชิ ก็ตบท้ายของคาวด้วยข้าวห่อสาหร่าย

จบชุดแล้วมีชาร้อนให้ล้างปาก

ปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว + เชอร์เบตอะไรสักอย่าง + ถั่วแดง

ถึงภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่นของผมจะใช้สื่อสารไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ แต่พนักงานที่ร้านก็บริการด้วยความยิ้มแย้ม พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า ชิ้นไหนคืออะไร กินแบบไหน ต้องจิ้มโชยุมั้ย ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจในการกินอาหารในร้านที่ญี่ปุ่น

รวมราคาแล้วมื้อนี้ 3,140 เยน ที่ราคาระดับเดียวกันในเมืองไทย ยังไงก็ไม่ได้แบบนี้

รีวิว Sony Xperia Z3

Sony Xperia Z3 เป็นมือถือรุ่นเรือธงของ Sony ในช่วงครึ่งหลังของปี 2014 เป็นตัวต่อจาก Xperia Z2 ที่ออกมาเมื่อต้นปี ตามรอบการออกมือถือของ Sony ที่ออกปีละ 2 ครั้ง ต่างจากยี่ห้ออื่นที่ออกกันปีละครั้ง

สเป็คคร่าวๆ ของ Xperia Z3 ตัวนี้คือ

  • ซีพียู Snapdragon 801 ความเร็ว 2.5 GHz (ปรับความเร็วขึ้นมาจาก 2.3 GHz ของ Xperia Z2)
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.2″ ความละเอียด FullHD 1920×1080
  • หน่วยความจำ 3 GB พื้นที่ความจุภายใน 16 GB ใส่ SD Card เพิ่มได้
  • กล้องหลังใช้เซ็นเซอร์ Exmor RS ความละเอียด 20.7 MP กล่องหน้าใช้เซ็นเซอร์ Exmor R ความละเอียด 2.2 MP
  • ความจุแบตเตอรี 3100 mAh ถอดเปลี่ยนไม่ได้
  • ใช้ Android เวอร์ชัน 4.4.4 KitKat รุ่นที่ปรับแต่งโดย Sony
  • กันน้ำกันฝุ่นที่มาตรฐาน IP68

นอกจากตัว Xperia Z3 แล้วทาง Sony ยังออกรุ่น Xperia Z3 Compact ที่เป็นรุ่นเล็กออกมาด้วย แต่สเป็คใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ลดหน่วยความจำเหลือ 2 GB, ขนาดหน้าจอเหลือ 4.6″ ความละเอียด 720p และขอบรอบเครื่องเปลี่ยนจากโลหะเป็นอะครีลิค

แกะกล่อง Xperia Z3

กล่องมาแนวเรียบๆ ไม่หวือหวา ชูจุดขายที่กล้อง 20.7 MP

ด้านหลังโชว์คุณสมบัติอื่น

ด้านในนอกจากโทรศัพท์แล้วก็มีคู่มือ, อะแดปเตอร์สำหรับชาร์จ, สาย micro USB, หูฟัง และสาย USB OTG สำหรับต่อกับแฟลชไดร์ฟได้ (ในรูปผมแกะกล่องออกไปแล้วรอบนึง พยายามยัดใส่กลับเข้าไปใหม่ แต่ดูไม่สวยเหมือนตอนเปิดกล่องครั้งแรก)

สาย USB OTG และหูฟังแถม

รูปลักษณ์ภายนอกของ Xperia Z3

ตัวเครื่องของ Xperia Z3 ยังคงยึดแนวทางการออกแบบแบบ Omni Balance ของ Sony อยู่ แต่มีการปรับปรุงขึ้นมาจาก Z2 อยู่หลายจุด ที่ชัดเจนคือจากขอบโลหะเหลี่ยมใน Xperia Z2 ถูกลบให้เป็นขอบมน ทำให้การหยิบจับให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ตัวเครื่องมีให้เลือก 4 สีคือ ขาว, ดำ, Copper (สีออกทองแดง/น้ำตาล), และสี Silver Green ที่ซื้อมา

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง

ด้านล่างเกลี้ยงเกลา ไม่มีอะไร

ด้านซ้ายมาช่องเสียบ micro USB, ขั้วสำหรับวางบนแท่นชาร์จแม่เหล็ก และรูสำหรับคล้องสายตามลำดับ

ด้านขวามีปุ่มถ่ายรูป, ที่ปรับเสียง, ปุ่ม power, ช่องใส่ซิมและ micro SD เรียงจากด้านล่างของตัวเครื่องตามลำดับ

แกะฝาออกมามีช่องเสียบซิม (ใน Z3 เปลี่ยนจาก micro sim มาใช้ nano sim แทน) กับ micro SD

ด้านหลังมีกล้อง 20.7 MP และ NFC

ด้านหน้าออกแบบเรียบๆ มีกล้องหน้าอยู่ข้างโลโก้ Sony มีลำโพงคู่บนล่าง ขนาดตัวเครื่องเกือบๆ จะเท่ากับ Z2 เป๊ะๆ แต่สำหรับ Xperia Z3 นี่จับถนัดและสบายมือมากกว่า

จอ IPS ความละเอียด FullHD แสดงสีสันได้สวยงามระดับเรือธง ออกแดดได้ไม่มีปัญหา

เทียบขนาดกับ iPhone 5 จะเห็นว่าจอ 5.2″ ของ Xperia Z3 ใหญ่กว่า เต็มตากว่าจอ 4″ ของ iPhone 5 เยอะ ส่วนถ้าเป็น Xperia Z3 Compact ถึงจะมีพื้นที่แสดงผล 4.6″ แต่ขนาดตัวเครื่องจะใหญ่กว่า iPhone 5 แค่นิดเดียว เพราะว่ามีขอบจอที่แคบกว่า

เทียบความหนา Z3 จะบางกว่า iPhone 5 เล็กน้อย

แท่นชาร์จ Magnetic Dock

ร้านที่ไปซื้อมามีโปรโมชั่นแถมแท่นชาร์จแบบแม่เหล็กมาให้ด้วย

หน้ากล่องบอกว่าใช้ได้กับ Xperia Z3 และ Xperia Z3 Compact ข้างในนอกจากแท่นชาร์จแล้วจะมีที่วางโทรศัพท์มาให้ 4 ขนาด สำหรับโทรศัพท์ทั้งสองรุ่นแบบใส่เคสกับไม่ใส่เคส

ด้านล่างเป็นยางฝืดๆ ด้านหลังเป็นช่องเสียบ micro USB

สามารถเอามาตั้งเพื่อดูวิดีโอก็กำลังเหมาะ

ซอฟต์แวร์ของ Xperia Z3

ระบบปฏิบัติการที่ให้มาเป็น Android 4.4.4 รุ่นปรับแต่งโดย Sony เพิ่มช่องทางเข้าถึงเนื้อหาที่ขายโดย Sony ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่

รุ่นของซอฟต์แวร์ตามนี้

มีร้าน Sony Select มาให้ สามารถเข้าไปโหลดเกม, app หรือ theme ได้

มี app What’s new สำหรับแนะนำเนื้อหาจากร้านของ sony ให้

มีโหมด STAMINA มาให้สำหรับใช้ตอนที่ต้องการประหยัดแบต หรือโหมด Ultra STAMINA ที่ประหยัดมากกว่าโดยเหลือไว้แค่ฟังก์ชันสำหรับใช้โทรศัพท์

ในหน้าจอ multitask จะมีทางลัดสำหรับใช้ mini app คือจะเป็น app ที่มีฟังก์ชันพื้นฐาน แสดงผลลอยอยู่บน app อื่นอีกทีนึง ในรูปจะมีเว็บเบราเซอร์, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องคิดเลข, ตัวจับหน้าจอเฉพาะส่วน

ตอนที่ทำงานก็จะลอยอยู่แบบในรูป

มีซอฟต์แวร์ Smart Connect มาให้สำหรับตั้งการทำงานตามเหตุการณ์หรือเวลาที่เรากำหนดได้ เช่น ให้เปิดโปรแกรมฟังเพลงเมื่อเสียบหูฟัง, ให้เข้าโหมดสั่นเมื่ออยู่ในวัน-เวลาทำงาน

นอกจากการปลดล็อคหน้าจอแบบปกติของ Android ทั่วไปแล้วยังตั้งให้ปลดล็อคด้วยอุปกรณ์ bluetooth ได้ด้วย เข้าใจว่าใช้ได้กับอุปกรณ์ในตระกูล SmartWear ของ Sony เท่านั้น ทดลองใช้งานกับ Fitbit Force ก็ใช้ปลดล็อคได้ ทำให้การใช้งานมือเดียวง่ายขึ้นมาเยอะ (ปลดล็อคหน้าจอมือถือจอใหญ่ด้วยมือเดียวนี่ลำบากมาก กลัวเครื่องหลุดมือจริงๆ)

มีฟีเจอร์ Smart call handling สำหรับช่วยรับสายให้เลยเมื่อยกมือถือขึ้นมาแนบหูเวลามีสายเข้า หรือปิดเสียงเรียกเข้าโดยพลิกเครื่องคว่ำไว้ก็ได้ สามารถเปิดปิดได้จากใน settings

สามารถปรับแต่งเสียงโดยใช้โหมด ClearAudio+ ได้ ใช้แล้วเสียงจะใสขึ้นมาชัดเจนเลย หรือถ้าใช้หูฟังของ Sony ก็จะสามารถปรับเสียงให้เหมาะสมกับหูฟังรุ่นที่รองรับได้ด้วย

มีบริการ my Xperia มาให้ เอาไว้ติดตามในกรณีเครื่องหาย แต่จะโหลด Android Device Manager ของกูเกิลมาใช้แทนก็ได้ แล้วแต่ความถนัด

มี Walkman app มาให้เป็น default สำหรับฟังเพลง หรือจะโหลดตัวอื่นมาใช้แทนก็ได้

การใช้งาน Xperia Z3 ในชีวิตประจำวัน

ด้วยความที่เป็นมือถือระดับเรือธง การใช้งานทั่วไปก็ลื่นไหลรวดเร็วอย่างที่คิด ไม่มีอาการกระตุกหรือหน่วงให้เห็น จอภาพแสดงผลได้สวยงามแม้กระทั่งใช้งานกลางแจ้ง ในฐานะคนที่ย้ายจากมือถือจอขนาด 4″ มาใช้จอ 5.2″ พบว่าเต็มตากว่ากันมาก ตัวหนังสือขนาดอ่านง่าย สบายตา

แต่จอที่ใหญ่ก็ต้องแลกมาด้วยการหยิบจับที่ลำบากขึ้นด้วย การออกแบบแบบ Omnibalance ของ Sony ดูสวยงามหรูหรา แต่การใช้งานมือเดียวยังค่อนข้างลำบากอยู่ แนะนำว่าถ้าใครจะซื้อควรไปลองหยิบจับดูว่าพอดีกับมือตัวเองหรือไม่

คีย์บอร์ดที่ Xperia Z3 ให้มาก็สามารถใช้พิมพ์ได้สะดวกดี ใช้จิ้มเอาทีละตัวหรือลากเป็นคำก็ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ อย่างไรก็ตามการพิมพ์โดยใช้มือเดียวถือเป็นเรื่องลำบากมาก

มีระบบเดาคำมาให้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ใช้งานได้ดีทีเดียว

สามารถเทรนให้คีย์บอร์ดฉลาดขึ้นโดยให้เรียนรู้จาก Gmail, Facebook, Twitter หรือ SMS ของเราก็ได้ รวมทั้งกำหนดคลังคำของเราเองได้ด้วย

สำหรับคนที่มี PlayStation 4 สามารถสตรีมเกมจาก PS4 ที่อยู่ใน network เดียวกันมาลงบนโทรศัพท์ได้ด้วย (ไม่ได้ทดสอบฟีเจอร์นี้ เพราะไม่มี PS4)

ส่วนของแบตเตอรี่ผมทดลองใช้ในหนึ่งวัน (ออกจากบ้านตอนเช้า กลับเข้าบ้านตอนค่ำ) มีรับสายโทรศัพท์นิดหน่อย เล่น social network, เปิด maps, ถ่ายรูปไปราวๆ 30 รูป และฟังเพลงอีกประมาณ 1 ชม. แบตเหลืออยู่ที่ 52% ถือว่าใกล้เคียงกับที่ Sony โฆษณาไว้ว่าชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้สองวัน (ถ้าเปิดโหมด STAMINA ก็จะอยู่ได้นานกว่านี้อีก)

ทดสอบกล้อง Xperia Z3

ตามสเป็คของ Xperia Z3 แล้วสามารถถ่ายภาพได้สูงสุด 20.7 MP แต่ในโหมดปกติจะถ่ายที่ 8 MP ถ้าอยากถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดต้องใช้โหมด Manual แล้วปรับความละเอียดเอาเอง

การถ่ายรูป default จะอยู่ที่โหมด Superior auto ซึ่งก็เหมือนโหมด Auto ทั่วไป กล้องจะคิดให้เองว่าเราอยู่ในสภาพแสงแบบไหน กำลังถ่ายวิวหรือถ่ายมาโคร แล้วปรับค่าที่เหมาะสมให้เอง ถ้าอยากปรับเองมากกว่านี้ต้องใช้โหมด Manual

นอกจากนี้ยังมีโหมดอื่นๆ ให้เลือกอีก เช่น ถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K, โหมด Timeshift สำหรับถ่ายภาพสโลว์โมชั่นที่ 120 fps, โหมดเบลอหลัง, โหมดพาโนรามา ฯลฯ สามารถสลับตำแหน่งเอาโหมดที่ใช้บ่อยมาไว้ตำแหน่งที่ถนัดมือได้

ความสะดวกอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถกดปุ่มกล้องค้างไว้ขณะที่เครื่องปิดหน้าจอหรือล็อคอยู่ เพื่อเรียกให้กล้องขึ้นมาทำงานได้ทันที หรือจะสร้าง widget ของโหมดที่ต้องการไว้บนหน้า homescreen เป็นทางลัดไว้เรียกใช้งานก็ได้

UI กล้อง สามารถซูมเข้าออกโดยใช้ปุ่มปรับ volume up-down ได้ด้วย

ตัวอย่างภาพจากโหมด auto

ISO160, f/2, 1/32s

ISO1250, f/2, 1/16s

ISO50, f/2, 1/1000s

ISO160, f/2, 1/32s

ISO64, f/2, 1/32s

ทดสอบโหมดหน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายได้ง่ายๆ ด้วยการแตะเลือกวัตถุที่จะโฟกัส (ต้องอยู่ไม่ไกลเกินไป) แล้วกดชัตเตอร์ กล้องจะถ่ายภาพออกมาแล้วให้เราปรับระดับความเบลอได้เอง

โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (background defocus)

ถ้าถ่ายโหมด 20.7 MP จะได้ออกมาสัดส่วน 4:3

ถ่ายในสภาพแสงน้อย

รวมๆ แล้วกล้องมีลูกเล่นเยอะ แต่คุณภาพเท่าที่เห็นยังไม่มีอะไรโดดเด่นนัก

รูปเต็มๆ ดูได้จากอัลบั้มใน Google+ ครับ

สรุป

Xperia Z3 จัดเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของ Sony ที่สู้กับยี่ห้ออื่นได้ไม่น้อยหน้า สเป็คแรงในระดับท็อป จอสวย ตัวเครื่องสวยงามดูดี กล้องใช้งานได้หลากหลายแต่ยังไม่โดดเด่น ใช้ Android ที่ปรับแต่งมาดี มีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์เพิ่มเติมจาก Android มาตรฐาน เชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ของ Sony ได้ แต่ก็ต้องเจอกับคำถามที่มือถือ Android ระดับท็อปทุกตัวต้องเจอ คือที่ระดับราคา 23,990 บาทในตอนเปิดตัว เรายังจำเป็นต้องซื้อมือถือในราคาระดับนี้อยู่อีกหรือไม่ ในเมื่อมือถือที่ราคาถูกกว่านี้ ก็มีความสามารถเพียงพอกับการใช้งานปกติทั่วไปแล้ว ถ้าไม่ติดที่ขนาดหน้าจอที่เล็กลง Xperia Z3 Compact ที่เปิดตัวมาที่ราคา 19,990 บาท ดูจะเป็นทางเลือกคุ้มราคาและน่าสนใจกว่ามาก

ข้อดี

  • สเป็คแรงเหลือเฟือ จอสวย ละเอียด
  • ตัวเครื่องออกแบบสวยงาม ใช้วัสดุเกรดดี
  • แบตอึด อยู่ได้ข้ามวัน
  • กันน้ำ กันฝุ่น
  • ถ้ามีผลิตภัณฑ์อื่นของ Sony (เช่น SmartWear, PS4, หูฟัง) อยู่แล้วจะใช้ได้คุ้มขึ้น

ข้อเสีย

  • กล้องยังไม่โดดเด่นสมกับที่เป็นรุ่นเรือธง
  • ให้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ค่อยได้ใช้มาเยอะเกิน
  • ใช้มือเดียวลำบาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Daimyo / Fukuoka’s Yatai

จากแถว Hawks Town นั่งรถเมล์กลับมาแถว Daimyo พบว่าแถวนี้เป็นย่านฮิปๆ ของวัยรุ่น มีร้านขายของเก๋ๆ คาเฟ่น่านั่ง เดินได้เพลินๆ

ร้านกาแฟสัญชาติฟินแลนด์ Robert’s Coffee มีป้ายตัวการ์ตูนมูมินอยู่หน้าร้าน แต่เหมือนข้างในจะไม่มีมูมินนะ ถ้าอยากไปคาเฟ่ที่มีมูมิน ต้องไป Mumin Bakery & Cafe ในห้าง Canal City แทน

ไม่นานก็มาถึง AKB48 Cafe & Shop ซึ่งก็เหมือนกับ shop สาขาอื่นคือ แบ่งโซนขายของที่ระลึกกับโซนคาเฟ่ขายอาหารและเครื่องดื่ม

ป้ายหน้าร้านมีเมนูแนะนำโดยสมาชิก HKT48 บางอย่างดูน่ากิน บางอย่างก็ดูไม่น่าจะกินได้

เมนูที่ลองสั่งดูคราวนี้เป็น Horumon Don หรือข้าวหน้าเครื่องใน ออกมาหน้าตาตามในรูป มีข้าวข้างล่าง โปะด้วยไส้ น่าจะเอาไปตุ๋นหรือปรุงยังไงสักอย่าง

ได้การ์ดแถมมาด้วย รับรองว่าเมนูนี้แนะนำโดย นัตสึ (มัตสึโอกะ นัตสึมิ)

เมนูเครื่องดื่มก็แนะนำโดยเมมเบอร์เหมือนกัน ราคาก็ถือว่าแพงอยู่

ผมกะว่าจะไปหาอะไรกินต่อที่อื่นด้วยก็เลยเซฟท้องไว้ กินแค่ข้าวชามเดียวพอ (จริงๆ คือมันแพงด้วย) แล้วก็เดินถ่ายรูป ย่อยอาหารไปในตัว

ผ่านร้านราเมงเจ้าดังที่เพิ่งมาเปิดสาขาในบ้านเราด้วย

ย่านไดเมียวยามค่ำคืน

ร้านเท่ๆ แบบนี้มีเยอะเลย

เป้าหมายคือร้าน 小金ちゃん (Kokinchan) ที่เป็นร้านข้างทางอยู่ตรงแยกถนน Showadori เป็นร้านที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า やたい (Yatai) บางคนอาจจะเคยเห็นในการ์ตูนมาบ้าง ที่ฟุกุโอกะนี่จะมีขายกันหลายร้าน ส่วนใหญ่จะอยู่แถวริมแม่น้ำ Nakasu

ลูกค้าที่มานั่งกินที่ Yatai ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานออฟฟิศมากินหลังเลิกงาน หรือนักท่องเที่ยวก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน บรรยากาศเป็นกันเองดี ถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นก็เป็นโอกาสดีที่จะได้คุยกับคนท้องถิ่นด้วย

อาหารที่ขายจะคล้ายๆ กัน มีต่างกันไปบ้างในแต่ละร้าน ส่วนใหญ่จะมีราเมง เกี๊ยวซ่า ของผัดของทอด โอเด้ง เมนไทโกะ ฯลฯ เบียร์ยอดฮิตที่มีขายทุกร้านคือ Asahi กับ Kirin

ร้าน Yatai ปกติจะเริ่มตั้งร้านกันหลังหกโมงเย็น ส่วนตอนกลางวันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าซ่อนร้านไว้แถวไหน เพราะเดินผ่านแล้วไม่เจอเลย

บางร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ แต่ร้านส่วนใหญ่จะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น

ไส้หมูผัดเกลือ

อาหารปรุงสุกใหม่ กินแกล้มกับเบียร์เย็นๆ เวิร์คมาก

ทริปนี้พบว่าเวลาไปนั่งร้านอาหาร เครื่องดื่มที่สั่งง่ายสุดก็คือเบียร์นี่แหละ ออกเสียงง่ายสุด (ビール ออกเสียงว่า บีหรุ) สั่งแล้วคนฟังไม่ค่อยสับสน (ทริปนี้ก็เลยกินไปซะเยอะ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Tenjin / Hawks Town

ตัวเมืองฟุกุโอกะเองมีขนาดไม่ใหญ่นัก การเดินทางภายในเมืองจะมีรถไฟใต้ดิน 3 สายและรถบัสที่ครอบคลุมอยู่ใน Tourist Pass แต่บางจังหวะถ้าระยะทางไม่เกิน 1 กิโล ผมมักจะเดินเอามากกว่า เพราะจะได้ทำความคุ้นเคยเส้นทางบนดิน เผื่อเจอจุดถ่ายรูปสวยๆ และออกกำลังกายไปในตัว

ถนนหนทางในเมืองส่วนใหญ่มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับ แต่ถ้าจำตัวคันจิของชื่อสถานที่สำคัญได้ก็จะช่วยได้เยอะ (เช่น เวลาดูป้ายด้านหน้าหรือด้านข้างรถบัส) ที่ผมจำเป็นหลักจะมีสองชื่อคือ 「博多」- Hakata (ฮากาตะ) และ「天神」- Tenjin (เทนจิน) ซึ่งเป็นชื่อของสองย่านหลักในเมือง ผมพักอยู่ใกล้ๆ สถานีฮากาตะ ดังนั้นเวลาจะกลับที่พักก็มองหารถบัสที่มีป้ายบอกว่าไป 博多駅 - Hakata Eki (สถานีฮากาตะ) ก็จะง่ายดี

นอกจากนี้ยังมีตัวคันจิบอกทิศที่ควรจำเพิ่มอีกเล็กน้อยเพราะเจอบ่อย ได้แก่ 北 - Kita (ทิศเหนือ), 南 - Minami (ทิศใต้), 東 - Higashi (ทิศตะวันออก), 西 - Nishi (ทิศตะวันตก) โดยเฉพาะพวกชื่อสถานีหรือชื่อป้ายรถเมล์ในญี่ปุ่น มักจะเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นด้วยภาษาอังกฤษ เช่น สถานี 天神南 แทนที่จะเขียนว่า South Tenjin ก็จะเขียนทับศัพท์เป็น Tenjinminami แทน ถ้ารู้ทิศไว้ก่อนก็ทำให้หลงทางยากหน่อย

ข้อมูลการท่องเที่ยวในเมืองทั่วไป ผมเปิดดูจาก Wikivoyage ก็มีค่อนข้างละเอียดดี

สำหรับการขึ้นลงบันไดเลื่อนที่นี่ยืนชิดซ้าย แบบเดียวกับแถวโตเกียว และเวลารอรถไฟใต้ดินควรยืนให้ตรงจุดด้วย

ป้ายโฆษณาเมนไทโกะ (Mentaiko) ของดีประจำจังหวัดฟุกุโอกะ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

ย่าน Tenjin จะได้อารมณ์คล้ายๆ แถวราชประสงค์บ้านเรา คือมีห้างสรรพสินค้าและ shop ของแบรนด์เนมให้เดินช้อปกันเพียบ ถ้าเดินบนดินแล้วยังไม่จุใจ ใต้ดินยังมี shopping arcade เชื่อมระหว่างสถานี Tenjin กับ Tenjinminami ให้เดินโดยไม่ต้องกลัวเปียกฝนอีก

เนื่องจากไม่ใช่ขาช้อป ผมเลยไปเดินที่ตึก ViVRE ที่ห่างจากถนนสายหลักไปบล็อคนึง เพื่อดูสินค้าพวก Anime, Manga แทน

เจอร้านขายรองเท้า ASBEE ที่ได้สาวๆ วง SKE48 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

มีตู้กดกาชาปองให้เลือกเป็นสิบตู้ มีจุกมือถือจากเรื่องปรสิตด้วย (แต่ไม่ได้กดมา)

มีเสื้อผ้าแปลกๆ ขาย สมกับเป็นญี่ปุ่น

บนชั้น 6 จะมีร้าน animate ที่เป็นร้านเครือที่ขายสินค้า anime, game, manga แต่ของก็ดูไม่หลากหลายมากนัก มีร้านขายรูปซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการ์ดสะสมมากกว่า รูปไอดอลมีไม่เยอะและส่วนใหญ่จะเป็นของวง HKT48

เดินมาทางตะวันตกของ Tenjin แถวๆ Shintencho จะเป็นย่านวัยรุ่นมากกว่าหน่อย มีเกมเซ็นเตอร์ ร้านอาหาร ร้านปาจิงโกะ ประมาณสยามสแควร์บ้านเรา

เดินๆ อยู่ก็บังเอิญเจอไอดอลกรุ๊ป ตอนแรกไม่รู้ว่าวงอะไรพอลองสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญแล้วถึงรู้ว่าเป็นวงไอดอลท้องถิ่นของฟุกุโอกะที่ชื่อว่า HR

เดินแถวนี้ได้อีกสักพักนึงก็เปลี่ยนไปนั่งรถบัส ไปย่าน Hawks Town ที่อยู่ทางเหนือของเมือง

Hawks Town Mall เป็นห้างสไตล์คล้ายๆ community mall บรรยากาศหงอยๆ หน่อย เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปเยอะเหมือนกัน

ติดกันกับ Hawks Town Mall ก็จะเห็น Yafuoku! Dome

Hawks Town Mall ยังเป็นที่ตั้งของ HKT48 Theater ด้วย ซึ่งออกจะแปลกกว่าวงอื่นๆ ในเครือสักหน่อยที่มี theater อยู่ใจกลางเมือง

ทีแรกคิดว่าจะมาแวะหาของว่างกินที่ AKB48 Cafe ปรากฏว่าเข้าใจผิด คิดว่าคาเฟ่มันอยู่ใกล้ๆ กับ theater เหมือนกับวงอื่นๆ แต่จริงๆ แล้วคาเฟ่ดันไปอยู่แถวย่าน Daimyo ซึ่งอยู่ติดกับย่าน Tenjin ที่เพิ่งนั่งรถออกมา

แต่ไหนๆ มาแล้วก็เดินเที่ยวแถวนี้ไปก่อน

Yafuoku Dome นี่เป็นสนามเหย้าของทีมเบสบอล Softbank Hawks ซึ่งวันนี้มีแข่งพอดี มีคนดูหนาตา มีพ่อแม่ลูกมากันเป็นครอบครัวเยอะเลย

รูปปั้นข้างสนาม

ผู้พันแซนเดอส์ก็เชียร์ Hawks กับเค้าด้วย

มีร้านขายของที่ระลึกทั้งของทีมเหย้าและเยือน ตึกไกลๆ ทางโน้นคือโรงแรม Hilton

เดินเลยโรงแรมไปหน่อยจะเจอชายหาด Momochi ก็เงียบๆ หน่อย มีคนมาวิ่ง มาตกปลาบ้าง ถ้าเดินเลยไปอีกจะเจอฟุกุโอกะทาวเวอร์ ตึกที่สูงที่สุดในฟุกุโอกะ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปฝนก็ดันตกลงมาก่อน ดูท่าแล้วคงลำบากเลยจำเป็นต้องหลบฝนอยู่แถวนี้

พอฝนหยุดตกแล้วฟ้าใสขึ้นมาเลย แต่หมดแรงจะเดินแถวนี้แล้ว ตัดสินใจย้อนกลับไปหาอะไรกินในเมืองดีกว่า