ReadCamp 29 Nov 2008 @ Bangkok Art and Culture Centre

I want my YouTube

by pittaya

จาก blog ของ bact’ มีคลิปบางคลิปที่ไม่สามารถดูได้ในบ้านเรา เวลาเปิดเข้าไปก็จะเจอตัวหนังสือในกรอบแดงๆ ว่า “this video is not available in your country” ดูเหมือนว่าประเทศอื่นบางประเทศก็เจอเรื่องแบบนี้เข้าเหมือนกัน เป็นฟีเจอร์ที่ YouTube (Google) ทำให้หน่วยงานของแต่ละประเทศเข้ามาเลือกบล็อกได้ตามใจ

แต่เอาเถอะ วิธีการแหกกฎมันก็ยังพอมีอยู่ สมมุติว่าเราอยากจะดูวิดีโอที่ชื่อว่า

http://youtube.com/watch?v=_yyKTE8TytA

ก็เปลี่ยน URL ของมันให้เป็น

http://youtube.com/v/_yyKTE8TytA

ก็จะดูได้ ถึงแม้ว่าขนาดมันจะเบี้ยวๆ และใหญ่ขึ้นมาสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าดูไม่ได้
(จาก blog Google Operating System via Lifehacker)

ถึง Google จะมี motto ว่า “Don’t be evil” แต่สุดท้ายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว ก็ต้องทำตัว evil อยู่ดี

Searching for Food

by pittaya

วันนี้ลองใช้ชื่อร้านอาหารที่ตัวเองเคยไปกินแล้วเขียนลง blog เอามาค้นเล่นๆ ใน google ดู ได้ผลน่าตกใจกว่าที่คิด

คีย์เวิร์ดที่ลองใช้ค้นหาดู พร้อมผลการค้นหา เป็นไปตามนี้

  • tsubakiya - ได้อันดับ 10
  • greyhound cafe - ได้อันดับ 6 (แพ้ @markpeak !)
  • heiroku sushi - ได้อันดับ 1 !
  • โคขุน โพนยางคำ - ได้อันดับ 6
  • scoozi pizza - ได้อันดับ 7
  • cheesy fried - ได้อันดับ 2 แต่อันดับ 1 ก็คืออัลบัมรูปของตัวเองที่อยู่ใน multiply น่ะแหละ
  • takumi - ได้อันดับ 8
  • pepper lunch - ได้อันดับ 3
  • silver palace - ไม่ติดอันดับ! แต่ดันไปค้นเจอหน้ารวมของ blog อยู่ที่อันดับประมาณ 50 กว่าๆ

ผลการค้นหาทั้งหมด เป็นผลที่ได้จากการค้นหาด้วย google ภาษาไทย เวลาประมาณ 5 ทุ่มของวันที่ 18 เมษายน 2008 ถ้าใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้มาค้นในวันอื่น อาจได้ผลการค้นหาที่ต่างออกไป

สำหรับแฟนๆ เว็บเบราว์เซอร์ Mozilla Firefox คงได้ยินข่าวคราวกันมาแล้วบ้างว่า Firefox เวอร์ชัน 3 กำลังจะออกในช่วงกลางปีนี้ ในบ้านเราก็ตื่นตัวกับเรื่องนี้และพยายามผลักดันให้ภาษาไทยได้เป็น supported language ทำให้ผู้ใช้บ้านเราไม่ต้องมาคอยโหลดตัวตัดคำ ตั้งค่าโน่นนี่เอาเอง แค่โหลดมาลงก็ใช้ได้ทันที!

ปัญหาที่ผู้ใช้ Firefox บ้านเราเจอกันและเป็นอุปสรรคใหญ่มากคือตัวของ Firefox มันตัดคำไทยไม่ได้ ทำให้เวลาเข้าเว็บหลายๆ แห่งแล้วหน้าตามันจะดูเละๆ (แต่บางเว็บมันก็หน้าตาเละๆ ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับ Firefox สักหน่อย) ปัญหานี้ค้างมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดก็ได้รับการแก้ไขให้ตัดคำไทยได้สวยงามทั้งบน Windows, GNU/Linux และ Mac ในเวอร์ชัน 3 นี่เอง

ปัญหารองลงมาอีกคือ ค่าปริยาย (default) ของ Firefox มันออกแบบมาไม่เหมาะกับผู้ใช้บ้านเรา เปิดเว็บแล้วตัวหนังสือเล็กไปบ้าง ใหญ่ไปบ้าง ไม่รู้จะไปแก้ค่าตรงไหน ซึ่งใน Firefox 3 มีวิธีการแก้ปัญหานี้แล้ว หลังจากนี้ไปถ้าโหลดเวอร์ชันภาษาไทยมาใช้ ก็จะตั้งค่าเริ่มต้นให้แล้ว ดูได้สวยงาม

สำหรับคนที่ต้องการทดสอบ Firefox 3 Thai Localized Build (ตัดคำได้สวยงาม หน้าตา เมนู เป็นภาษาไทย) ที่ทีมงานทำขึ้นมา สามารถดาวน์โหลดได้จากหน้าโครงการ

  • Firefox ตัวจริงจะออกตอนกลางปี ตัวปัจจุบันล่าสุดที่มีให้ใช้คือเวอร์ชัน beta5 สำหรับรุ่น Thai Localized Build ที่เอามาให้ดาวน์โหลดกันนี้สร้างจากโค้ดล่าสุดของทาง Mozilla เอง
  • ดาวน์โหลด Firefox 3 รุ่นภาษาไทย มีทั้งบน Mac OS X (Universal binary), GNU/Linux, และ Windows XP (สำหรับ Windows Vista จะตามมาในเร็ววัน)
  • ถ้าพบปัญหา แปลไม่ถูกใจ ใช้งานยาก ส่ง feedback กลับมาได้ที่ หน้ารวม issue ของโครงการ (ต้องมี account ของ Google)

บางคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไมต้องไปแปลหน้าตาของ Firefox ให้มันเป็นภาษาไทยด้วย ในเมื่อภาษาอังกฤษก็ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว” แต่จริงๆ แล้วยังมีผู้ใช้ในบ้านเราอีกจำนวนมากที่ประสบปัญหาในการใช้งานโปรแกรมที่มีหน้าตาเป็นภาษาอังกฤษ (เช่น กลุ่มเด็กนักเรียนหรือคุณลุงคุณป้า) อยากให้ลองช่วยกันใช้ ช่วยกันทดสอบ แล้วแจ้งปัญหากลับมาเพื่อเราจะได้มีโปรแกรมดีๆ ไว้ใช้กัน

ติดตามความคืบหน้าของการพัฒนา Firefox 3 รุ่นภาษาไทย ได้ที่ Google Code และ Google Groups

Google App Engine

by pittaya

Google App Engine เป็นหมัดเด็ดของ Google ที่ออกมาเพื่อต่อกรกับ Amazon Web Services ของ Amazon โดยเฉพาะ

ในขณะที่ AWS มีบริการให้ใช้คือ S3 (เก็บข้อมูล), EC2 (ประมวลผล) และ SimpleDB (ฐานข้อมูล) แต่ละบริการจะแยกออกจากกัน จะใช้ทั้งหมดหรือแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ แต่สำหรับบริการของ Google App Engine จะต่างออกไป โดย Google จะให้บริการแบบครบวงจรกว่า แยกใช้งานแบบเป็นบริการเดี่ยวๆ ไม่ได้

บริการของ Google App Engine จะมีลักษณะเป็นการให้บริการ infrastructure ที่ระดับ high-level มากกว่า โดยสามารถรัน application ที่เขียนด้วยภาษา python เท่านั้น (ภาษาอื่นจะตามมาในอนาคต) ทาง Google จะมี SDK มาให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมทดสอบในเครื่องตัวเองได้ก่อน แล้วนำมา deploy ลงในระบบของ Google App Engine ทีหลังได้ โดยระบบเก็บข้อมูลจะใช้ GFS และใช้ฐานข้อมูล BigTable

Google App Engine ในช่วงแรกจะเปิดแบบ beta ให้นักพัฒนา 10,000 คนแรก และจำกัดการใช้งานไว้ที่เนื้อที่ 500 MB และ bandwidth ไม่เกิน 10 GB ต่อวัน หลังจากนั้นเมื่อเปิดเต็มตัวแล้วจะมีโมเดลเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง (ยังไม่กำหนดราคา)

ในช่วงปี 2005 ตอนนั้น Google ไปจ้าง Guido Van Rossum คนสร้างภาษา python เข้ามาทำงานด้วย เป็นข่าวฮือฮาอยู่พักนึงว่า Google จะจ้างเอาไปทำอะไร แต่เจ้าตัวก็ติด NDA พูดอะไรมากไม่ได้ สุดท้ายเวลาผ่านไป 3 ปี ก็ได้ Google App Engine ออกมาให้ได้ลองใช้กัน

นอกจากนี้แล้ว Google App Engine ยังสนับสนุน Django ซึ่งเป็น web framework ยอดฮิตในภาษา python ด้วย ทำให้การสร้าง application สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (ตัวอย่างเว็บที่ใช้ django ก็เช่น Pownce, Revver)

เปรียบเทียบกันแล้ว Google App Engine ยังเป็นรอง Amazon Web Service อยู่พอสมควร เนื่องจากที่ว่ามันใช้ได้แค่ python ภาษาเดียวเท่านั้น ซึ่งจำนวนนักพัฒนา python (สำหรับเว็บ) เมื่อเทียบกับ PHP หรือ Ruby แล้วยังห่างกันเยอะมาก และในปัจจุบัน application จำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า AWS นั้นสามารถใช้งานได้ในระดับใหญ่จริง (เช่น Twitter, Pownce, Slideshare ฯลฯ)

นักพัฒนาที่มี application เก่าที่เป็นภาษาอื่น คงยากที่จะยอมย้ายมาลงบน platform ของ Google สู้ไปใช้งาน AWS เฉพาะในส่วนที่จำเป็นจะดีกว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาของ Google ต่อไปที่ต้องเร่งมือทำให้ Google App Engine รองรับภาษาอื่นมากขึ้น ถ้าให้เดา ภาษาถัดไปน่าจะเป็น Ruby (คนต่อไปที่จะโดนจ้างอาจเป็น MatZ หรือ David Heinemeier Hansson)

อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งข่าว

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

มีเพื่อนบอกมาทาง twitter ว่า Blognone ทำ Hidden text พอเข้าไปดูก็เจออย่างที่ว่าจริงๆ

สังเกตดูว่าตรง text ในกรอบสี่เหลี่ยม มีค่าสีเป็น rgb(250, 250, 250) นั่นคือพยายามทำให้มีสีเดียวกับสีของพื้นหลัง


สังเกตบริเวณที่ลูกศรชี้

ผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่อง SEO สงสัยว่าแบบนี้มันจะเข้าข่าย blackhat มั้ยเนี่ย

ปล. คาดว่าพอ blognone รู้เรื่องนี้ พรุ่งนี้คงรีบถอดหน้านี้ออกหนีคดีแน่นอน

ได้ข่าวเรื่อง twitter จากคุณ @Nattachai บอกมาว่าสามารถ tweet ผ่านทางมือถือได้แล้ว (เฉพาะระบบ DTAC เท่านั้น) ก็เลยยอมเป็นหนูทดลองเล่นดู

Tweet แรก
แต่สถานะยังแสดงเป็น “from web” อยู่ คุณ @Nattachai บอกว่าต้องไปติดต่อทางทีมงาน twitter ให้ authorize ซะก่อนถึงจะใช้ชื่ออื่นได้

สรุปวิธีการ tweet ผ่านทางมือถือ

  • ลงทะเบียน โดยส่งข้อความ “tr username password” ไปที่หมายเลข 4530123 (username กับ password ของ account twitter ที่ใช้อยู่ (password จะถูก encrypt ไว้ใน database))
  • ใช้ได้เลย ไม่ต้องรอข้อความตอบกลับ
  • เวลาจะ tweet ก็แค่ส่ง SMS ไปที่หมายเลขเดิม 4530123

ทดลองแล้วสามารถใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหา ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ tweet ละ 1 บาท
กำลังคิดอยู่ว่าถ้าใช้ Jitter ผ่านทาง GPRS จะถูกกว่าหรือเปล่า?

อ่า… มันหมายถึง คลิปจากงาน kapook ชวนคุย เมื่อวานนี้ กรณีของ xxx.kapook.com ดูได้ที่ duocore ตาม link ด้านล่างครับ

http://duocore.ch7.com/xxxkapookcom/

ถึงน้ำจะเยอะไปหน่อย แต่ก็ขอให้ดูโดยใช้วิจารณญาณตัดสินเอาครับ

อ้อ… พอดีผมกำลังหัดเรื่อง SEO copywriting อยู่ ไม่รู้ว่าคนที่เป็น expert คิดว่าหัวข้อ blog อันนี้ใช้ได้มั้ย กรุณาแนะนำคนไม่ค่อยมีความรู้ด้าน SEO อย่างผมด้วย

Talk with Kapook

by pittaya

อัพเดตข่าวเรื่องงาน kapook ชวนคุย เมื่อตอนบ่ายวันนี้ที่บ้านไร่กาแฟ เอกมัย

ทีแรกต้องกลับไปทำธุระที่ต่างจังหวัดในช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ แต่ว่าเนื่องจากเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้โดยตรง ถ้าไม่มางานนี้ก็ออกจะเป็นการเอาเปรียบกันไปหน่อย ก็เลยจำเป็นต้องมาแล้วเสร็จงานค่อยรีบไปขึ้นรถกลับต่างจังหวัดอีกที

สรุปงานวันนี้คือ kapook ออกมาชี้แจงกรณีของ xxx.kapook.com และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสซักถามทำความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีทีมงานจาก duocore.tv และ FukDuk.tv มาบันทึกเทปด้วย และจะออนแอร์ให้ได้ดูกันอีกที

เริ่มงานคุณปรเมศวร์ก็ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าขอรับผิดไว้เองคนเดียว ไม่ว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้าง xxx.kapook.com นี้เป็นพนักงานหรือเป็นเด็กฝึกงาน อย่าให้ต้องไปไล่ความเลยว่านักศึกษาชื่ออะไร สถาบันไหน คุณปรเมศวร์ขอรับผิดไว้เองแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนในประเด็นที่เป็นคำถาม ทางคุณปรเมศวร์และทีมงานก็ออกมาชี้แจงตามนี้

xxx.kapook.com เป็น subdomain ไม่จำเป็นต้องไปจด แค่เซตเอาก็ได้แล้ว แต่ทำไมถึงให้ข่าวกับทาง manager online ว่าเป็น domain ที่จดไว้แต่ไม่ได้เปิดให้ใช้บริการ
ทาง kapook ให้คำตอบว่า เป็นความผิดพลาดทางการสื่อสาร ซึ่งตัวของคุณปรเมศวร์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ไปว่าเป็นการเซต subdomain แต่ทาง manager online เอาไปลงว่าเป็นการจด domain

ถ้าหากว่า xxx.kapook.com ยังไม่ได้เปิดให้บริการ แล้วทำไมถึงมี hidden text ขนาด 1×1 pixel ในหน้าแรกของ kapook.com ได้
คุณปรเมศวร์ชี้แจงตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า xxx นี้หมายถึง x-file เป็นหน้าใหม่ ยังไม่ต้องโปรโมท แต่จะต้องทำ SEO ไว้ก่อน ดังนั้นทีมงานที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไปทำ hidden text ไว้ในหน้าแรก กะว่าคนเข้ามามองหาไม่เจอ แต่ bot ของ search engine วิ่งเข้าไปได้ โดยไม่รู้ว่าวิธีการนี้มันผิด แต่ก็มีการถอด hidden text อันนี้ออกหลังจากมีการทักท้วง

บอกว่าหน้า xxx.kapook.com ยังไม่โปรโมท แต่ทำไมถึงมี link ข้างใต้วิดีโอในหน้า play.kapook.com บอกว่า “ติดตามต่อได้ที่ xxx.kapook.com”
คำตอบที่ได้คือ หน้า play.kapook.com เป็น user generated content แล้วข้อความเชิญชวนเหล่านั้นเป็นทาง user ที่โพสต์เข้ามา และไม่รู้เหมือนกันว่า user ไปรู้จัก xxx.kapook.com ได้จากไหน

ประเด็นเรื่องของผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตสีขาวเพื่อเยาวชน แต่ทำไมจึงทำเว็บอย่าง xxx.kapook.com ออกมา
อันนี้คุณปรเมศวร์ให้ข้อมูลว่า โครงการนี้เป็นโครงการเมื่อ 6 ปีที่แล้ว มีระยะเวลา 1 ปี ตำแหน่งผู้จัดการโครงการก็จบไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว หลังจากนั้นทาง kapook มีหน้าที่อัพเดต content ในเว็บ thaicleannet.com เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ฟรี แค่ขอ backlink กลับไปหน้าเว็บของ kapook ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่าคุณปรเมศวร์จะทำแต่เว็บสีขาวอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่ เพราะยังไงคุณปรเมศวร์ทำเว็บเพื่อตอบสนองผู้ใช้ ต้องมีสีสันอื่นบ้างอยู่แล้ว แต่รับประกันว่าไม่มีสีดำแน่นอน

ยังมีคำถามในประเด็นของศีลธรรมอื่นอีก ซึ่งผมคงไม่ขอพูดถึง เพราะว่าคำว่าศีลธรรม เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล แต่ละคนมีมาตรฐานของศีลธรรมไม่เท่ากัน การอภิปรายปัญหาโดยอิงกับคำว่าศีลธรรม ยังไงก็ไม่มีทางหาข้อสรุปที่พอใจสำหรับทุกคนได้ ดังนั้นขอไม่พูดถึงนะครับ ให้ติดตามเอาจากคลิปทีหลังละกัน

ส่วนตัวแล้ว content ทั้งหลายในเว็บ kapook นั้น ผมไม่เห็นว่ามีเนื้อหาที่เป็น rate X อะไร ระดับความหวิวของเนื้อหาก็อยู่ในระดับเดียวกับหน้าหนังสือพิมพ์, นิตยสาร ที่วางแผงกันทั่วไป เชื่อว่าทาง kapook ก็มีทีมงานที่คอยตรวจสอบส่วนนี้อยู่แล้ว และคงไม่คิดจะหากินกับเนื้อหา rate X แน่นอน ที่ผมมีปัญหาด้วย คือการใช้คีย์เวิร์ด rate X กับเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังผลทาง SEO มากกว่า (blog คุณ ch_a_m_p เขียนไว้อ่านง่ายดี เหมาะสำหรับคนไม่ค่อยรู้เรื่อง SEO เท่าไหร่นัก)

ทีนี้ทางทีมงาน kapook มีติดใจเรื่องที่ว่า ผมมีความรู้ SEO แค่ไหน การที่ผมฟันธงไปแล้วว่าที่ kapook ทำไปนั้นเป็น blackhat SEO ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เอเจนซี่โฆษณาอาจจะเข้าใจผิด ถ้ายอดการขายโฆษณาของ kapook ลดลงใครจะเป็นคนที่รับผิดชอบ
ในฐานะที่ผมเป็น blogger คนหนึ่ง ผมก็ต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองด้วย สิ่งที่ผมนำเสนอก็เป็นข้อเท็จจริงที่ผมสังเกตได้ ปล่อยให้เป็นวิจารณญาณของคนที่เข้ามาอ่านได้ตัดสินใจเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ถ้าหากว่าเห็นว่าที่ผมเขียนไว้มัน bullshit โง่เรื่อง SEO แล้วยังจะมาเขียนใส่ร้ายชาวบ้าน ก็ด่าผมได้เต็มที่ แต่เรื่องยอดโฆษณาจะลดลงหรือเปล่า ก็อยู่ที่ผู้มาลงโฆษณาจะเชื่อถือ blogger โนเนมอย่างผม หรือว่าคำชี้แจงจาก kapook

น่าเสียดายที่ว่างานในวันนี้เวลาค่อนข้างจำกัด ทีแรกนึกว่าจะคุยกันไปได้เรื่อยๆ แต่เอาจริงๆ แล้วกลับเป็นว่าหมดเวลาแค่บ่ายสาม ยังมีหลายประเด็นที่ไม่ได้ถามให้ละเอียด (เป็นความห่วยของผมเองด้วยที่หาจังหวะถามไม่ได้) คนที่ไม่ได้ไปก็ลองดูจากคลิปเอาละกันครับว่ามีประเด็นไหนที่เคลียร์หรือไม่อย่างไร ผมอาจจะฟังความตกหล่นหรือเข้าใจผิดบ้าง ขอให้ยึดจากคลิปเป็นหลักครับ

ถ้าถามผมว่าพอใจกับงานนี้มั้ย ก็พอใจอยู่ในระดับหนึ่ง ได้รับข้อมูลจากทางฝ่าย kapook เองโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลางอย่าง manager online (ถึงแม้จะน้ำท่วมทุ่งไปหน่อย) แต่หลายๆ ประเด็นก็ยังมีตะหงิดๆ ติดใจอยู่ดี

ย้ำอีกหน่อยว่าผมเองไม่ได้มีความรู้สึกอิจฉาหรืออยากเด่นอยากดังอะไร blog ที่เขียนอยู่ทุกวันก็เป็นเรื่องกินบ้าง เที่ยวบ้าง มีคน subscribe feedburner 100 กว่าคนก็ดีใจแย่แล้ว แต่ที่เขียนเรื่องของ kapook นี้เพราะเป็นคนหนึ่งที่เบื่อหน่ายกับผลการค้นหาของ google ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยากรู้ และเชื่อว่าหากบ้านเรายังเน้นการทำ SEO ด้วยวิธีป่าเถื่อนแบบนี้กันอยู่ โดยเว็บใหญ่ทำซะเอง ผลร้ายก็ต้องมาตกอยู่ที่คนเล่นเว็บอย่างช่วยไม่ได้ อย่างไรก็ดี ทาง kapook ให้แนะนำว่า ถ้าเห็นหน้าไหนของ kapook ที่ใช้วิธีที่อาจจะไม่เหมาะสม ให้ช่วยส่ง feedback ไปที่ webmaster@kapook.com ได้ แล้วจะจัดการให้ครับ

ความเห็นเพิ่มเติมจากคนอื่นที่ได้ไปงานนี้ด้วยกัน อ่านได้ที่ blog คุณ mormmam ครับ

มีหลายคนถามเข้ามาว่ามีคนเข้า blog กี่คนแล้ว ก็เลยเอาสถิติจาก google analytics / feedburner มาให้ดูตามรูปข้างล่างนี่ครับ


กราฟแสดงจำนวนคนเข้า ตัดมาจากหน้า Google Analytics


สถิติคน subscribe feed จาก feedburner เพิ่มจากปกติวันละ 160-170 มาอยู่ที่ 194

จะเห็นว่าเมื่อวานวันเดียวก็มีคนเข้ามาถึง 2,287 visits (จากปกติคนเข้าวันละ 30-40 T-T) ซึ่งในช่วงแรก traffic ส่วนใหญ่จะมาจาก zickr กับ duocore แต่หลังจากนั้นพอข่าวมาลงที่ manager online ทำให้ traffic เข้ามาเยอะขึ้นไปอีก (พลังของ mass media) เรื่องของการกระจายข่าวสารในโลกดิจิตอลแบบนี้ ipats เขียนวิเคราะห์ไว้ละเอียดดี มีทั้งเรื่องของ blogging / twitter / social bookmark / Content mirroring แต่สุดท้ายแล้วการจะทำให้ข่าวสารได้รับความสนใจในวงกว้าง ก็ต้องพึ่งพาสื่อใหญ่อยู่ดี ซึ่งในกรณีนี้คือ manager online แต่ถ้าเทียบสัดส่วนคนใช้อินเทอร์เน็ตในบ้านเราน้อยขนาดนี้ ก็ยังยากที่จะผลักดันเรื่องอะไรให้เป็นประเด็นสาธารณะได้

ความเห็นจากคนในแวดวงอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีหลากหลายกันออกไป ผมขอยกมาให้ดูบางส่วน อันนี้เป็นความเห็นจากคุณ pook ประธานชมรม Search Engine Marketing ที่มาตอบไว้

ประเด็นนี้คงต้องขอบคุณเพื่อนๆ และทุกท่านที่มีส่วนร่วม
ฉุด ดัน ส่งประเด็นนี้ให้เข้ามาเป็นประเด็นท๊อปฮิตในขณะนี้
ทางเว็บไซต์เองคงกำลังประเมินผู้ใช้งานต่ำไปหน่อย ก็เลย
ยังมีเทคนิคแปลกๆ พวกนี้ให้ได้เห็นกันอยู่

ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้วนั้นจากที่ได้มีโอกาสเปิดเข้าไปอ่าน
พบว่าน่าจะเกิดจากความตั้งใจในหลายๆ ส่วนด้วยกัน เช่น

- sub domain การตั้ง sub ขึ้นมาสักชื่อนึง มีโอกาสเป็นไปได้กี่ %
ที่นักศึกษาฝึกงานนั้นจะสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ อย่างน้อยน่าจะมี network
+ content + programming + design ที่ต้องถูกนำมาใช้งานในเรื่องนี้

- sub domain ที่ตั้งขึ้นมา หากต้องการนำเสนอเรื่อง x-files
จริงแล้วนั้นทำไมมันถึงได้เพี้ยนเยอะแยะมากมายจนกลายเป็น xxx
ไปได้ไม่เข้าใจเหมือนกัน

- page detail จะเห็นว่ามีการวางคำซ้ำ (Density) บวกกับการตัด เว้นคำ
อย่างถูกต้อง และมีการแบ่งคำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง หวังผลจาก keyword
เหล่านั้นในลักษณะกึ่งยิงกึ่งผ่าน มีคนค้นหาเข้ามาก็ยิงเลย แต่ถ้ามีข่าวร้องเรียน
ก็ส่งผ่านๆ ไป จะได้ฝึกงานต่อ

- html source code จากที่ได้ตรวจสอบพบว่ามีการจัดวางอย่างดี
เข้าใจว่าเป็นการหวังผลในเรื่องอันดับสูงมาก (มากกว่ากึ่งยิง กึ่งผ่านเมื่อสักครู่)

- site map การเพิ่มปริมาณจำนวนเนื้อหาขยะลงบน search engine
เป็นไปตามหลักของการค้นหา บวกกับข้อความเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์
ที่ล่อแหลม ปลุกใจเสือเด็ก เสือแก่ กันอย่างถึงพริกถึงขิง ช่วยให้ได้
ทราฟฟิคเพิ่มขึ้นอีกพอสมควรทีเดียว ตามที่ผมเคยได้เขียนถึงการ Fake Truehits Ranking
และตราบใดที่ Agency เองยังไม่มีการศึกษาเว็บไซต์ที่เข้าไปทำการตลาดนั้น
ก็จะยังมีการ Fake แบบนี้ต่อไป

เมื่อมีเหตุผลและลักษณะการนำเสนอแล้วนั้นส่วนตัวแล้วเชื่อ 100% ว่า
มีเจตนาในการสร้างหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อหวังผลจากจำนวนตัวเลข uip ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

—–

อีกสิ่งนึงที่ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต คือ
ปัจจุบันจะมีเว็บที่มุ่งเน้นการ spam ด้วยเทคนิดต่างๆ ให้เห็นกันมากขึ้น
โดยที่ภายในเว็บไซต์นั้นมิได้มีเนื้อหาหรือข้อมูลที่เราต้องการเลย
ทางผู้ใช้งานเองสามารถ report url หรือผลลัพท์เหล่านั้นไปยัง
Search Engine ที่ใช้งานได้ เพื่อช่วยกันลดจำนวนข้อมูลขยะที่เกิดขึ้น

ขอบคุณครับ
ปุ๊ก

เรื่องของการทำ SEO ในเชิงเทคนิคลึกๆ จากคุณ mormmam คนในวงการ SEO บ้านเราชำแหละให้เห็นชัดๆ พร้อมรูปประกอบ อ่านได้ที่ blog ของคุณ mormmam ครับ

แล้วก็สุดท้าย kapook เข้ามาตอบ comment แล้ว

ขอเชิญเพื่อนๆในวงการเว็บและอินเทอร์เน็ตไทย ตลอดจนท่านสื่อมวลชน
ร่วมสนทนาซักถาม ข้อมูล สิ่งที่คุณสงสัยอยากรู้
ตอบข้อสงสัยโดย ปรเมศวร์ มินศิริ (Kapook.com)
พิธีกรดำเนินรายการโดย คุณบอย อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ (MacroArt) และ คุณ ศิระ สัจจินานนท์ (Hunt)
แนวถามตรงๆ ซักโหดๆ ถามสดหรือเขียนถามได้ อัดเทปได้ครับ
พบกันเสาร์นี้ 22 มีนาคม 2551 นั่งทานกาแฟคุยกันที่ บ้านไร่กาแฟ เอกมัน บ่ายโมงตรงครับ

ดูรายละเอียดของงานเพิ่มเติมได้จาก blog พี่บอย MacroArt ถ้าใครมีคำถามก็เชิญได้ที่งานนี้ครับ แต่ก็อยากทำความเข้าใจไว้นิดนึงว่าอยากให้ตรงประเด็นกันด้วย ซึ่งประเด็นที่ผมพูดถึงใน blog นี้คือ การทำ SEO ด้วยวิธี hardcore แบบนี้ มีความเหมาะสมแค่ไหน เป็นแค่การทำเพื่อสร้าง traffic เพื่อดึงคนเข้ามาเยอะๆ จะได้ขายโฆษณาได้มากๆ เท่านั้นหรือ ส่วนประเด็นเรื่องของเนื้อหานั้นผมไม่ซีเรียสอะไร เพราะมันเป็นเรื่องปกติของอินเทอร์เน็ตอยู่แล้วที่ content ประเภทผู้ใหญ่ ปลุกใจเสือป่า จะครองพื้นที่ส่วนใหญ่ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่มาตรฐานทางศีลธรรมของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนก็มีไม่เท่ากันอยู่แล้ว เถียงกันไปว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็คงไม่จบ แต่การปั่นหน้าเว็บด้วยคีย์เวิร์ดเหล่านี้, ทำ hidden text, rewrite content จนคนปกติอ่านแทบไม่รู้เรื่อง ผมคิดว่าเป็นการเอาเปรียบกันเกินไปครับ

ความเห็นจากคนอื่นๆ

ปล. แหล่งข่าวบอกมาว่า Duocore.tv ตอนใหม่ อัดเสร็จไปเมื่อคืน มีพูดเรื่องนี้ด้วย น่าจะได้ on air ประมาณอาทิตย์หน้า

Kapook on Manager

by pittaya

เป็นเรื่องเป็นราวกันใหญ่โตซะแล้วกับเรื่องของ xxx.kapook.com จากทีแรกนึกว่าจะรู้กันแค่ในกลุ่มเล็กๆ (คนเข้า blog นี้วันนึงมีไม่ถึงร้อยคน) กลายเป็นว่าได้ลงข่าวที่ manager ไปแล้ว - ปรเมศร์ยกกรณี xxx.kapook.com บทเรียนราคาแพง

ปรเมศร์ มินศิริ เจ้าของเว็บไซต์กระปุกดอทคอมแจง ชื่อโดเมน xxx.kapook.com มีอยู่จริงแต่ไม่เคยโปรโมท ระบุชื่อโดเมน xxx เกิดขึ้นอย่างผิดจุดประสงค์ และแม้จะมีโดเมนจริงแต่ยืนยันว่าไม่เคยมีคอนเทนท์ปลุกใจเสือป่าในเว็บอย่าง ที่ตั้งชื่อ เอ่ยปากอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนแก่คนทำเว็บที่มีโดเมนแต่ไม่ได้เปิดใช้ บริการ ว่าต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ไม่นึกว่านักข่าวจาก manager จะว่องไว เข้าไปสัมภาษณ์เร็วขนาดนี้ แต่เท่าที่อ่านจากที่ให้สัมภาษณ์แก้ตัว ก็ไม่ต่างอะไรกับที่แก้ตัวในหน้าเว็บแล้วบอกว่าทำขึ้นมาสำหรับเนื้อหาหมวด X-file ลองมาดูที่ท่านนายกสมาคมเว็บมาสเตอร์แห่งประเทศไทยเค้าให้สัมภาษณ์ไว้ดีกว่า (ตัวหนาผมเน้นเอง)

“หนึ่งคือกระปุกมีหลายโดเมน xxx.kapook.com เป็นหนึ่งโดเมนที่เราจดไว้จริงแต่ไม่เคยโปรโมท แม้ว่าจะมีคนเข้ามาดูด้วยวิธีใดก็ตามแต่เราไม่เคยเปิดใช้”

อย่างที่เขียนไว้ในตอนแรกแล้วเรื่องของ hidden text ต่อให้ kapook ไม่โปรโมท subdomain อันนี้ มันก็มี robot จาก search engine ทั้งหลายวิ่งเข้าไปเก็บเนื้อหาในหน้านั้นอยู่ดี ซึ่งดูแล้วเนื้อหาหน้านั้นมันก็ไม่ได้ทำออกมาให้คนปกติอ่านเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ทำเพื่อหวังผลทาง SEO มากกว่า อ้อ… แล้วก็ xxx.kapook.com เป็นแค่ subdomain ไม่ใช่ชื่อ domain ไม่ต้องไปจด แค่ตั้งค่าที่ server ของตัวเองก็ใช้งานได้แล้ว

“สองคือชื่อโดเมน xxx ของกระปุกเกิดขึ้นเพราะการดำเนินงานผิดประเด็น ทีมงานเลือกตั้งชื่อโดเมน xxx แทนชื่อ x-file ซึ่งเป็นหมวดที่กระปุกตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข่าวลึกลับ เช่น คนแห่ขอหวยงูสามหัว ยอมรับว่าผิดตั้งแต่ตั้งชื่อโดเมน แต่ตอนสั่งผมไม่ได้สั่งแบบนั้น”

เรื่องนี้ปรเมศร์อธิบายว่า มักจะบอกนโยบายแก่ทีมงานให้สร้างหมวดพิเศษเพื่อเก็บรวบรวมลิงก์ข่าวเก่า ไม่นำข่าวเก่าขึ้นแสดงหน้าแรก จึงริเริ่มตั้งชื่อ x-file เพื่อรวบรวมลิงก์ข่าวประเภทลึกลับล่อแหลมโดยเฉพาะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีมงานกลับเลือกตั้งชื่อโดเมน xxx แทนที่จะใช้ชื่อ x-file ตามที่คุยกันไว้ จุดนี้ปรเมศร์ระบุว่าทำอะไรไม่ได้เพราะรู้เรื่องเมื่อจดไปแล้ว และขณะนี้ได้ดำเนินการปิดไปแล้ว

ลองมาดูตัวอย่างรายชื่อของเนื้อหา ก่อนที่เค้าจะมาแอบเปลี่ยนเมื่อตอนกลางวันนี้ดีกว่า… ก่อนหน้านี้ ในหน้า xxx.kapook.com จะมีเนื้อหาแบ่งเป็น 5 ส่วนคือ

  1. เรื่องเสียว ตัวอย่างเนื้อหาเช่น
    “อึ้ง! โจ๋ไทย 18 - 19 ปี มี sex กันแล้ว 50% เมินถุงยาง”
    “รูปภาพ มั่ว sex โสเภณี ทำให้ รัฐมนตรีโบลิเวีย โดนไล่ออก”
    ตบท้ายด้วยข้อความ “ดู เรื่องเสียว คลิกที่นี่”
  2. หนังx ตัวอย่างเนื้อหาเช่น
    “เลสเบี้ยน เสียว กันสุดๆสาวอารมณ์เหงามาเล่น xxx กัน”
    “xxx สาวญี่ปุ่น เสียว สุดๆโคตรเด็ดเลย”
    link ดูต่อใช้ข้อความว่า “ดู หนังx คลิกที่นี่”
  3. รูปโป๊ ตัวอย่างเนื้อหาเช่น
    “สาวน้อย สอยว่าว ดูแล้วก็อยากว่าวให้น้ำหมดตัว”
    “จุดสุดยอดของความ เสียว ทั้งแหกทั้งโก่ง ชอบแบบไหน”
    จบท้ายด้วย “ดู รูปโป๊ คลิกที่นี่”
  4. ภาพหลุด ตัวอย่างเนื้อหาเช่น
    “ภาพหลุด ถ่ายรูป xxx เก็บไว้ก่อน เอากัน กับแฟน”
    “ภาพหลุด จากมือถือ ถ่ายนมตัวเองเล่น สงสัยอยากเป็นนางเอก หนังโป๊”
    จบท้ายด้วย “ดู ภาพหลุด คลิกที่นี่”
  5. สุดท้ายเป็น xxx vdo เสียว อยู่ทางด้านขวา มี link ไปหน้าแสดงวิดีโอ
    “สาวญี่ปุ่น นม โต กับลีลาแบบ xxx โคตร”
    “sex เสียว สาวญี่ปุ่น เล่นกล้วย ทั้งอม ทั้งเลีย ทั้งดูด”
    link ดูต่อใช้ข้อความว่า “ดู xxx vdo เสียว คลิกที่นี่”

xxx.kapook.com layout
layout ของหน้า xxx.kapook.com (คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่)

นี่คือ “ข่าวประเภทลึกลับล่อแหลม” อย่างที่บอกไว้งั้นหรือ? อ่านดูแล้วไม่รู้ว่าลึกลับตรงไหนกัน

“สามคือขอยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ spamdexing หรือการที่กระปุกตั้งใจสร้างคีย์เวิร์ดหลอกลวงผู้ใช้เสิร์ชเอนจิ้น แต่เป็นเพราะนักศึกษาฝึกงานต้องการเล่นมุกตลกแต่คนตลกไม่ออก เช่น ข่าวคลิปเสียว ก็เป็นภาพคลิปทำฟัน ข่าวคลิปหลุดชมพู่ ก็เป็นผลไม้ชมพู่ ตรงนี้ผมบอกน้องฝึกงานไปแล้วว่าทำงานผิดประเด็น ไม่มีคอนเทนท์เก่าของ x-file แต่ก็ไม่มีคอนเทนท์โป๊ ซึ่งอาจมีคนไม่พอใจที่ใช้คียเวิร์ดบางคำ”

ลองดูในหมวด ภาพหลุด ก็มี link บอกว่าเป็นภาพหลุดชมพู่

link ไปเรื่อง ชมพู่
มี link ไปเรื่องชมพู่ในหน้า play.kapook.com

ผลไม้ชมพู่
อันนี้เป็น “ผลไม้ชมพู่” นะครับ

สังเกต URL เดียวกันด้วย สงสัยว่ารูปข้างบนนี่มันคนหรือผลไม้?

“อยากบอกให้คนที่ทำเว็บแล้วมีโดเมนเนมไม่เปิดใช้บริการมากมาย ต้องระวังให้ดี อาจมีคนเข้ามาดูเว็บขณะที่เรายังทำไม่เสร็จ เอาผมเป็นกรณีศึกษาก็ได้” ปรเมศร์กล่าว “สำหรับเด็กฝึกงาน ผมคงโทษเขาไม่ได้ แต่ผมแก้ไขได้

สรุปว่ากรณีนี้เป็นเรื่องของนักศึกษาฝึกงานที่ไปสร้าง content หวาดเสียวทั้งหลาย รวมทั้ง hidden text ในหน้าแรกด้วย คงเป็นบทเรียนให้เว็บอื่นๆ ต้องระวัง อย่าปล่อยให้นักศึกษาฝึกงานมีสิทธิ์ในการสร้าง content / rewrite content โดยไม่ผ่านตาอย่างนี้ (อืม… นักศึกษาฝึกงานที่ kapook เก่งดีจัง แถมยังมีสิทธิ์เขียน content ที่จะเอาขึ้นให้นักท่องเน็ตทั่วไปอ่านด้วย)

spamdexing?
เนื้อหาที่มีการ link ไปจากหน้า xxx สังเกตตัวสีม่วงๆ คาดว่านักศึกษาฝึกงานเค้าคงไม่เก่งภาษาไทย เลยเขียนออกมาเป็นคำๆ แบบนั้น

นี่ก็เป็นสรุป วิเคราะห์คำให้สัมภาษณ์ของ คุณปรเมศร์ เจ้าของโครงการอินเทอร์เน็ตสีขาวเพื่อเยาวชน จะจริงเท็จอย่างไร ผมแค่เอาหลักฐานมาให้ดู ใครจะเชื่อไปทางไหนก็แล้วแต่วิจารณญาณครับ

« Previous PageNext Page »