ReadCamp 29 Nov 2008 @ Bangkok Art and Culture Centre

BTD 3.0

by pittaya

งาน Blognone Tech Day จัดกันมาเป็นครั้งที่ 3 (และครั้งสุดท้าย) แล้ว (สรุปครั้งที่ 1, 2) แต่คราวนี้โปรโมทไม่เยอะเท่าไหร่ คนที่มาร่วมงานเลยออกจะบางตาสักเล็กน้อย โดยสรุปๆ หัวข้อที่พูดกันไปก็มีเรื่อง

  • ทำ Font - คุณ iannnnn มาสอนวิธีทำ font ให้ดู ก็ไม่ยากนัก แต่ต้องอาศัยความอดทนพอสมควร รายละเอียด วิธีทำ ตัวอย่างต่างๆ แนะนำให้ไปหาอ่านที่ f0nt.com
  • UI design - โดยคุณ apirak มาพูดเรื่องการออกแบบ interface ของโปรแกรม แต่ออกจะหนักไปทาง mac ไปนิดนึง คาดว่าคนใช้ platform อื่นอาจจะตามไม่ทันในบางจุด
  • Ubuntu - น้องๆ จาก ubuntu club มาโชว์ความสามารถของ Gutsy Gibbon แต่ละคนนี่แค่ ม.1-ม.2 เท่านั้นเอง เก่งกันโคตรๆ เทียบกับตัวเองสมัย ม.2 ยังทำได้แค่นั่งเขียนโปรแกรมด้วยภาษา basic
  • Education - อ.เดฟ มาเล่าให้ฟังเรื่องประสบการณ์ในแวดวงการศึกษาเรื่อง computer science ในบ้านเรา ชอบประโยคเด็ดที่ว่า “นักศึกษาบ้านเราเป็นผลผลิตที่สมบูรณ์แบบของระบบการศึกษาที่ล้มเหลว”
  • 3KC interview - สัมภาษณ์ทีม 3KC ที่ชนะเลิศรายการ Imagine Cup ปีล่าสุด (โดยทีม duocore (ได้เห็นคุณมะเหมี่ยวตัวเป็นๆ แล้ว!)) เขียนโปรแกรมออกมาหน้าตางดงามสุดๆ (เห็นว่าใช้ WPF)
  • สรุปงาน - lew กับ mk ออกมาสรุปงานและทิศทางของ blognone ก็แสดงให้เห็นว่ามีความเป็น community driven มากขึ้น และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี
  • ThaiGrid - เยี่ยมชมศูนย์ ThaiGrid โดยคุณ sugree ก็เห็นเป็นตู้ๆ ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ เพราะตอนที่อยู่ที่ทำงานเก่า เห็น server จำนวนเยอะกว่านี้หลายเท่าอยู่ในห้องเดียวกันมาแล้ว ความเจ๋งของ grid คือมันช่วยกันรันงานพร้อมๆ กันได้ แต่มันก็มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สรุปว่ามันเจ๋งอยู่แต่ขาด wow factor
  • Dinner - ปิดท้ายด้วยข้าวเย็นร้านตรงข้ามเกษตร (อร่อยใช้ได้ และถูกมาก) ได้แลกเปลี่ยนความเห็นหลายๆ เรื่อง กับหลายๆ คน

ที่แย่คือ คืนวันศุกร์ ได้นอนเอาตอนตี 5 ได้มั้ง ตื่นขึ้นมา 9 โมง ซักผ้า แล้วค่อยรีบไปงาน BTD พอเลิกงานกลับมาถึงบ้านก็ปวดหัวตึ้บเลย วันอาทิตย์ไข้ขึ้น นอนยาวทั้งวัน

M1911

by pittaya

ไปเที่ยวนครนายกมาเมื่อตอนวันอาทิตย์-จันทร์ที่ผ่านมา ตอนขากลับแวะหัดยิงปืนที่โรงเรียน จปร. ที่นี่เค้ามีปืนให้เลือกหลายแบบ ทั้งปืนสั้น ปืนยาว แล้วแต่ชอบ ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้สาวๆ ยิงปืนลูกโม่ ส่วนผู้ชายยิงปืน pistol

ที่ได้ลองยิงดูคือ Colt M1911 เป้าพร้อมกระสุน .45 ACP 10 นัด ราคาอยู่ที่ 150 บาท ที่สนามยิงมีครูฝึกคอยช่วยสอนให้ด้วย

เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ยิงปืนมาก่อน (นอกจากใน Counter-Strike) พอยิงนัดแรกไปแล้วถึงได้รู้ว่าปืนจริงมันยิงแล้วมันสะบัดแรงมาก ถ้าจับไม่ถูกวิธีอาจจะหลุดมือเอาได้ง่ายๆ นึกถึงในหนังของ จอน วู (เช่น โหดเลวดี, face/off, MI2) ที่พระเอกถือ pistol สองมือยิงสลับกันได้หน้าตาเฉย

ยิงไปแล้วสิบนัด ได้ผลออกมาก็ตามรูปนี้ (รูตรงขอบๆ ไม่นับนะ อันนั้นเจาะไว้แขวนกับที่แขวนเป้า)

อยากยิงแก้ตัวอยู่ แต่ว่าเสียดายตังค์

Hi-Zack

by pittaya

ตอนต้นปี ตั้ง New Year Resolution ไว้ข้อนึงคือ ต่อ Gunpla ให้เสร็จอย่างน้อยหนึ่งตัว อันนี้ถือว่าสำเร็จแล้วหละมั้ง

มันคือ Hi-Zack สัดส่วน 1/144 แกะจากแผงแล้วก็ต่อเข้าด้วยกันเลย ออกมาก็ไม่ค่อยสวยนัก งานไม่เนี้ยบหลายๆ จุดเพราะขาดอุปกรณ์ ใจจริงก็อยากจะลงสีเองด้วย แต่เนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ ก็เลยออกมาอย่างที่เห็น

07.07.07

by pittaya

ความชื่นชอบตั้งแต่สมัยเด็ก

ถ่ายวันที่ 08.07.07
ทำวันที่ 07.07.07

Neccessary evil

by pittaya

หลังจากทำงานมาหลายปี เพิ่งจะเข้าใจความจริงอีกอย่างหนึ่งว่า สองสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำงานคือ แอร์ กับ กาแฟ

VisualDNA

by pittaya

เห็นช่วงนี้คนอื่นเล่นกันเยอะ เลยลองเล่นดูมั่ง

Read my VisualDNA Get your own VisualDNA™

YouFest

by pittaya

ไปงาน YouFest เมื่อวานนี้ รูปแบบของงานก็คือให้คนมา “ปล่อยของ” ผลัดกันขึ้นไปพูดโดยมี theme เป็นเรื่องของ new media, citizen media คนที่มารวมตัวกันก็มีทั้งจากวงการสื่อโดยตรง และวงการ IT

รายงานสรุปอ่านได้ที่ keng.com

ในงานมีเล่น offline tag ด้วย
ที่โดนคนอื่น tag มาก็มี - คุณบุ๊ย, คุณกั้ง, คุณนัท
ที่ไป tag เค้า - อ.ธวัชชัย, คุณปกป้อง, ฮันท์, พี่กล้า

เข้าไปในห้องจัดงานตอนแรก นึกว่างาน meeting คนใช้ mac เสียอีก
เกินครึ่งของคนที่ใช้ laptop ในงาน เป็นยี่ห้อ Apple

เวลาอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น รู้สึกว่าบ้านเมืองเค้ามีร้าน coffee shop เกลื่อนกลาด เป็นที่นัดพบ นั่งคุย อ่านหนังสือ ทำงานพิเศษ ฯลฯ จริงเท็จประการใดไม่รู้ เพราะไม่เคยไปญี่ปุ่น แต่ส่วนตัวแล้วผมก็นิยมการไปนั่งที่ร้านกาแฟอยู่เหมือนกัน

ช่วงแรกที่ไป คงเป็นประมาณตอนปี 4 เพราะการนั่งคุยที่ร้านกาแฟ บรรยากาศน่านั่งกว่าที่ซ่องสุมบนตึกชมรม ดนตรีฟังสบายกว่าเมื่อเทียบกับเพลงจากเครื่องเสียงของชมรมข้างๆ และปิดดึกกว่า

ช่วงแรกๆ ชอบไปนั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็นั่งคุยกับเพื่อนฝูงที่ร้านแถวสีลม ร้านแรกเลยที่ไปนั่งคือ Cafe Ease ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อน BTS ศาลาแดง ปัจจุบันกลายเป็นร้านอาหารหรือสปาอะไรซักอย่างไปแล้ว

ร้านถัดมาที่ไปนั่งคือ Coffee Bean ฝั่งตรงข้ามกับร้านเดิม ร้านนี้บรรยากาศดี ที่นั่งสบาย เปิดเพลงเพราะ ฟังสบาย แต่ดูเหมือนทางร้านจะมีซีดีอยู่แผ่นเดียว แต่ละครั้งที่ไป ผมฟังเพลง Besame Mucho ไปหลายรอบ

ช่วงที่มี laptop เครื่องแรก การใช้ wifi เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ผมเปลี่ยนร้านกาแฟไปที่ Star Coffee ในซอยคอนแวนต์ นั่งแช่วันละหลายชั่วโมง ใช้งาน internet ไร้สายฟรี สลับกับการอ่านหนังสือสบายๆ เพราะเป็นร้านที่คนไม่พลุกพล่านนัก แต่เพราะสาเหตุนี้แหละมั้ง ทำให้วันหนึ่ง ร้านนี้ก็ถูกเปลี่ยนมือ เป็นเจ้าของคนอื่น และไม่ได้เป็นร้านกาแฟอีกต่อไป

ผมกลับมาที่ Coffee Bean อีกครั้งเพื่อพบความเปลี่ยนแปลง คาดว่าซีดีแผ่นที่มีเพลง Besame Mucho คงหมดอายุการใช้งาน ในร้านจึงเปิดเพลงจากวิทยุ FM แทน ทำให้บรรยากาศในร้านตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย และสุดท้ายร้านนี้ก็กลายสภาพไปเป็นร้านโรตีบอย! (คาดว่าอีกไม่นานคงกลายเป็นอย่างอื่นต่อ เพราะโรตีบอยตอนนี้แทบไม่มีคนซื้อกิน)

เป็นเรื่องน่ากลัว ที่ร้านกาแฟไหนๆ ที่เข้าไปนั่ง ต้องปิดตัวกันหมด

บางคนอาจจะชอบนั่งที่ Starbucks แต่ถ้าเป็นไปได้ผมจะหลีกเลี่ยงให้ห่าง สาเหตุเพราะ

  • แพง
  • กาแฟรสชาติไม่ถูกลิ้นของผมเลยซักอย่าง
  • wifi ไม่ฟรี
  • คนเยอะ
  • แพง

ปัจจุบัน (ขณะที่เขียน blog อันนี้) นั่งอยู่ที่ร้าน Jerlot Coffee Space ซอยเอกมัย ฟีเจอร์ของร้านนี้คือ

  • มี wifi ฟรี (ไม่ block BitTorrent ด้วย)
  • มีที่ให้เสียบปลั๊ก laptop นั่งทำงานได้ไม่ต้องกลัวแบตหมด
  • เปิดเพลงดีถึงดีมาก
  • สถานที่นั่งสบาย บรรยากาศดี
  • กาแฟ + อาหาร อร่อย

หวังว่าร้านนี้จะมีชีวิตยืนยาว อยู่ไปได้เรื่อยๆ

Blog Tag

by pittaya

โดน Tag มาจากบล็อกของ พี่ PoK กับ plynoi

อธิบายสั้นๆ blog tag ก็คือการบอกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง 5 อย่าง แล้ว tag ต่อให้คนอื่นไปทำตามบ้าง แบบนี้ไปเรื่อยๆ

  1. ชื่อ Pit เป็นชื่อที่เพื่อนเรียกตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมัธยม จริงๆ แล้วพ่อแม่ตั้งให้ชื่อว่ากอล์ฟ แต่ในห้องดันมีชื่อนี้ซ้ำกัน 3 คน จนกระทั่งเข้ามหา’ลัย เพื่อนตั้งชื่อให้ใหม่ว่าหวูด (พวกนั้นบอกว่าหน้าเหมือนคนเนี้ย)
  2. เขียนโปรแกรมครั้งแรกด้วยภาษา gwbasic ตอนเรียน ม.1 เปลี่ยนเป็น Turbo Basic / QBasic ตอน ม.2 พอขึ้น ม.3 ถึงขยับมาหัดเขียน Pascal สมัยเรียนมหา’ลัยสนใจเรื่องฮาร์ดแวร์ แต่จบมาแล้วไม่มีงานทำจึงต้องผันตัวกลับมาเขียนโปรแกรมอีกครั้ง ปัจจุบันยังเอาดีไม่ได้ซักภาษา
  3. ทั้งชีวิตเคยได้ F หนึ่งตัว คือวิชา Assembly
  4. เคยกัดสีผมเป็นสีทองหนนึง ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปี 4
  5. ได้แฟนจากเวบ dogpositive.com นี่แหละ

โยนต่อให้ AccBLue, ouroboros, oakyman, AnnoMundi แล้วก็ sputnik65 ครับ

เห็น คนอื่น หลายคน เค้าทำกัน ก็เลยเอามั่ง

  1. เรียนให้จบ (ป.โท)
  2. ลดน้ำหนัก
  3. หัดใช้ Symfony และ Rails ให้เป็นอย่างจริงๆ จังๆ
  4. ศึกษา Struts, Tapestry, Spring หรือ Java Framework อะไรก็ได้ที่ดูมีอนาคต
  5. หัด customize Drupal
  6. ศึกษา Cocoa และเขียนโปรแกรมที่ใช้งานได้จริงๆ ซักตัวนึง
  7. ใช้งาน javascript และ CSS ให้ได้ในระดับ advance
  8. ใช้ emacs แทน vim
  9. อัพเดต blog ให้สม่ำเสมอ
  10. ต่อ Gunpla ให้เสร็จอย่างน้อยหนึ่งตัว
  11. ไปเที่ยวลา่ว
  12. ถ่ายรูปให้ได้เดือนละ 1-3 ม้วน
  13. หัดล้างฟิล์มขาวดำด้วยตัวเอง
  14. Contribute ให้กับ OSS community
  15. ปลุกผี dogpositive.com
  16. อ่านหนังสือจำพวก non-fiction ให้มากขึ้น อ่าน fiction ให้น้อยลง

ทำไมมันมีแต่เรื่องคอม ?

« Previous PageNext Page »