Fat Festival #7

by pittaya

เสาร์ที่ผ่านมา ไปงาน Fat Festival อีกแล้ว

งานคราวนี้จัดที่เดิมกับครั้งที่แล้ว เรื่องสถานที่ค่อนข้างโอเค แต่มันออกจะแปลกตรงที่ทุกปี งาน Fat จะเปลี่ยนสถานที่จัดไปทุกครั้ง มาคราวนี้จัดงานที่เดิมเลยรู้สึกจืดๆ

ปัญหาของ Fat เป็นปัญหาเดียวกับซูเปอร์มาเก็ต หรือสถานีโทรทัศน์ทั่วไป คือมีเนื้อที่สำหรับเสนอขายสินค้าในจำนวนจำกัด ทำให้สินค้าที่ถูกคัดมานำเสนอให้ผู้บริโภค (ในกรณีนี้คือดนตรี) มีจำนวนจำกัดไปด้วย เพลงที่เอามาเปิด ก็ต้องถูกคัดเลือกในระดับนึงแล้ว (โดยทางทีมงาน) ว่าน่าจะเหมาะกับคนฟัง ทำให้วงเล็กวงน้อยทั้งหลาย ที่มีเวลาออกอากาศเพียงน้อยนิด ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงคนฟัง สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาได้ในงานที่จัด โซนที่เป็นงาน bedroom studio ซบเซาอย่างมาก เทียบกับจำนวนคนที่เข้าไปในงานมากขนาดนั้น ความสุขประเภทที่ว่าไปได้ซีดีของวงแปลกๆ ไม่ดัง แต่ทำเพลงเพราะถูกใจ มันหาไม่ได้แล้ว

ในสายตาของผม Fat ไม่ได้เป็น “ทางเลือก” เหมือนสมัยก่อนแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทั้งทางอายุ, สื่อทางเลือกอื่น ฯลฯ) แต่ว่าเป็นสื่อที่นำเสนอ “mass” ของตลาดที่เล็กลงมาเท่านั้น

สรุปงานคราวนี้

  • ได้ไปเพราะมีบัตรฟรี พอดีบริษัทที่เป็น partner กับที่ office เค้าเอามาแจกให้
  • ชอบงานศิลปะที่เอามาตั้ง รู้สึกว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของงานคราวนี้
  • ไลฟ์ที่ได้ดูก็มี Desktop Error, ซังกะบ๊วยคุง, อรอรีย์, อพาร์ตเมนต์คุณป้า, Flure (ไปแค่วันเสาร์วันเดียว)
  • เวทีคอนเสิร์ตไม่มีจอฉายให้คนหลังๆ ดู ทำให้ทุกคนพยายามจะแออัดกันเข้าไปเพื่อให้ถึงหน้าเวที นรกชัดๆ
  • อาหารเหมือนๆ เดิม คือ แพงและไม่อร่อย
  • มีส่วนที่ให้คนเข้างานมีส่วนร่วมอย่างผนังศิลปะที่ให้ใครไปวาดอะไรก็ได้ ไอเดียน่าสนุกดี แต่ว่าสิ่งที่คนเข้าร่วมงานไปเขียนไว้บนกำแพงก็บอกถึงปัญหาสังคมบางอย่างได้ เพราะสิ่งที่เห็นบนผนังเยอะมากๆ คือข้อความบอกชื่อรุ่น, ชื่อสถาบันการศึกษาของตัวเอง จนรู้สึกได้ว่าเด็กพวกนี้คิดได้เท่านี้เองหรือ? (ยังอุ่นใจอยู่บ้างที่ยังมีข้อความประเภท “เผด็จการออกไป” ให้เห็นหลบๆ มุมอยู่)
  • ไอเดียที่น่าสนใจอีกอย่างคือ มีการ print เอาแผนที่กรุงเทพขนาดใหญ่ น่าจะประมาณ 6×6 เมตร เอามาแปะลงบนพื้น แล้วแจก post-it ให้คนร่วมงานเขียนข้อความเอาไป “tag” สถานที่ในแผนที่ เห็นทีแรกก็ชอบใจ เพราะมันคล้ายกับ wikimapia เวอร์ชันที่จับต้องได้ แต่มันก็เหมือนกับผนังตะกี๊ มีแต่คน tag สถาบันตัวเอง ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ มีอยู่จุดหนึ่ง มีคนเอาใบปลิวมาพับทำเป็นกำแพงล้อมรอบ แล้ว tag ไว้ว่า “ห้ามเหยียบนะ”
  • ได้ซีดีมา 2 แผ่น + เสื้อยืดอีก 2 ตัว

สงสัยว่าคราวหน้า ถ้าไม่ได้เป็นบัตรฟรีก็คงจะไม่ได้ไปแล้ว

บล็อกเว็บ, เซนเซอร์/แบนหนัง, สั่งยึดการ์ตูน, ปลดรูปภาพที่ได้รางวัล, ล่าสุดนี่ก็ ยุบ TCDC

ยังเหลืออะไรให้คนทำงานศิลปะในประเทศนี้ได้ทำอีก?

ชี้แจง: ข้อความข้างล่างเป็นความเข้าใจผิดของผมเอง ข้อเท็จจริงอ่านได้จากที่ kapook ได้เข้ามาชี้แจงแล้ว

เวลาที่เราต้องการดูเวบไหนในอดีต เรามีเครื่องมือช่วยเหลือที่ดีอย่าง Wayback Machine เพียงแค่ใส่ URL ของเวบเข้าไป มันก็จะแสดงหน้าเวบนั้นๆ ในอดีตมาให้เลือกจิ้มดูได้ อย่างวันดีคืนดีคิดจะย้อนไปดู Yahoo ในอดีตกาล เอามาเทียบกับในวันนี้ก็ยังทำได้

สืบเนื่องจากที่บ่นไปเมื่อวานเรื่อง iframe ขนาด 0×0 pixel ที่เวบ kapook เมื่อวานนี้ ก็เกิดสงสัยขึ้นมาอีกว่า kapook เริ่มทำอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เลยจัดการใช้ wayback machine ย้อนเวลาไปดูหน้าของ kapook ในอดีตซะ

คลิกไปคลิกมาก็พบว่าวันแรกที่มีการใช้ iframe ซ่อนเพื่อโกง ad view นี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 21 september 2004 (สังเกตดูจาก URL ได้)

สรุปก็คือว่า ภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา คนที่มาลงโฆษณาโดนโกง ad view มาโดยตลอดน่ะเอง

บทความ Will Thai Reforms Make Censorship Worse? ในนิตยสาร TIME (via pantip) อ้างถึงคำสัมภาษณ์ของ ลัดดา ตั้งสุภาชัย (ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม)

“Uneducated” is the term Ladda uses to describe Thai filmgoers. “They’re not intellectuals — that’s why we need ratings,” she says.

“Nobody goes to see films by Apichatpong,” she says. “Thai people want to see comedy. We like a laugh.”

คำถามที่สงสัยคือว่า “กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม” มีหน้าที่ทำอะไรกันแน่ มีหลักเกณฑ์อะไรในการคัดเลือกคนมาทำงาน ถึงได้แต่งตั้งคนที่มีความคิดตื้นเขินแบบนี้เป็นถึงระดับผู้อำนวยการ

สิ่งที่น่าวิตกไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้หรอก แต่เป็นการที่เราปล่อยให้ความรับผิดชอบมันตกอยู่ในมือของคนพรรค์นี้ต่างหาก

Zero sized iframe

by pittaya

ชี้แจง: ข้อความข้างล่างเป็นความเข้าใจผิดของผมเอง ข้อเท็จจริงอ่านได้จากที่ kapook ได้เข้ามาชี้แจงด้านล่าง

วันนี้ลองเปิดเข้า kapook.com เล่นๆ ดู อยากรู้ว่าเดี๋ยวนี้เวบบ้านเราไปถึงไหนกันแล้ว ก็บังเอิญไปเจออะไรแปลกๆ เข้า

ลองเอา Firebug จิ้มดูก็พบว่ามันคือ iframe น่ะเอง

iframe ตัวนี้มีขนาดกว้างxยาว ที่ 0×0 pixel และชี้ไปที่หน้า count.html ดูแล้วมันแปลกๆ แฮะ คือว่า iframe เนี่ย ถ้าให้มันมีขนาดเป็น 0 pixel แล้วแสดงว่ามีความต้องการที่จะซ่อนอะไรสักอย่างแน่ๆ ก็เลยลองเปิดเฟรมนั้นเต็มๆ ดู… โอ้โห… นี่มัน…

เป็นหน้าโฆษณาเต็มๆ เลย พอลอง refresh ดูมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วย ว่าแต่ว่ามาลงโฆษณาตรงนี้ ใครมันจะไปมองเห็นน้อ… ต้องขอลองเปิด source HTML ดูสักหน่อย

มันคือโค้ดที่ generate ขึ้นมาจากโปรแกรม OpenAds น่ะเอง นั่นก็หมายความว่า ทุกครั้งที่มีการเปิดหน้าแรกของ kapook ขึ้นมา โฆษณาที่อยู่ใน iframe นี้ก็จะถูกโหลดขึ้นมาด้วย เรื่องเดือดร้อนของคนใช้ net อย่างเราๆ ก็คือว่า มันมีการโหลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็น และไม่ได้แสดงผลขึ้นมาด้วย เปลือง RAM เปลือง Bandwidth โดยใช่เหตุ

แต่สิ่งสำคัญคือ คนที่มาลงโฆษณาแบบนับเป็น impression หรือเอาง่ายๆ คือเหมาว่าจะลงโฆษณาให้แสดงทั้งหมดกี่ครั้ง สมมุติว่า sony (อย่างในรูป) ลงโฆษณาในหน้าแรกของ kapook โดยบอกว่าจะลงโฆษณาทั้งหมด 1,000,000 impression แปลว่า ถ้า banner แสดงครบ 1,000,000 ครั้งเมื่อไหร่ ก็ถือว่าหมดแล้ว สำหรับในกรณีนี้คนเสียผลประโยชน์คือคนมาลงโฆษณา เพราะทำแบบนี้ banner ถูกโหลดมาจำนวน 1,000,000 ครั้งก็จริง แต่แสดงให้คนเข้าเวบเห็นไม่ถึงตามจำนวนนั้นแน่ๆ

พูดง่ายๆ ก็คือโกง ad view ของโฆษณาน่ะแหละ

ถ้า agency โฆษณารู้เข้า จะทำยังไงหนอ

เพิ่มเติม: เปิดด้วย IE แล้วมันมองไม่เห็นซะด้วยแฮะ ต้องใช้ Firefox เท่านั้น

วันนี้เมื่อ 31 ปีที่แล้ว ฆาตกรรมหมู่ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นช่องว่างที่ขาดหายไปในหนังสือแบบเรียน ไม่ได้รับการบอกต่อ ไม่ได้รับการชำระล้าง เป็นเหตุการณ์ที่ถูกพยายามทำให้ลืมกันไป กระทั่งหนังสือพิมพ์ยอดขายอันดับหนึ่งของประเทศยังมีลงเรื่องนี้เพียงแค่กรอบเล็กๆ อ่านไม่ถึง 1 นาทีก็จบ

สงสัยว่าคนรุ่นต่อๆ ไปจะได้รับรู้เรื่องราวอะไรกับเค้าบ้างหรือเปล่า กระทั่งนักศึกษามธ.ปัจจุบัน ยังไม่แน่ใจเลยว่าเค้ารู้เรื่องนี้กันมั้ย (เคยไปนั่งดู VTR ที่เค้าฉายตอนรับน้องเมื่อปีที่แล้ว มีเรื่องนี้ใน VTR แค่แวบเดียว)

“การสลายการชุมนุมครั้งนี้ รัฐบาลพม่าไม่ได้ใช้กำลังทหาร แต่ใช้กำลังตำรวจสลายการชุมนุม ถือเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ที่ทุกประเทศดำเนินการแบบนี้ ทหารจะต้องถอยออกไปให้ตำรวจจัดการ”

“อย่างไรก็ตาม คิดว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ยังไม่มีอะไรรุนแรง ยังควบคุมได้อยู่ ส่วนที่มีการใช้กำลังทำร้ายพระสงฆ์นั้น จะดูภาพแล้วตอบคำถามคงไม่ได้ เพราะอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บางครั้งประชาชนก็ใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็อาจปกป้องตัวเอง มันเป็นภาพทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของพม่า”

- พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน

ต้องขอยืมคำพูดคุณคนชายขอบมาสักหน่อยว่า “ส่อสันดานเผด็จการ” มากๆ

What if I called my new film My Beautiful Life Under Thaksin and the Military Junta? Would they deem it a disruption of social order and ban it?

- อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล

ข่าวจากบางกอกโพสต์ (via filmsick)

พรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงพิจารณากันอยู่ มีประเด็นที่น่าสนใจคือว่า พรบ.นี้มีการจัดเรตหนังออกเป็น 4 กลุ่ม คือ สำหรับทุกเพศทุกวัย, เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต้องมีผู้ปกครองควบคุม, อายุต่ำกว่า 18 ห้ามดู, และกลุ่มสุดท้ายคือ “ห้ามฉาย”

ปัญหาก็อยู่ที่กลุ่มห้ามฉายนี่แหละ เพราะคนที่กำหนดว่าจะฉายได้หรือฉายไม่ได้ ก็เป็นกรรมการที่มาจากกระทรวงวัฒนธรรมน่ะแหละ… แค่คิดก็เซ็งแล้ว

ไปเจอเวบหนึ่งชื่อว่า imagei.info เป็นเวบฝากรูปฝากไฟล์ทั่วๆ ไป ก็ลองใช้ดู แต่พอส่งลิงค์รูปให้เพื่อนทาง MSN Messenger กลับส่งไม่ได้ ทั้งที่ข้อความที่จะส่ง ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ

มีคนบอกว่า Traffic ของ MSN Messenger ในบ้านเรากำลังถูก monitor อยู่ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้น่าเชื่อขึ้นมาได้อยู่ว่าเป็นเรื่องจริง

ว่าแต่ว่า การแอบ monitor traffic คนอื่นแบบนี้ นอกจากละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลแล้ว ผิดพรบ.คอมที่เพิ่งออกมาด้วยหรือเปล่า? (หรือว่ารัฐมีสิทธิ์ทุกอย่างในการปิดกั้น ถ้าทำเพื่อความมั่นคง (ของใครก็ไม่รู้))

ดูการจัดอันดับ Top 100 เวบที่มีคนเข้าเยอะที่สุดในประเทศไทยของ Truehits.net วันนี้ สังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีอันดับ 1, 2, แล้วกระโดดไป 4 เลย

ถ้าถามคำถามว่า “แล้วอันดับ 3 มันหายไปไหน?” คำตอบอยู่ในกราฟนี้

อันที่จริงในหน้าจัดอันดับนี้ truehits อยู่ในระดับ top 10 และไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นเวลานานแล้ว เพิ่งจะมีก็แค่วันนี้ที่จู่ๆ truehits ก็เอาอันดับของตัวเองซ่อนไว้ ไม่ให้คนอื่นเห็น ดูจากกราฟข้างบน เป็นสถิติของ truehits เอง จะเห็นว่ามี traffic ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จากระดับ 50,000 Unique IP ไปจนถึง 150,000 UIP ในเดือน ก.ค. หรือเพิ่มเป็น 300% ในเวลาแค่ 2 เดือน

จากสถิติ (จาก truehits เอง) บอกว่า average visit time หรือเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการดูเวบนั้นๆ ของเวบ sanook.com, kapook.com, mthai.com อยู่ที่ 13, 21, 20 นาที ตามลำดับ แต่เวลาที่คนใช้ในการดูเวบ truehits คือ 3 นาที และ exit rate สูงมาก (จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่ เปิดดูไม่ได้แล้วด้วย) ผมเองไม่ค่อยรู้เรื่อง SEO เท่าไหร่หรอกนะ แต่สถิติแบบนี้มันบ่งบอกว่า traffice ที่ truehits ได้เพิ่มมาจากการทำ Keyword spam ไม่ใช่หรือ? ถ้าจะบอกว่ามันไม่ใช่การปั่น keyword แต่เป็น keyword marketing เนี่ย ถ้าจริงใจก็ใส่ rel=”nofollow” ไปสิ

การที่เวบที่เป็นผู้ให้บริการจัดอันดับเวบ นำเอาเวบของตัวเองเข้ามาจัดอันดับด้วย ไม่ว่าจะด้วยผลประโยชน์ทางด้านเม็ดเงินโฆษณาที่จะมาลงกับ truehits หรือด้วยเหตุผลอื่นก็ตาม ไม่คิดว่านี่ออกจะเป็นการเอาเปรียบเวบอื่นๆ (ที่จ่ายให้ truehits อย่างน้อยปีละ 1,800) ไปหน่อยหรือ

« Previous PageNext Page »