The 3rd Vengeance

by pittaya

“Have you seen Korean drama ?” Hwon ถามผม ในวันหนึ่งที่ผมอยู่ที่ปาย
เขาคงรู้ว่า กับคนไทยคงมีเรื่องนี้ที่เชื่อมโยงบทสนทนากับคนเกาหลีได้

“It’s famous here but I’ve never seen” ผมตอบไปตามตรง
“But I like several Korean movies”

Hwon หยิบเวเฟอร์รสช็อกโกแลตใส่ปากอีกชิ้นนึง อาจจะกำลังนึกในใจว่า นอกจาก Won Bin แล้ว ยังมีดาราคนไหนที่ผมน่าจะรู้จักบ้าง

“I really like ‘Oldboy’, Park Chan Wook’s film. He’s my favorite Korean director” ผมพูดถึงหนังเกาหลีต่อ

“Oh, Oldboy is so horrible” Hwon ทำหน้าตาเหยเก “So horrible”

“Have you sean Geum-ja ?” ผมถามถึงหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับคนนี้

“Very very horrible !”

เมื่อตะกี๊เพิ่งได้พิสูจน์ด้วยตาของตัวเอง… กับ Geum-ja หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Sympathy for Lady Vengeance

ช่วงแรกของเรื่อง ดูเป็นหนังที่มีสไตล์โดดเด่นตามความถนัดของผู้กำกับ กระดาษแปะฝาผนังหลากลวดลายยังตามมาหลอกหลอนต่อจากใน Oldboy รวมทั้งดาราหน้าเก่าที่เคยเล่นในสองเรื่องแรกของไตรภาคแห่งความแค้นนี้ ก็พากันมาโผล่หน้าให้คนติดตามไตรภาคได้อมยิ้มกัน มีเพียงแค่จังหวะการเดินเรื่องที่ดูเป็นเรื่องเหนือจริง และผ่อนคลายกว่าเรื่องก่อนอยู่บ้าง

แต่พอเข้าสู่ครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ถึงได้รู้ว่าหนังมัน Horrible อย่างที่ Hwon บอกไว้จริงๆ ถึงทางด้านภาพจะไม่รุนแรงเท่าสองเรื่องก่อนหน้า ปริมาณเลือดมีน้อยกว่าที่คาด แต่กับความรู้สึกของคนดูก็เรียกได้ว่า horrible ไม่แพ้กัน

ยังสงสัยว่า ถ้ามีโอกาสได้เข้ามาฉายจะใช้ชื่อไทยว่าอะไร
อาจจะเป็น “จอมนางทวงแค้น” ก็ได้นะ ขนาดชื่อเรื่อง “ยัยตัวร้ายกับโต๊ะผี” ยังตั้งกันได้เลย

My Life in Pai

by pittaya

Sipping coffee, reading Murakami’s novel, taking pictures.

Kafka’s Cover

by pittaya

ซื้อนิยาย Kafka on the Shore ของ Haruki Murakami มาอ่านตอนไปพักผ่อนที่ปาย

เล่มที่ซื้อเป็นปกแบบด้านซ้าย รู้สึกว่าออกแบบปกไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ว่าเท่าที่เดินหาจาก Kinokuniya, B2S หลายๆ สาขา ก็เจอแต่ปกนี้ ก็เลยซื้อมาอ่านโดยไม่ได้คิดอะไร

แต่เมื่อวานตอนที่เดินเล่นอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ดันเจอเข้าปกแบบทางขวาวางขายอยู่ ราคาเท่ากับที่ซื้อมาจาก กทม. เด๊ะเลย

รู้สึกเสียดายอยู่ เพราะว่าชอบปกแบบทางขวามากกว่า (สวยกว่าตั้งเยอะ) แล้วก็จะเข้าชุดกับ The Elephant Vanishes กับ Dance, Dance, Dance ที่มีอยู่แล้วด้วย

เซ็งนิดหน่อย

Things about Pai

by pittaya

มาเที่ยวปาย เจอเรื่องแปลกๆ เยอะเหมือนกัน

  • มีเฟอรารีสีแดงวิ่งในปายด้วย
  • มีฝรั่งเล่นกีตาร์เพลงรูปไม่หล่อของโมเดิร์นด็อก
  • มี netcafe ที่เป็น apple ทั้งร้าน (ใช้พิมพ์อยู่นี่แหละ) แล้วยังเปิด Sade กับ Air เสียด้วย
  • นักท่องเที่ยวคนไทยไม่ค่อยมี ถ้าอยากเจอให้ไปที่ร้านมิตรไทย กับ all about coffee
  • ร้านส้มตำหน้าอำเภอ ถ้าสั่งเผ็ดกลางๆ จะได้รสชาติเท่ากับเผ็ดมากที่กรุงเทพ
  • ในปายไม่มีสารดูดความชื้นขาย
  • เดินไปเดินมา เจอคนรู้จักสองคน หนึ่งในสองคนเป็นพี่ที่ออฟฟิซ ที่โต๊ะทำงานนั่งถัดไปสามเมตร
  • ต้มมาม่าถ้วยที่น้ำพุร้อน ใช้เวลา 40 นาที

เพิ่มเติมอีกหน่อย

  • ถึงจะไม่ชอบฟังเพลงแจ๊ส แต่ร้าน Edible Jazz ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะจะไปนั่งสบายๆ ที่สุดอย่างที่คุณ HS! บอก (ผมไปวันสองเวลา บ่ายกับกลางคืน)
  • กองแลน ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Pai Canyon ถ้าอยากไปพยายามอย่านึกถึง Grand Canyon ของอเมริกา
  • สารอาหารที่ได้รับมากที่สุดในการใช้ชีวิตที่ปายคือ คาเฟอีนและแอลกอฮอลล์
  • โปสการ์ดที่นี่มีทั้งรูปครอสโปรเซสและรูปที่ถ่ายจาก supersampler
  • ร้านถ่ายรูปที่นี่ไม่รับล้างฟิล์มขาวดำ
  • หมาดัลเมเชี่ยนที่เห็นเดินไปเดินมา ชื่อว่าครัวซอง

Siam Paragon

by pittaya

Yet another shopping center in the heart of Bangkok. I’m not its target group for sure, but Books Kinokuniya here is damn big ! This may be heaven if my english doesn’t suck.

Lullabar

by pittaya


เป็นที่ที่ไปฟังเพลงได้เพลินๆ วงที่เล่นคืนวันศุกร์ก็ใช้ได้ทีเดียว เพลงประมาณแนวๆ Keane, Manics, Coldplay, Tahiti80 อะไรทำนองนี้
แต่ที่แย่คือ นักร้องนำชอบตีกลอง เลยไม่ค่อยจะร้อง ปล่อยให้มือกีตาร์ร้องคนเดียว ซึ่งเค้าน่าจะรู้ตัวว่าเค้าร้องเพลงดี แต่ตีกลองห่วย

Tagging Amazon

by pittaya

เพิ่งเห็นว่าเดี๋ยวนี้ Amazon ก็ใส่ tag ได้แล้ว (เลื่อนไปดูตรง Customers tagged this item with)

กระแส Folksonomy มาแรงจริงๆ

  • Published:December 8th, 2005
  • Comments:1 Comment
  • Category:

เมื่อก่อน ตอนที่ Intel ออกตัว MMX technology มาใหม่ๆ ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องสถาปัตยกรรมของคอมพิวเตอร์เท่าไหร่ ทำเป็นแค่ประกอบเครื่อง ความรู้ส่วนใหญ่ก็หาอ่านจากนิตยสารคอม

ตอนนั้นในหนังสือ (ซักเล่ม) บอกว่า MMX ย่อมาจาก Multimedia eXtension คือส่วนขยายที่สามารถประมวลผลข้อมูลมัลติมีเดียได้ว่องไว ก็เลยเข้าใจไปว่ามันคือชุดคำสั่งที่คำนวณ math ที่ซับซ้อนได้เร็วๆ

จนกระทั่งวันก่อนได้เกิดความพยายามที่จะเขียน assembly ของ MMX เพื่อเร่งความเร็วการประมวลผลให้สุดๆ
พอได้ไปอ่านดูจริงๆ พบว่าที่เคยเข้าใจมาก่อนหน้านี้มันผิดหมดเลย

MMX ก็เป็นแค่ register 64 bit จำนวนแปดตัว ที่คำนวณ math ธรรมดา (เฉพาะจำนวนเต็มด้วย) ได้พร้อมๆ กันเท่านั้นเอง หาได้มีความสามารถในการแก้สมการอนุพันธ์ได้ใน cycle เดียวแต่อย่างใด
แต่ที่ MMX มันช่วยให้การประมวลผล multimedia ทำได้เร็วขึ้น ก็คือว่าข้อมูล multimedia ม้กจะเป็นข้อมูลซ้ำๆ กัน ขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าทำได้พร้อมๆ กันเยอะๆ มันก็จะเร็ว เช่น การแปลงภาพให้เป็นขาวดำโดยใช้วิธีกำหนดเส้นขีดแบ่ง (thresholding)
วิธีการมันคือ หยิบจุดมาดู ถ้าค่ามากกว่า threshold ก็ให้เป็นสีขาว ถ้าน้อยกว่าให้เป็นสีดำ อะไรงี้ ซึ่งถ้าคำนวณตามปกติ ก็จะเสียเวลาคำนวณซ้ำๆ กันเท่ากับจำนวนจุดในภาพ แต่ถ้าใช้ MMX อาจจะสามารถคำนวณได้พร้อมๆ กันทีละ 4 จุด ทำให้เร็วขึ้น 4 เท่า !
(ฟังดูไถนาชอบกล)

กรณีของ SSE (Stream SIMD Extension) ก็เช่นเดียวกัน เหมือนกับ MMX แต่เป็น register สำหรับคำนวณเลขทศนิยม

คำสั่งพวกนี้เค้าเรียกว่า SIMD - Single Instruction, Multiple Data
คำสั่งเดียว แต่คำนวณข้อมูลพร้อมกันหลายๆ ชุด

ไปค้นๆ ใน Wikipedia ถึงเข้าใจอีกอย่างว่า MMX ไม่ได้ย่อมาจาก Multimedia eXtension ซักหน่อย แต่เป็นศัพท์ทางการตลาดที่ Intel เองยังไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามันย่อมาจากอะไร

โง่อยู่ตั้งนาน

Aeon Sux ?

by pittaya

ตั้งแต่ได้ดูตัวอย่างหนังของ Aeon Flux ก็เกิดความรู้สึกทางลบขึ้นมากับหนังเรื่องนี้ซะเฉยๆ เป็นความรู้สึกทางลบที่ออกจะรุนแรงจนดูเหมือนจะไร้เหตุผลเอามากๆ ถึงแม้ว่าปกติจะไม่ชอบหนังแนวๆ นี้อยู่แล้วก็เถอะ

ในที่สุดตอนนี้ก็นึกออกแล้วว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ไม่ชอบขนาดนั้น

ต้องย้อนกลับไปก่อนว่า ทีแรก Aeon Flux เป็นการ์ตูนอนิเมชั่นฉายทางช่อง MTV มาก่อน (หนังเรื่องนี้ก็เลยมี MTV Film เป็นผู้สร้าง) โดยทีมงานที่สร้างฉบับอนิเมชั่นเป็นทีมจากเกาหลี

จนกระทั่งสองสามปีที่แล้ว มีโครงการอนิเมชั่นเรื่องนึง ที่รวบรวมทีมงานอนิเมชั่นฝีมือดีมารวมตัวกันเพื่อทำหนังสั้น 10 เรื่อง ส่งลง DVD ซึ่งพอมันออกได้ไม่กี่วันก็รีบแจ้นไปซื้อมาดูอย่างรวดเร็ว แล้วก็พบว่า 9 ใน 10 เรื่อง มันเจ๋งโคตรๆๆๆๆ มีเรื่องที่ห่วยอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องที่สร้างโดยทีมงานของ Aeon Flux นี่แหละ !

ตั้งแต่นั้นมา ชื่อ Aeon Flux ก็เลยฝังลงไปในสมอง โดยมีความเชื่อมโยงกับคำว่า “ห่วย” นี่แหละเลยกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกลียดหนัง Aeon Flux ตั้งแต่ที่ยังไม่ได้ดู…

ปล. โครงการหนังสั้น 10 เรื่องที่ว่านั่น ชื่อว่า The Animatrix

Corbijn & i

by pittaya

ได้ข่าวมาตั้งแต่กลางปีแล้วว่า U2 กับช่างภาพ Anton Corbijn กำลังจะออกหนังสือรวมภาพถ่าย U2 & i เห็นแล้วก็อยากได้มากๆ เพราะว่าชอบทั้งงานถ่ายภาพของ Corbijn แล้วก็เพลงของ U2 อยู่แล้ว
แต่ความอยากได้ก็หดลงไปเมื่อเห็นราคาอยู่ที่ 98 ยูโร !

วันนี้ไปเดินเล่น Books Kinokuniya ที่สาขาเอ็มโพเรียม หลังจากเดินผ่านชั้น General Fiction / Literature ที่ตั้งใจจะมาสืบราคา (แต่ไม่ได้ซื้อเพราะมันแพง) ก็แวะดูตรงชั้น Photography เสียหน่อย
ก็เจอ U2 & i ตั้งตระหง่านโชว์ปกให้เห็นหน้าสมาชิก 4 คนกันชัดๆ

U2 & i

หนังสือเล่มใหญ่และหนักมาก (ปกแข็ง 416 หน้า ขนาด 26 x 31 cm) ห่อพลาสติกไว้อย่างดี คงจะกลัวมือดีมาแอบเปิดดูแล้วน้ำลายไหลหกเลอะหนังสือ
พลิกดูราคาด้านหลัง…

5,995 THB !

ลาก่อน…

Next Page »