ยังแข่งกันไม่จบ แต่พรีเมียร์ชิพอังกฤษ ฤดูกาล 05/06 ก็ได้แชมป์ไปแล้ว ฤดูกาลหน้าค่อยว่ากันใหม่
แต่ประตูสุดท้ายของนัดสุดท้ายในแอนฟิลด์ฤดูกาลนี้ แจ่มดีจริงๆ
ใครๆ ก็ไป Blognone Tech Day
คนอื่นเขียนกันไปหมดแล้ว ไม่รู้จะเขียนอะไรดี
ส่วนตัวที่ชอบในงานนี้ก็มีเรื่อง Rails ที่ดูแล้วน่าสนใจมากๆ ก่อนหน้านี้เคยเล่น Django มาก่อน แต่ฟีเจอร์ก็ไม่ได้หรูหราขนาด Rails
ท่าทางคงได้หัดเขียน Ruby กันมั่งแล้ว
อีกอันที่ชอบคือ emacs ของคุณ poonlap กลับบ้านไปวันนั้นก็ apt-get install emacs เลย
ตอนนี้กำลังมั่วๆ อยู่
เรื่อง ZWSP ของคุณ lew ก็น่าสนใจ แต่ในแง่ของการ implement ท่าทางจะยังลำบากอยู่
สรุปได้ว่าเป็นสัมนาที่ค่อนข้างโอเคเลย มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง เสียแค่ว่าเวลาน้อยเกินไป ทำให้ session ท้ายๆ ต้องเร่งสปีดกันเยอะหน่อย
ปลายปีเค้าว่าจะมีอีกหน
Google Calendar บริการใหม่จากกูเกิล ออกมาได้พักนึงแล้ว เพิ่งได้ลองเล่นดูจริงๆ จังๆ
คือทีแรกไม่ค่อยได้สนใจบริการนี้เท่าไหร่ เพราะปกติเป็นคนไม่ได้ใช้งานอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ไม่ได้มีนัดหมายวุ่นวาย ก็ไม่รู้จะใช้ไปทำอะไร แต่ฟีเจอร์หนึ่งของ Calendar ตัวนี้คือสามารถเพิ่ม calendar อื่น (ที่เป็น public) มาดูได้ด้วย พอเพิ่มเข้าไป มันก็ออกมาเงี้ย…
อันนี้เพิ่มโปรแกรมเตะของทีมฟุตบอลจากพรีเมียร์ชิพเข้าไป ที่เจ๋งคือเวลาเตะ มันตรงกับเมืองไทยด้วย คราวนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาหาโปรแกรมเตะแล้วก็คำนวณเวลาเองแล้ว
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้ง สว. แล้ว รู้สึกอิจฉาคนกรุงเทพอยู่ตรงที่ว่ามีตัวเลือกเยอะแยะเสียจนเลือกไม่ถูก ผิดกับจังหวัดที่ตัวเองมีสิทธิ์เลือกตั้ง จริงๆ เพราะทั้งจังหวัดมีคนลงสมัครแค่ 6 คนเท่านั้น
ที่แย่หน่อยคือ ใน 6 คนนั้น ไม่รู้จักเลยซะ 5 คน อีก 1 คนที่รู้จัก ก็รู้ว่ามี connection กับพรรคการเมืองอยู่
คงจะเป็นเพราะว่ามาอยู่ในเมืองหลวงเสียนานหลายปี นานๆ กลับบ้านที ไม่รู้ความเป็นไปของแถวบ้านนอกเลย
ยังไงซะ อยู่ในเมืองหลวงก็มีข้อดีตรงที่เทคโนโลยีก้าวไกล มีอินเตอร์เนทความเร็วสูงใช้ หาข้อมูลของผู้สมัครแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
<googling>ค้นหาข้อมูล…</googling>
10 นาทีผ่านไป
ใช้ชื่อ+นามสกุล ของผู้สมัครเป็นคีย์เวิร์ดค้นหาในกูเกิล ปรากฏว่า นอกจากข่าวการสมัครสว.แล้ว หารายละเอียดอื่นไม่เจอเลย! ทั้งประวัติการทำงาน ตำแหน่ง หน้าที่ ประสบการณ์ ไม่มีเลย!
ลองใหม่ใช้ นามสกุล เป็นคีย์เวิร์ดอย่างเดียวบ้าง แล้วมาคัดดูเองด้วยตาอีกที ก็ได้ผลการค้นหามากขึ้นมานิดหนึ่ง รู้รายละเอียดของบางคนมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย
อย่างน้อย อยากรู้ประวัติว่าเคยลงสมัครเลือกตั้งระดับท้้องถิ่นอะไรมาบ้าง มีพรรคการเมืองไหนหนุนหลังหรือเปล่า ก็หาไม่ได้
อนาคตของประเทศต้องฝากไว้กับคนที่แม้แต่กูเกิลก็ไม่รู้จักหรือนี่
Gunbuster (Top o Nerae!) เป็นอนิเมความยาว 6 ตอนจบ ตั้งแต่ปี 1988 ยุคแรกของสตูดิโอ Gainax และเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ Hideaki Anno ผู้ที่อีก 8 ปีต่อมา โด่งดังเป็นพลุแตกกับซีรีส์ Neon Genesis Evengelion
สองตอนแรก ผู้กำกับหลอกคนดูให้ตายใจว่านี่เป็นอนิเมสาวน้อยนักกีฬา แข่งขันเพื่อเป็นผู้บังคับสุดยอดหุ่น Gunbuster แต่ในตอนหลังก็หักหลังคนดู เปลี่ยนเรื่องให้กลายเป็นไซไฟซีเรียสไปซะอย่างงั้นเลย ซึ่งเทคนิคหลอกคนดูให้ตายใจแล้วหักหลังในตอนท้ายเนี่ย ถูกเอากลับมาใช้อีกใน Evangelion เหมือนกัน
เพิ่งรู้ว่าอนิเมสมัยนั้นมีฉาก Fan service ด้วย
เนื้อเรื่องเป็นไซไฟ แบบ hard sci-fi คือมีหลักการเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่น ลงลึกในรายละเอียด และธีมของเรื่องนี้เล่นกับเรื่อง Time dilation (การเหลื่อมล้ำของเวลา เนื่องจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร่งสูงมากๆ) เป็นหลัก
ฉากการต่อสู้สุดท้ายในเรื่อง ไม่มีเสียงระเบิดตูมตาม แต่ใช้วิธีเปิดเพลงคลาสสิคประกอบ (เทคนิคนี้ถูกเอามารีไซเคิลอีกใน Evangelion)
Gunbuster มีความสูงประมาณ 250 เมตร ใหญ่ที่สุดในการ์ตูนหุ่นยนต์ทั้งหลาย
เทียบกับการ์ตูนหุ่นยนต์เรื่องอื่น Gunbuster ทำลายศัตรูไปมากที่สุด เท่าที่ดูในเรื่องก็จัดการเอเลี่ยนไประดับ billion ตัว (เยอะโคตรๆ และเก่งเว่อร์ๆ)
ดูลายเส้นของเรื่องนี้ค่อนข้างคุ้นตา พอไปหาข้อมูลก็พบว่าเป็นงานยุคแรกๆ ของ Haruhiko Mikimoto คนวาดเรื่อง Ecole du Ciel (ชื่อไทยว่า โรงเรียนนายร้อยบนฟากฟ้า) นี่เอง
ล่าสุด Gunbuster มีภาคสองออกมาแล้วในชื่อว่า Diebuster (Top o Nerae 2!) เนื้อเรื่องและตัวละครไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับภาคเก่า แต่ก็ท่าทางจะน่าดูดี
วันนี้ได้ดูหนังอย่างไม่คาดคิดเรื่องหนึ่ง ที่ห้องสมุดมารวย ที่อยู่ตรงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เป็นประจำทุกวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ทางห้องสมุดเค้าจะเปิดหนังให้คนดูกันเพลินๆ ผ่านทางจอโปรเจ็กเตอร์ คนที่จะดูก็ไปขอหูฟังไร้สายจากเจ้าหน้าที่มาสวม แค่นี้ก็ดูได้สบายใจโดยไม่รบกวนคนที่อ่านหนังสือแล้ว
วันนี้ตั้งใจไปอ่านหนังสือ แต่ดันมีหนังเรื่องที่เคยคิดอยากจะดูฉาย ก็เลยต้องหยุดพักชั่วครู่ หันมาดูหนังก่อน
โปรแกรมที่ฉายวันนี้ ห้องสมุดมารวย ภูมิใจเสนอ Doom
หนังไซไฟสร้างจากเกมยอดฮิต ทีแรกตอนที่มันเข้าฉายในโรงก็เกือบจะเข้าไปดูแล้ว แต่รู้สึกว่าไม่น่าจะคุ้มเงิน ก็เลยปล่อยไป จนได้มาดูโดยไม่คาดคิดในวันนี้
สิ่งที่ทำให้อยากดูหนังเรื่องนี้มีอยู่อย่างเดียวคือ ฉาก Fist-Person Shooter แบบลอกมาจากในเกมเด๊ะๆ แต่กว่าจะถึงฉากนั้นก็ต้องรอถึงตอนหนังเกือบจบแล้ว แต่ก็ค่อนข้างคุ้มค่ากับการรอคอย เพราะฉาก long take ความยาว 5 นาที ที่เป็นแอ็คชั่นแบบ non-stop ถูกใจแฟนเกมจริงๆ และนี่ก็เป็นฉากที่ดีที่สุดของเรื่องด้วย เพราะส่วนอื่นในหนังมันก็… หนังแอ็คชั่น ยิงสัตว์ประหลาดทั่วไป ตามสูตร
คนที่เป็นแฟนเกมมาก่อน น่าจะดูได้สนุกกว่าคนไม่เคยเล่น เพราะมันจะมีมุกเจ็บๆ ที่แฟนเกมเท่านั้นที่จะ get เช่น
ในหนังมีปืน BFG ด้วย โดยชื่อในหนังที่เขียนบอกไว้ในคอมพิวเตอร์คือ Bio Force Gun แต่พอเดอะร็อคหยิบขึ้นมาใช้ ก็อุทานออกมาว่า “Big Fucking Gun” (นั่นแหละชื่อจริง)
มีตัวละครชื่อ Dr.Carmack ที่บังเอิ๊ญบังเอิญไปพ้องกับ John Carmack คนเขียนเกม Doom
พระเอกมีลูกน้องชื่อ Duke ที่ก็บังเอิญไปชื่อเหมือนกับพระเอกของอีกเกมหนึ่ง
ตัวละครในเรื่องที่ชื่อ Pinky ตอนท้ายติดเชื้อกลายพันธุ์จนเปลี่ยนร่างเป็น Pinky Demon
นอกจาก Pinky Demon แล้ว สัตว์ประหลาดในเกมตัวอื่นก็โผล่มากันให้พอคิดถึง ทั้ง Imp, Hell Knight แล้วก็ Zombie เสียดายที่ไม่มี Cyberdemon กับ Spider Mastermind
มีฉากใช้เลื่อยไฟฟ้าด้วย !
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เล่นเกมภาคสามเพราะเครื่องไม่แรงพอ ในฐานะที่เป็นแฟนเกมมาตั้งแต่สองภาคแรก ออกจะผิดหวังเล็กน้อย เพราะนึกว่าจะมีฉาก FPS เยอะกว่านี้, มีสัตว์ประหลาดมากกว่านี้, สัตว์ประหลาดปล่อยลูกไฟได้, หรือสัตว์ประหลาดมาจากนรก ไม่ใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ! ถ้าไม่เคยเล่นเกมมาก่อนคงจะไม่ทนดูจนจบเรื่องแหง
ปีที่ผ่านมา หนังเรื่องที่ได้รางวัล Grand Prix จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ไปคือ Broken Flowers ของผู้กำกับ Jim Jarmusch (ไม่เคยดูหนังเค้ามาก่อนเลยซักเรื่อง)
ทีแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะดูเท่าไหร่ แต่พอดีว่าไปสยาม เห็นว่าเรื่องนี้เข้าฉายพอดี เวลาเหมาะ แล้วก็มีตั๋วฟรีพอดี (ดูหนังครบ 10 รอบ ดูฟรี 1 รอบ สะสมได้เต็มพอดีตอนที่ไปดู V for Vendetta )
จากประสบการณ์การดูหนังพวกที่ได้เข้าชิงรางวัลจากคานส์เรื่องที่ผ่านๆ มา พอจะแบ่งหนังออกได้เป็นสามประเภท คือ
นึกว่า Broken Flowers น่าจะอยู่ในประเภทที่สอง แต่ผิดถนัด เพราะมันเป็นหนัง ตลกหน้าตาย ดูได้เพลิดเพลินใจดีแท้ เป็นหนังรางวัลจากคานส์ที่ดูง่ายมากๆ และ Bill Murray เล่นได้ “นิ่ง” สุดๆ (ใกล้เคียงกับใน Lost in Translation )
งานหนังสือคราวนี้ได้หนังสือกลับมาน้อยกว่าครั้งก่อนๆ เพราะว่าเล่มที่ซื้อมาคราวที่แล้ว ยังอ่านไม่หมด (เป็นข้อเสียของการนั่งรถไฟใต้ดินไปทำงาน - ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือน้อยลง)
ของที่ได้มาคราวนี้ก็มี
นกของพระเจ้า - หนังสือในเครือโอเพ่น เป็นรวมบทสัมภาษณ์โดย นราวุธ ไชยชมภู (ที่ซื้อเพราะมีบทสัมภาษณ์ของ ตุล อพาร์ทเมนต์คุณป้า กับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล )
ฟ้าเดียวกัน ฉบับสถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย - เล่มที่เป็นข่าว น่ะแหละ
อย่างน้อยที่สุด - บทสัมภาษณ์ เป็นเอก รัตนเรือง โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์
To think well is good. To think right is better - สฤณี อาชวานันทกุล รวมเล่มงานเขียนของคนชายขอบ ที่ลงในโอเพ่นออนไลน์ ว่าด้วยแนวคิดของนักคิดสมัยใหม่
ความตายอันแสนสุข - เรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งของ อัลแบร์ กามูส์ ที่ยังไม่ได้อ่าน
คินดะอิจิ ยอดนักสืบ - คินดะอิจิรุ่นปู่ ซื้อเป็นปกติอยู่แล้ว คราวนี้ออกเล่ม 4-5
จุดจบแห่งจินตนาการ - อรุณธตี รอย นักเขียนอินเดียเจ้าของรางวัล booker prize
แค่นี้เอง ! ที่ซื้อน้อย มันก็มีเหตุมาจากหลายอย่าง เช่น
- มีความตั้งใจจะลดปริมาณนิยายที่อ่านให้น้อยลงหน่อย เพราะครั้งก่อนๆ ซื้อมาแต่นิยาย/เรื่องสั้น เยอะมาก อ่านก็เพลินดี แต่บางเรื่องก็ไม่ค่อยได้อะไรกลับมาเท่าไหร่
- โปรวิชั่น คงเลิกโครงการพิมพ์นิยายไซไฟ เพราะรอ Rama เล่มสอง นานแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะออก นอกจากนั้นในบูธนี้ก็ไม่มีอะไรซื้อ ประหยัดเงินไปได้
- บูธมติชน ปกติจะได้ซื้องานของมุราคามิซักเล่มหนึ่ง แต่ Kafka on the Shore ที่ออกคราวนี้ไม่ได้ซื้อ เพราะอ่านเล่มภาษาอังกฤษจบไปแล้ว แล้ววันก่อนก็เพิ่งมีคนเอา The Wind-up Bird Chronicle ฉบับภาษาอังกฤษมาให้ยืมแล้วด้วย
- ไม่ได้ซื้อการ์ตูนแบบยกเซต เพราะไม่รู้จะซื้อเรื่องอะไรดี ใจนึงอยากซื้อ Dragonball แบบ Ultimate Edition แต่เหมือนว่าจะยังออกไม่ครบ แถมเล่มละตั้ง 100 นึง ไว้รอคราวหน้าดีกว่า
- ดอน กิโฮเต้ อยากอ่าน แต่เห็นขนาดเล่มแล้วไม่กล้าซื้อ (ปกแข็งราคาเกือบเก้าร้อย) รอออกปกอ่อนก่อน แล้วค่อยซื้อ
- Textbook คอมพิวเตอร์ ไม่ได้ซื้อ ไม่มีเวลาอ่าน อาศัยอ่านในเวบเอา
งานคราวนี้คนเยอะเหมือนเดิม ระบบค้นหาหนังสือก็ห่วยเหมือนเดิม เหมาะกับคนที่มาซื้อหนังสือออกใหม่โดยเฉพาะ แต่ถ้าหนังสือออกมานานแล้วและไม่รู้ว่าอยู่บูธไหนจะหายากมาก สู้ไปเดินศูนย์หนังสือจุฬา ดีกว่า ไม่ต้องเบียดกับคนเยอะ ราคาก็ไม่ได้แพงกว่ากันเท่าไหร่
Python ขึ้นเลข minor เวอร์ชันใหม่แล้ว จาก 2.4 มาเป็น 2.5 มีฟีเจอร์น่าสนใจ (แต่ไม่รู้จะได้ใช้หรือเปล่า) เพิ่มมาเยอะเหมือนกัน
Conditional Expression - อันนี้น่าจะได้ใช้ คือเรื่องมีอยู่ว่า ในภาษา C เวลาเขียนเงื่อนไขแบบสั้นๆ เราเขียนง่ายๆ คือ x = condition? a:b แต่ใน python เขียนสั้นๆ แบบนี้ไม่ได้เสียที จนกระทั่งเวอร์ชันนี้สามารถเขียนได้แล้ว แต่หน้าตาจะต่างจากของ C นิดหน่อย คือ x = a if condition else b ดูแล้วก็อ่านง่ายดี
Partial Function - เค้าว่าเป็นการเขียนสไตล์ functional programming เท่าที่ดูก็ไม่เห็นมีประโยชน์เท่าไหร่ ยกเว้นเวลาเขียน app ที่มันมี function ที่รับ argument เยอะๆ (น่าจะได้ใช้ตอนเขียนพวก PyGTK) คือสมมุติว่าเรามี function f(a, b, c) เราสามารถสร้าง function g(b, c) ที่ equivalent กับ f(1, b, c) ได้ (รู้สึกเหมือนตอนเรียนเลข ม.ปลาย เรื่อง function เลย)
try/except/finally - ในเวอร์ชันก่อนๆ เราจะมี statement try…except กับ try…finally แยกกันเป็นคนละอัน ใน python 2.5 เราสามารถเขียนรวมกันได้แล้ว เป็นแบบ
try:
do something
except Exception:
handle something
else:
do another thing
finally:
always do this
‘with’ statement - ใช้สร้าง context manager (มันคืออะไร ?) ยังไม่ค่อยเข้าใจ ดูเหมือนจะเป็น idiom ใหม่ เอาไว้เขียน try…finally ให้สวยๆ
New packages - ctype เอาไว้เรียก function จาก shared lib หรือ dll ได้เลย, ElementTree เป็น package ย่อยอยู่ข้างใน package xml อีกที, hashlib เอาไว้ใช้แทน Module md5 และ sha เดิม พร้อมทั้ง support hash แบบอื่นๆ อีกด้วย
Other - มีปรับปรุงอย่างอื่นอีกเล็กๆ น้อยๆ เช่น function any(), all() หรือเพิ่มความสามารถให้ function min(), max() แล้วก็ฟีเจอร์อื่นที่อ่านแล้วงง คาดว่าคงไม่ได้ใช้อย่าง relative import กับ generator แบบใหม่
เวอร์ชันนี้เป็นแค่ alpha 1 เท่านั้น ตัวจริงออกประมาณ June-July
วันก่อนเพิ่งซื้อจอ Samsung 713N มาทิ้งไว้ที่ Lab ต่อเข้ากับเครื่อง desktop ว่างๆ ตัวนึง
กะว่าเอาไว้ตอนเย็น หรือวันหยุด จะได้เข้ามาทำงาน เขียนโปรแกรม จะมี productivity มากกว่าใช้งาน notebook ของตัวเอง
แล้วก็มีโครงการจะซื้อ USB Keyboard มาต่อ เพราะคีย์บอร์ดที่มีให้ใช้ มันห่วยเหลือเกิน
แต่พอเจอกับ Boot Camp ทำให้ชักรู้สึกอยากจะซื้อ Intel Mac Mini ขึ้นมาตะหงิดๆ เลย