Babel ว่าจะเข้าวันนี้ แต่ดูโปรแกรมแล้วไม่มี
ไปเปิดดูตาราง ปรากฏว่าโดนเลื่อนไปเดือนหน้าซะงั้น
เคือง
Wordpress รุ่นล่าสุด 2.1 ออกแล้ว
ไม่ได้อัพเกรดซะนาน ก็ทำซะหน่อย เพราะตัวที่ใช้อยู่มันแค่ 2.0.2 เก่าเกินก็ไม่ดี อันตราย
รุ่นนี้มี autosave แล้ว ดีจริง
ไปงาน YouFest เมื่อวานนี้ รูปแบบของงานก็คือให้คนมา “ปล่อยของ” ผลัดกันขึ้นไปพูดโดยมี theme เป็นเรื่องของ new media, citizen media คนที่มารวมตัวกันก็มีทั้งจากวงการสื่อโดยตรง และวงการ IT
รายงานสรุปอ่านได้ที่ keng.com
ในงานมีเล่น offline tag ด้วย
ที่โดนคนอื่น tag มาก็มี - คุณบุ๊ย, คุณกั้ง, คุณนัท
ที่ไป tag เค้า - อ.ธวัชชัย, คุณปกป้อง, ฮันท์, พี่กล้า
เข้าไปในห้องจัดงานตอนแรก นึกว่างาน meeting คนใช้ mac เสียอีก
เกินครึ่งของคนที่ใช้ laptop ในงาน เป็นยี่ห้อ Apple
หนังที่ Takeshi Kitano กำกับเรื่องแรกที่เคยดูคือ Sonatine ตอนนั้นได้ยินมาว่า Kitano เป็นผู้กำกับญี่ปุ่นที่โด่งดังมากในระดับนานาชาติ กวาดรางวัลมาหลายเวที ก็เลยลองหา Sonatine มาดู จนจบแล้วอยากจะร้องออกมาว่า “หนังอะไรของมัน(ฟะ)” ดูไม่ค่อยรู้เรื่องแถมยังน่าหลับอีกต่างหาก
แต่ว่าแค่เรื่องเดียวยังไม่เข็ด ลองหาเรื่องอื่นมาดูอีกสองเรื่องคือ Kikujiro และ Dolls ทำให้เริ่มรู้สึกชอบหนังของ Kitano ขึ้นมาบ้าง และมาชอบเอามากๆ คือเรื่อง Hana-bi จนกระทั่งหลังจากนั้นมีหนังเรื่องไหนที่ Kitano กำกับหรือแสดงนำ เป็นต้องหาเวลาไปดูทุกครั้ง
ล่าสุด Takeshis หนังเรื่องใหม่ของ Kitano เข้าฉายบ้านเราแล้ว โดยมีพล็อตบ้าบอคอแตก ว่าด้วยเรื่องของ Beat Takeshi ดาราดังผู้อยู่ในวงการบันเทิง ได้เจอกับ Beat Takeshi นักแสดงตกอับ ออดิชั่นที่ไหนไม่เคยผ่าน จนต้องหาเลี้ยงปากท้องด้วยการเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ

แน่นอนว่าทั้งสองบท Kitano เล่นเอง และเพื่อกันคนสับสน Takeshi คนที่เป็นดาราจะมีผมสีดำ และ Takeshi คนตกอับจะย้อมหัวทอง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วในหนัง เราแทบจะไม่สามารถแยกทั้งสองคนออกจากกันได้เลย เพราะในหนังทั้งเรื่อง ความจริง ความลวง การแสดง ภาพมายา ความฝัน ทุกอย่างเหมือนถูกจับมาผสมรวม แล้วจับยัดใส่เครื่องปั่นจนออกมาเป็นเนื้อเดียวกัน
คนที่ไม่ใช่แฟนๆ ของ Kitano ดูเรื่องนี้คงอยากจะด่า
แต่สำหรับบรรดาขาประจำทั้งหลาย เรื่องนี้ไม่ควรพลาด
ผล Golden Globe 2007 ออกมาแล้ว ผลปรากฏว่า Best Picture (Drama) ตกเป็นของ Babel จากฝีมือผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu (Amorres Perros, 21 Grams) ที่งานนี้พลาดตำแหน่งผู้กำกับยอดเยี่ยม (แต่ยังไงก็ได้จากที่คานส์ไปแล้ว)
ในสมัยก่อน มนุษย์เราล้วนพูดภาษาเดียวกัน จนกระทั่งถึงวันที่มนุษย์ท้าทายพระเจ้าด้วยการสร้างหอบาเบล หวังจะให้สูงขึ้นไปจนถึงสววรค์ พระเจ้าจึงทำลายหอบาเบลลงเสีย แล้วบันดาลให้มนุษย์พูดกันไปคนละภาษา สื่อสารกันไม่ถูก เพื่อจะได้ไม่สามารถร่วมมือกันท้าทายพระเจ้าแบบนี้อีก
(ถ้าใครอ่าน Spriggan การ์ตูนดองข้ามศตวรรษ ในเรื่องจะมี Reverse Babel ที่มนุษย์สร้างลงใต้ดินเพื่อหานรกด้วย)
ข้างบนนั่นมันตำนาน หนังจริงๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกนี้หรอก นอกจากตัวละครหลากเชื้อชาติ 4 เรื่องราวย่อย เกิดขึ้นใน 3 ประเทศ บนโลกใบเดียวกัน

เข้าเมืองไทย 25 มกราคมนี้
ไม่พลาด รอดูมานานแล้ว
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ดูโทรทัศน์ (ยกเว้นดูบอล) กว่าจะรู้ข่าวว่า CNN ถูกบล็อก ก็ล่าช้าไปกว่า คนอื่น อีกหลายๆ คน
เราอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร มันก็เป็นอย่างนี้แหละนะ
ดูเหมือนยิ่งใกล้งาน YouMedia เข้าไปเท่าไหร่ ก็เหมือนจะมีประเด็นให้เอาไปถกได้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
เคยบ่นว่าอยากอ่าน ตอนนี้มีอ่านแล้ว

ราคา Kinokuniya 1,585 บาท พร้อมห่อปก
คนอื่นซื้อ แต่ฉกมาอ่านก่อน
อัพเดต: อ่านไปคร่าวๆ รู้สึกว่าเขียนดี ครอบคลุม scenario ที่คนใช้ platform LAMP ต้องเจอ อธิบายเข้าใจง่ายดีด้วย
วันก่อนเป็นไข้ไม่สบาย เลยอดติดตาม live report ของ Macworld 2007 แต่เมื่อวานมีเวลา ก็เลยโหลด keynote มาดูเรียบร้อยแล้ว
เหมือนหลายๆ คนจะฮือฮากับ iPhone ไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดถึง ขนาดนั่งในร้านเหล้า โต๊ะข้างๆ ยังคุยกันเรื่องนี้เลย แต่ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างเฉยๆ ไม่ได้มีความรู้สึกอยากได้เท่าไหร่ ฟีเจอร์หลายๆ ของมันอย่างเช่น Cover Flow กับ Safari เวอร์ชันย่อส่วน ดูเจ๋งดี แต่ก็ไม่ใช่ของจำเป็นนัก สำหรับมนุษย์ธรรมดาอย่างผมที่มี net ใช้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน มี iPod ฟัง มีกล้องที่ถ่ายได้เนียนกว่ากล้องมือถืออยู่แล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องดูรายงานสภาพอากาศหรือราคาหุ้นแบบ real-time
ทุกวันนี้โทรศัพท์ที่ใช้อยู่ (Sony J300i) ตอนซื้อกะว่าให้มัน support java ด้วย จะได้หัดเขียน J2ME เวลาผ่านไปเป็นปีแล้วยังไม่ได้เริ่มเลยซักบรรทัด รู้สึกเสียดายอยู่
ข่าวที่ตั้งใจติดตามจริงๆ ใน Macworld คือ iWork 07 มากกว่า เพราะมีโครงการจะซื้อ iWork มาใช้ แต่เค้าว่ากันว่าให้รอเวอร์ชันใหม่ที่จะมีโปรแกรม Spreadsheet ให้ด้วย สุดท้ายก็ไม่ได้เปิดตัว ไม่รู้ว่าจะไปเปิดตัวที่ไหนเมื่อไหร่ คงต้องรอกันต่อไป
เวลาอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น รู้สึกว่าบ้านเมืองเค้ามีร้าน coffee shop เกลื่อนกลาด เป็นที่นัดพบ นั่งคุย อ่านหนังสือ ทำงานพิเศษ ฯลฯ จริงเท็จประการใดไม่รู้ เพราะไม่เคยไปญี่ปุ่น แต่ส่วนตัวแล้วผมก็นิยมการไปนั่งที่ร้านกาแฟอยู่เหมือนกัน
ช่วงแรกที่ไป คงเป็นประมาณตอนปี 4 เพราะการนั่งคุยที่ร้านกาแฟ บรรยากาศน่านั่งกว่าที่ซ่องสุมบนตึกชมรม ดนตรีฟังสบายกว่าเมื่อเทียบกับเพลงจากเครื่องเสียงของชมรมข้างๆ และปิดดึกกว่า
ช่วงแรกๆ ชอบไปนั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็นั่งคุยกับเพื่อนฝูงที่ร้านแถวสีลม ร้านแรกเลยที่ไปนั่งคือ Cafe Ease ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อน BTS ศาลาแดง ปัจจุบันกลายเป็นร้านอาหารหรือสปาอะไรซักอย่างไปแล้ว
ร้านถัดมาที่ไปนั่งคือ Coffee Bean ฝั่งตรงข้ามกับร้านเดิม ร้านนี้บรรยากาศดี ที่นั่งสบาย เปิดเพลงเพราะ ฟังสบาย แต่ดูเหมือนทางร้านจะมีซีดีอยู่แผ่นเดียว แต่ละครั้งที่ไป ผมฟังเพลง Besame Mucho ไปหลายรอบ
ช่วงที่มี laptop เครื่องแรก การใช้ wifi เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ผมเปลี่ยนร้านกาแฟไปที่ Star Coffee ในซอยคอนแวนต์ นั่งแช่วันละหลายชั่วโมง ใช้งาน internet ไร้สายฟรี สลับกับการอ่านหนังสือสบายๆ เพราะเป็นร้านที่คนไม่พลุกพล่านนัก แต่เพราะสาเหตุนี้แหละมั้ง ทำให้วันหนึ่ง ร้านนี้ก็ถูกเปลี่ยนมือ เป็นเจ้าของคนอื่น และไม่ได้เป็นร้านกาแฟอีกต่อไป
ผมกลับมาที่ Coffee Bean อีกครั้งเพื่อพบความเปลี่ยนแปลง คาดว่าซีดีแผ่นที่มีเพลง Besame Mucho คงหมดอายุการใช้งาน ในร้านจึงเปิดเพลงจากวิทยุ FM แทน ทำให้บรรยากาศในร้านตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย และสุดท้ายร้านนี้ก็กลายสภาพไปเป็นร้านโรตีบอย! (คาดว่าอีกไม่นานคงกลายเป็นอย่างอื่นต่อ เพราะโรตีบอยตอนนี้แทบไม่มีคนซื้อกิน)
เป็นเรื่องน่ากลัว ที่ร้านกาแฟไหนๆ ที่เข้าไปนั่ง ต้องปิดตัวกันหมด
บางคนอาจจะชอบนั่งที่ Starbucks แต่ถ้าเป็นไปได้ผมจะหลีกเลี่ยงให้ห่าง สาเหตุเพราะ
- แพง
- กาแฟรสชาติไม่ถูกลิ้นของผมเลยซักอย่าง
- wifi ไม่ฟรี
- คนเยอะ
- แพง
ปัจจุบัน (ขณะที่เขียน blog อันนี้) นั่งอยู่ที่ร้าน Jerlot Coffee Space ซอยเอกมัย ฟีเจอร์ของร้านนี้คือ
- มี wifi ฟรี (ไม่ block BitTorrent ด้วย)
- มีที่ให้เสียบปลั๊ก laptop นั่งทำงานได้ไม่ต้องกลัวแบตหมด
- เปิดเพลงดีถึงดีมาก
- สถานที่นั่งสบาย บรรยากาศดี
- กาแฟ + อาหาร อร่อย
หวังว่าร้านนี้จะมีชีวิตยืนยาว อยู่ไปได้เรื่อยๆ