“การสลายการชุมนุมครั้งนี้ รัฐบาลพม่าไม่ได้ใช้กำลังทหาร แต่ใช้กำลังตำรวจสลายการชุมนุม ถือเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ที่ทุกประเทศดำเนินการแบบนี้ ทหารจะต้องถอยออกไปให้ตำรวจจัดการ”

“อย่างไรก็ตาม คิดว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ยังไม่มีอะไรรุนแรง ยังควบคุมได้อยู่ ส่วนที่มีการใช้กำลังทำร้ายพระสงฆ์นั้น จะดูภาพแล้วตอบคำถามคงไม่ได้ เพราะอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บางครั้งประชาชนก็ใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็อาจปกป้องตัวเอง มันเป็นภาพทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของพม่า”

– พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน

ต้องขอยืมคำพูดคุณคนชายขอบมาสักหน่อยว่า “ส่อสันดานเผด็จการ” มากๆ

What if I called my new film My Beautiful Life Under Thaksin and the Military Junta? Would they deem it a disruption of social order and ban it?

อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล

ข่าวจากบางกอกโพสต์ (via filmsick)

พรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงพิจารณากันอยู่ มีประเด็นที่น่าสนใจคือว่า พรบ.นี้มีการจัดเรตหนังออกเป็น 4 กลุ่ม คือ สำหรับทุกเพศทุกวัย, เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต้องมีผู้ปกครองควบคุม, อายุต่ำกว่า 18 ห้ามดู, และกลุ่มสุดท้ายคือ “ห้ามฉาย”

ปัญหาก็อยู่ที่กลุ่มห้ามฉายนี่แหละ เพราะคนที่กำหนดว่าจะฉายได้หรือฉายไม่ได้ ก็เป็นกรรมการที่มาจากกระทรวงวัฒนธรรมน่ะแหละ… แค่คิดก็เซ็งแล้ว

1 Year

by pittaya

หนึ่งปีผ่านไปแล้ว…

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง…

  • Published:September 19th, 2007
  • Comments:1 Comment
  • Category:

Gig #2

by pittaya

เด็กหนุ่มวัยคึกคะนอง 4 คน อยากมีแฟนแต่ไม่มีกึ๋น สุดท้ายก็ต้องไปพึ่งรุ่นพี่อดีตสมาชิกชมรมกิ๊กคลับ (จากภาคแรก) มาช่วยติวเข้มเรื่องความรัก กลายเป็นเรื่องวุ่นๆ ตามสูตรหนังวัยรุ่นเอาฮาเป็นหลัก โชคดีได้บัตรรอบสื่อมาดูที่โรงเมเจอร์รัชโยธินเมื่อวานนี้

หลังจากเดอะกิ๊กภาคแรก ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทำรายได้ให้ mono film ไปพอสมควร ทำให้ต้องมีการสร้างภาคต่อออกมากะตีหัวเข้าบ้านเป็นเรื่องปกติ แต่จากประสบการณ์ของผมกับหนังในภาคแรกค่อนข้างจะเป็นทางลบพอสมควร คือตัวหนังพยายามเชิดชูภาพของวัยรุ่นเพลย์บอย สาวเซ็กซี่ โดยไม่ให้น้ำหนักในการสร้างหรือพัฒนาการของตัวละคร ทำให้ตอนสุดท้าย ตัวละครที่ทำตัวเลวมาตลอดทั้งเรื่อง กลับได้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง อย่างค้านสายตาคนดูว่า ไอ้นางเอกนี่มันโง่หรือบ้ากันแน่

Gig 2

ในภาคสองนี้ ลดดีกรีความเซ็กซี่ลง ตัวละครสาวๆ ก็ค่อนข้างด้อยกว่าภาคแรก (อย่างเห็นได้ชัด) และบทส่วนใหญ่ก็จะเทไปอยู่ที่ฝ่ายหนุ่มๆ เสียมากกว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกชอบภาคสองนี้มากกว่าภาคแรกคือ ตัวละครฝ่ายชายไม่ได้ถูกสร้างภาพออกมาเป็นหนุ่มเพลย์บอยขี้เก็ก น่าหมั่นไส้อีกต่อไป แต่กลายเป็นพวก loser ขนานแท้ ที่หาแฟนไม่ได้เพราะความงี่เง่า ปากหมา หรือหื่นเกินพอดีของแต่ละคน เป็นตัวละครที่คนดูพร้อมจะเอาใจช่วยมากกว่าไอ้หนุ่มขี้เก็กในภาคแรกแน่นอน

เนื้อเรื่องในภาคนี้ออกจะเป็นแนวกุ๊กกิ๊กวัยหวานเสียด้วยซ้ำ ไม่ค่อยมีมุกประเภทจงใจเล่นใต้สะดือเสียเท่าไหร่ ทั้งเรื่องยิงมุกตลกเยอะพอสมควร มีทั้งฮาแบบว่าคิดได้ไงเนี่ย และแบบที่ฮากริบแป้กสนิทก็หลายมุก ทำให้อารมณ์ของหนังแทนที่จะดำเนินไปได้เรื่อยๆ กลับต้องมาสะดุดเพราะมันพยายามจะตลก แต่ดันไม่ตลก

สิ่งหนึ่งที่ออกจะไม่ชอบในทั้งสองภาคเลยคือสไตล์การกำกับของผู้กำกับคนนี้ คือไม่รู้ว่าเค้าเคยกำกับ MV มาก่อนหรือเปล่า แต่ผมไม่ชอบสไตล์การเล่าเรื่องโดยใช้ตัวหนังสือประกอบภาพเลยจริงๆ เหอะ ทำให้รู้สึกเหมือนดู MV ขนาดยาว หรือไม่ก็รายการทีวีอยู่ มากกว่าดูหนัง

จุดด้อยอีกเรื่องหนึ่งของหนังภาคสองนี้ก็คือ ตัวละครแต่ละตัวแทบไม่มีความแตกต่าง ไม่มีบุคลิกที่โดดเด่นและเป็นประโยชน์ต่อเนื้อเรื่อง เราเห็นนางเอกคนหนึ่งหน้าลูกครึ่งแต่ดันพูดภาษาใต้ แล้วก็แค่นั้น ไม่ได้มีประโยชน์ต่อเนื้อเรื่อง ทำให้คนดูลำบากต้องอ่านซับไตเติ้ลอีก คือหนังไม่ได้ลงลึกกับคาแรคเตอร์ของตัวละครตัวไหนเลย ทำให้การที่ตัวละครฝ่ายชายคนนี้ ชอบตัวละครฝ่ายหญิงคนนั้น มันไม่มีที่มาที่ไปและเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอ

โดยรวมๆ แล้วในภาคสองนี้ลดดีกรีความเซ็กซี่ลงไปเยอะ กลายเป็นหนังรักวัยรุ่นไร้เดียงสาไปเลย ก็อาจเป็นข้อดีที่ไม่ต้องรบรากับกระทรวงวัฒนธรรมมากนัก มุกตลกที่มีมาให้ก็เยอะอยู่ ขำบ้างไม่ขำบ้างปนๆ กันไป ใครเป็นคนเส้นตื้นก็ได้กำไรหน่อย ถ้าไม่คิดอะไรมาดูเอาขำๆ ก็พอคุ้มตังค์อยู่บ้าง แต่อย่าหวังว่าจะมีอะไรแบบน้องไอซ์ในภาคแรก

ขอบคุณบัตรฟรีจาก mono group มา ณ โอกาสนี้ด้วย ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้

เวบไซต์หนัง - gig2movie.com (โหลดช้ามาก flash ขนาดใหญ่มาก)

เนื่องจาก ipod mini ตัวเก่าเกิดอาการงอแง ไม่ยอมแสดงปกอัลบัม ไม่ยอมเล่นไฟล์วิดีโอ ไม่ยอมแสดงผลเป็นจอสี แล้วก็ไม่ยอมให้ใส่ข้อมูลเกินกว่า 4GB ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจำใจต้องซื้อตัวใหม่มาใช้ โดยตัวใหม่ที่ซื้อมาก็เป็นรุ่นล่าสุดที่เพิ่งออก iPod Nano 3rd Generation ขนาด 8 GB สีดำ

ipods
เปรียบเทียบจากซ้ายไปขวา : Mini, Nano 2nd gen (ของคนอื่น ยืมมาเทียบเฉยๆ), Nano 3rd gen

รูปลักษณ์ภายนอก: หลายคนบอกว่า nano ตัวใหม่นี่หน้าตาอ้วนเตี้ย ดูแล้วไม่สวย จะว่าไปก็ออกจะจริงอยู่ คือถ้าเทียบกับ Nano 2nd gen แล้วยังไงอันนั้นก็ดูดีกว่า แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป อย่างน้อยก็ยังสวยกว่ายี่ห้ออื่น วัสดุด้านหน้าเป็นแบบเดียวกับ Nano 2nd gen ดูสวยงามดี ด้านหลังเป็นโลหะมันวาว สะท้อนแสง ใช้แทนกระจกได้เลย ตรงนี้เป็นรอยนิ้วมือง่ายมากๆ สำหรับคนรักความสะอาดอาจจะต้องหาซื้อปลอกมาใส่ จอภาพของรุ่นนี้แสดงผลได้ที่ 320×240 pixel เทียบกับขนาดจอ 2 นิ้ว ทำให้ความละเอียดจำนวน pixel/inch สูงมาก ภาพที่ได้ออกมาก็เลยมีความคมชัดสวยงามดี การเชื่อมต่อกับคอมก็ใช้สายต่อ USB แบบเดิม แต่ในรุ่นนี้หัวต่อ USB กับรูเสียบหูฟังมันติดกัน ทำให้ถ้าจะถอดสาย USB ออก ต้องถอดหูฟังออกก่อน น่ารำคาญเล็กน้อย

ฟังเพลง: ฟีเจอร์ใหม่ที่มีเข้ามาในรุ่นนี้คือ Cover Flow เอาปกอัลบัมมาเรียงๆ กันดูสวยงาม แต่ตรงนี้มีเรื่องน่าผิดหวังอยู่คือ ในหน้า cover flow นี้จะแสดงผลเรียงตาม Artist ได้เท่านั้น เรียงแบบ Album หรือ Album by Artist แบบใน iTunes ไม่ได้ ส่วนอื่นก็จะเหมือนๆ กับในรุ่นเดิม ยกเว้นการคอนโทรลบางอย่างจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ชอบตรงที่สามารถ shuffle album หรือ artist ได้จากหน้าจอเล่นเพลงโดยตรงเลย ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงนี่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันดีหรือไม่ดี ไม่ใช่พวกหูเทพ แยกไม่ออก

CoverFlow
แสดงผลแบบ Cover Flow ได้สวยงาม

ดูวิดีโอ: วิดีโอสามารถเลือกดูได้ทั้งในโหมด widescreen และ fullscreen จากการทดลองดูไฟล์หนังที่ rip ออกมาจาก DVD ดูเป็นแบบ widescreen ก็จะพออ่านซับไตเติ้ลออก แต่ถ้าดูแบบ fullscreen ก็จะอ่านได้ค่อนข้างสบายตากว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยพื้นที่ด้านข้างที่โดน crop ทิ้งไป ไฟล์วิดีโอที่จะเอามาใส่ก็ใช้โปรแกรม iSquint แปลงเอา ง่ายดี (มีเฉพาะบน mac) หรือถ้าจะ rip จาก DVD ก็ใช้โปรแกรม handbrake (มีทั้ง mac และ windows)

อื่นๆ: ดูรูปภาพได้, มีเกมแถม 3 เกม (คงไม่ค่อยได้เล่น) สามารถ sync calendar, contact ได้ (ก็คงไม่ค่อยได้ใช้อยู่ดี) ไม่ support ภาษาไทย ถ้าเอาเพลงไทยใส่เข้าไป มันก็ไม่แสดงผล เห็นเป็นว่างๆ เหมือนกับใน Nano 2nd gen อันนี้ก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เพราะปกติก็ดูเอาจากหน้าปกแล้วเลือกฟังทีเดียวทั้งอัลบัมอยู่แล้ว

สรุป
Pros: เมนูสวยงาม ใช้งานง่าย วิดีโอคมชัด หน้าตาดูดีมีชาติตระกูล
Cons: บอดี้ด้านหลังเป็นรอยนิ้วมือง่าย ถอดสาย USB ลำบาก

  • Published:September 16th, 2007
  • Comments:7 Comments
  • Category:

The Fatty

by pittaya

แปะไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยมารีวิว

“Fatty” Nano

  • Published:September 16th, 2007
  • Comments:5 Comments
  • Category:

The Passion of Anna

by pittaya

The Passion of Anna เป็นวงหน้าใหม่ เพิ่งทำเดโมเสร็จ พอดีเพื่อนที่เป็นคนในวงเอามาให้ฟัง ก็เพราะดี ซาวด์ออกอังกฤษๆ หน่อย ดูจาก influence ก็มีหลายวงอย่าง The Velvet Underground, The Cocteau Twins, Echo and the Bunnymen, Siouxie & the Banshees, The Cure, The Ocean Blue, The Railway Children, Slowdive, Adorable (ไม่เคยฟังซักวง =.=’)

The Passion of Anna

ลองไปฟังได้ที่ myspace ของทางวง

สองสามวันที่ผ่านมามีงานเร่งด่วนเข้ามา คือต้องทำระบบให้คะแนนแบบสดๆ ของการประกวดอะไรซักอย่างหนึ่ง โดยรายละเอียดของงานก็แบ่งเป็นส่วนๆ คือ ส่วนรับลงทะเบียนที่หน้างาน, ส่วนกรรมการให้คะแนน แล้วก็ส่วนที่เป็น backend สำหรับรวบรวมคะแนนเพื่อให้กรรมการตัดสินอีกที

ขั้นตอนการทำงานของระบบ ตอนแรกคือ ผู้สมัครลงทะเบียนผ่านเวบไว้ก่อนแล้ว พอมาถึงวันงานก็จะมาลงทะเบียนพร้อมกับถ่ายรูปที่หน้างาน ขั้นตอนนี้จะได้หมายเลขประจำตัวของแต่ละคนไป (เป็น 1, 2, 3 เรียงไปเรื่อยๆ) เสร็จแล้วทีมงานก็จะปล่อยให้ผู้สมัครเข้าไปให้กรรมการดูทีละ 10 คน ซึ่งตอนนี้ไม่ต้องรอให้ผู้สมัครทุกคนลงทะเบียนเสร็จก่อน คือลงทะเบียน ถ่ายรูปเสร็จ ครบ 10 คนเมื่อไหร่ก็ปล่อยเข้าไปให้กรรมการให้คะแนนได้เลย พอให้คะแนนครบทุกคนแล้ว ระบบจะรวมคะแนน เรียงลำดับตามคะแนนมากไปน้อย แสดงผลให้กรรมการเข้าไปตัดสินใจเลือกกันเองอีกครั้งหนึ่ง รอบแรกคัดคนให้เหลือ 70 คน หลังจากประกาศรายชื่อแล้วก็มีให้คะแนนรอบสอง แต่คราวนี้ให้เข้ามาทีละ 7 คน กรรมการให้คะแนน รวมคะแนน เหมือนเดิม

หน้าตาของระบบเป็นแบบนี้ เทคโนโลยีก็ใช้เป็น web-based ธรรมดา

Network layout

  • โต๊ะลงทะเบียนมี laptop 2 เครื่อง เครื่องนึงต่อกับกล้องถ่ายรูป อีกเครื่องนึงสำหรับลงทะเบียน รันวินโดวส์ ต่อ wireless
  • Server เป็น Linux (น่าจะเป็น Fedora) รัน Apache + PHP + MySql
  • ห้องกรรมการมี laptop สำหรับดูผลรวมคะแนน และคัดเลือกผู้เข้ารอบ รันวินโดวส์ ต่อ wireless
  • เวลาประกวด กรรมการจะนั่งอยู่ใน auditorium มีคอมคนละตัวเอาไว้ให้คะแนน ตรงนี้กรรมการ 5 คนใช้เครื่องรันวินโดวส์ ให้คะแนนผ่านบราวเซอร์ Firefox 2 แต่ละเครื่องต่อ LAN (100 Mb/s)
  • Wireless router ต่อสาย LAN ออกมาจากห้อง auditorium เพื่อกระจายสัญญาณให้กับจุดลงทะเบียนกับห้องรวมคะแนน รัศมีประมาณ 10-20 เมตร

ขั้นตอนทางเทคนิคที่ทำคือ

  • เนื่องจากมีข้อมูลของผู้สมัครแต่ละคนอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเอารูปที่ถ่าย match กับ profile ให้ตรงกัน และ generate หมายเลขให้แต่ละคน แต่เนื่องจากเครื่องที่ใช้ถ่ายรูปกับเครื่องที่ลงทะเบียนเป็นคนละเครื่อง ก็เลยต้องแชร์ไฟล์ผ่านทาง windows share
  • คนไหนลงทะเบียนเสร็จ ข้อมูลใน server ก็จะถูกอัพเดต ตัว client ในเครื่องของกรรมการจะเอาข้อมูลนี้มาแสดงผล ทีละ 10 คน
  • พอประกวดเสร็จ กรรมการประชุมกัน คัดเลือกผู้ที่ผ่านเข้ารอบ 2 จากนั้นก็ประกวดรอบ 2 กันต่อ โดย client ที่กรรมการใช้ให้คะแนนในรอบ 2 ก็จะต้องแสดงข้อมูลของเฉพาะคนที่ผ่านเข้ารอบด้วย

งานดูเหมือนไม่ลำบากมากนัก แต่ก็ได้บทเรียนมาจากงานนี้เยอะพอสมควรคือ

  • ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์มีเยอะมาก เช่น การจัดคิวผู้สมัครให้เดินเข้ามาตามหลายเลขที่ได้รับ ยังไงตรงนี้ก็ต้องเตี๊ยมกับคนจัดคิวให้ดีว่า ให้มาทีละกี่คน เรียงลำดับยังไง ซึ่งระบบเตรียมเผื่อกรณีที่คิวมันมั่วไว้แล้วระดับนึง
  • อย่าเอา wireless router ไปวางตรงจุดที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมา สัญญาณอาจจะขาดหายเป็นพักๆ ได้ (หรือเป็นเพราะ router ยี่ห้อ Zyxel มันห่วย?)
  • ถ้าเป็นไปได้ ใช้ wired network จะชัวร์กว่า
  • เตรียม UPS ให้พร้อม กรณีที่อาจมีคนเดินเตะปลั๊กหลุด
  • client สำหรับลงคะแนน เป็น web-based ต้องออกแบบ interface ให้เป็นมิตรกับกรรมการ (แก่ๆ) ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • client สำหรับลงคะแนน ออกแบบให้ใช้ mouse อย่างเดียว เลยต้องเอา keyboard ไปซ่อน ซึ่งจะให้ดี ต้องเก็บ keyboard ให้ห่างเท้ากรรมการที่สุด ห้ามวางไว้ใต้โต๊ะกรรมการเฉยๆ เด็ดขาด
  • เตรียม solution สำรองไว้เสมอ อย่างตรงจุดลงทะเบียน อยู่ๆ เครื่องลงทะเบียนก็ wireless หลุดไปเฉยๆ ต่อใหม่ไม่ได้ router ไม่แจก IP ให้ โชคดีที่มีเครื่องสำรอง แต่เป็น macbook ต่อเข้า windows share ลำบากเล็กน้อย แต่ก็พออาศัยประสบการณ์เอาตัวรอดมาได้
  • เตรียมทำ backdoor ให้ตัวเองเข้าไปแก้ไขระบบได้อย่างรวดเร็ว เช่น การแก้คะแนน, reset database, แก้ไขข้อมูลบางจุดที่ผิดพลาด ฯลฯ
  • อย่าเชื่อพวก magic number ที่ได้จาก requirement ทีแรกมากนัก (คัดรอบแรกเหลือ 70 คน, ปล่อยคนเข้าไปเดินทีละ 10 คน, เอาเฉพาะข้อมูล x, y, z มาแสดง, ฯลฯ) การจัด event พวกนี้ magic number ทั้งหลาย พร้อมจะเปลี่ยนตลอดเวลา จงเขียนโปรแกรมให้สามารถแก้ config เหล่านี้ได้ง่ายๆ

ถึงแม้จะเตรียมระบบไว้อย่างไรแต่เมื่อ event ดำเนินมาจนถึงการให้คะแนน 10 คนสุดท้าย จู่ๆ กรรมการก็ไม่สามารถ submit คะแนนเข้า server ได้ ลองตรวจดูก็พบว่า server ไม่ตอบสนองในช่วงเวลานั้น วิธีแก้ไขข้อมูลเฉพาะหน้าตอนนั้นก็คือ “แจกกระดาษ+ปากกา” ให้กรรมการใช้แทนในช่วงที่ทีมงานหาสาเหตุ

พบว่าสาเหตุที่จู่ๆ server ก็ดับไป เนื่องจากมีคนเตะปุ่ม power! ต้องใครซักคนในกรรมการน่ะแหละ! (Heinlein เคยบอกไว้ว่า “Never underestimate the power of human stupidity”)

หลังจาก boot server ขึ้นมาใหม่ ก็ใช้งานได้ตามปกติ
การป้องกันการเกิดเหตุ server ล่มแบบนี้ อาจจะต้องมี server 2 เครื่อง เป็น master กับ slave มีการ sync db log กันตลอดเวลา แล้วก็ให้ตัว master ปล่อย heartbeat ถ้าเครื่อง slave ไม่ได้ยิน heartbeat ติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งก็ให้ take over ทำตัวเป็น master แล้วทำงานเสียเอง

หรือไม่ก็เก็บ server ไว้ให้ห่างตีนกรรมการ

“Spend 10 minutes collecting everything you need to work on a problem, and unplug the internet for 2 hours. You’ll finish in 30 minutes.”

- Matt Mullenweg

จริงอย่างที่สุด!

The beat goes on

by pittaya

ipod family
(รูปจาก apple.com)

iPod รุ่นใหม่คราวนี้ design ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ฟีเจอร์ยั่วน้ำลายมากๆ โดยเฉพาะช่วงหลังๆ นี่ดูพวก podcast มากขึ้น (ตั้งแต่ duocore เปลี่ยนตัวพิธีกรนี่แหละ) ก็อยากจะได้เอามาลง iPod ไว้ดูเล่นตอนนั่งรถบ้างเหมือนกัน

Nano ตัวใหม่ก็ท่าทางน่าสนใจดี จอละเอียด 320×240 pixel ขนาด 2 นิ้ว น่ากลัวว่าจะเล็กไปหน่อย ถ้าเอาหนังมาลง คงอ่านซับไตเติ้ลไม่เห็นเป็นแน่ คาดว่าคงมีอุปกรณ์เสริมเป็นแว่นขยายออกมาขายชัวร์ (แบบเดียวกับที่เอาไว้ส่อง gameboy)

Touch ก็ดูเจ๋งดี เหมือน iPhone ที่โทรออกไม่ได้ แต่ฟีเจอร์หลายอย่างคงใช้ไม่ได้บ้านเรา หรืออย่าง WiFi ที่ดูเหมือนจะดี แต่คงหาที่ใช้ลำบากสักหน่อย เพราะไม่ได้มีให้ใช้แพร่หลายอย่างในเมืองนอก (แต่เด็กบางมหาลัยอย่างเกษตรฯ ที่มี WiFi ทั้ง campus อาจจะชอบ?)

เก็บตังค์ๆ

Next Page »