Trip 2008
by pittayaไปทริปของบริษัทที่เชียงใหม่ ออกเดินทางเย็นนี้ กลับมาอีกทีบ่ายๆ วันที่ 3 คงไม่ได้อัพเดต blog เท่าไหร่ แต่ twitter ยังอัพเดตอยู่ (ถ้ามีสัญญาณโทรศัพท์นะ)
- Published:November 29th, 2007
- Comments:No Comment
- Category:Life
ไปทริปของบริษัทที่เชียงใหม่ ออกเดินทางเย็นนี้ กลับมาอีกทีบ่ายๆ วันที่ 3 คงไม่ได้อัพเดต blog เท่าไหร่ แต่ twitter ยังอัพเดตอยู่ (ถ้ามีสัญญาณโทรศัพท์นะ)
ถ่ายไว้ตอนที่ไปงาน Fat Festival #7 มันเป็นจุดแสดงงานของวิศุทธิ์ พรนิมิตร ทำเป็น animation ที่เว้นช่องไว้ให้คนดูเข้าไปเล่นกับฉากได้ ถ่ายรูปออกมาแล้วก็ตลกดี
Nikon FM2, Fuji Sensia 100, Cross processed.
ได้ Blog Tag มาจากสุธี เนื้อหาตามนี้
Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อ คือการเขียนลงในบล็อกว่าตั้งใจจะทำความดีอะไรหนึ่งอย่างเพื่อพ่อ แล้วส่งต่อไปให้คนอื่นอีก 5 คนเพื่อให้เขียนบล็อกแบบเดียวกัน
กติกา
- ให้ copy เนื้อหาในหัวข้อ Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อคืออะไร? ที่อยู่ด้านบน และหัวข้อกติกานี้ นำไป paste ลงในบล็อกของคุณ
- เขียนบอกว่าใครที่ tag มาหาคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบทความที่ tag มาหาคุณด้วย เพื่อที่คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณ จะได้ตามไปอ่านบทความของคนที่ tag หาคุณได้
- เขียนความดีหนึ่งอย่างที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อพ่อ ถ้านึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ให้เข้าไปดูในเว็บ http://www.dogood.or.th/
- ให้ tag ไปหาคนอื่นอีก 5 คนเพื่อให้เขาทำเช่นเดียวกับคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบล็อกของทั้ง 5 คนด้วย และถ้าเจ้าของบล็อกเข้ามาเขียนบทความแล้ว ก็ให้แก้ลิงก์ไปที่ตัวบทความเลย คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณแล้วจะตามอ่านของคนที่คุณ tag ไปหา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาว่าบทความอยู่ที่ไหนในบล็อก
- เข้าไปขอแบนเนอร์โครงการทำดีเพื่อพ่อจากเว็บ http://www.dogood.or.th/banner_exchange/ แล้วนำมาติดในบทความที่คุณเขียน
- เข้าไปแจ้งที่ http://blog.macroart.net/dogood/ ว่าคุณได้เขียนบทความทำดีเพื่อพ่อแล้ว
- ข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่อเขียนว่าจะทำดีอะไรแล้ว ขอให้มีความตั้งใจมั่นและลงมือทำความดีที่เขียนไว้ให้สำเร็จ สังคมเราจะดีขึ้นเพียงแค่ทุกคนช่วยกันทำความดีกันคนละเล็กคนละน้อย
ขออนุญาตไม่เล่น ไม่ติด banner และขอไม่ tag ต่อไปยังคนอื่นด้วย เหตุผลก็คือว่าโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อในเรื่องนี้น่ะ ไม่เชื่อว่าเวลาคนเราจะทำดีอะไรซักอย่างนึงต้องมีคนอื่นมาเป็นแรงบันดาลใจให้ทำดี ถ้าเป็นแบบนั้นการทำดีมันคงไม่ยั่งยืน ถ้าเกิดว่าคนที่เป็นแรงบันดาลใจตายขึ้นมาวันใดวันหนึ่งแล้วเราจะหยุดทำดีหรือ? ผมว่า ค่านิยม/วาทกรรม การทำดีในรูปแบบนี้เป็นเรื่องไม่น่าสนับสนุน ก็เลยไม่เล่น blog tag ด้วย เท่านั้นแหละ
ช่วงกลางปีที่ผ่านมา หนังเรื่องแสงศตวรรษ มีโปรแกรมจะลงโรงฉายในบ้านเราแต่ด้วยเหตุผลงี่เง่าของคนบางกลุ่ม ทำให้หนังเรื่องนี้ออกฉายไม่ได้ถ้าไม่ตัดบางฉากออก สุดท้ายผู้กำกับก็ตัดสินใจไม่ฉาย คนเป็นแฟนผลงานก็ต้องผิดหวังกันไปตามๆ กัน
โชคดีที่เมื่อวันศุกร์-เสาร์ที่ผ่านมา สถาบันฝรั่งเศสจัดฉาย แสงศตวรรษ รอบพิเศษแบบไม่มีตัด เพียงแค่ 3 รอบเท่านั้น ตอนวันพฤหัสโทรไปจองที่นั่ง ก็ต้องผิดหวังเพราะมันเต็มทุกที่ทุกรอบ แต่วันเสาร์ก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า คิดว่ายังไงก็ต้องมีคนที่จองไว้แล้วไม่มาแน่ๆ และก็เป็นดังคาด มีที่นั่งเหลือ ทำให้ในที่สุดก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที (เจอคุณคนชายขอบ ก็มาดูเหมือนกัน)

ถ้าเทียบกับหนังเรื่องอื่นของผู้กำกับอภิชาติพงศ์แล้ว “แสงศตวรรษ” เป็นหนังที่ดู “ง่าย” ที่สุดและ “สนุก” ที่สุด เป็นอันดับ 2 รองจาก หัวใจทรนง (จากทั้งหมดที่เคยดู ได้แก่ แสงศตวรรษ, หัวใจทรนง, สัตว์ประหลาด!, ดอกฟ้าในมือมาร, Windows) ก่อนจะฉายหนัง อภิชาติพงศ์บอกกับคนดูว่า ให้ดูหนังแบบสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก ปล่อยให้หนังพาไปเอง ซึ่งก็เป็นหลักสำคัญในการดูหนังของผู้กำกับคนนี้อยู่แล้ว ถ้าใครที่ชอบครึ่งแรกของ “สัตว์ประหลาด!” น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก การเล่าเรื่อง การดำเนินเรื่อง ดูเรียบง่ายและจริงใจมากๆ จนคนที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนอาจคิดไปได้เลยว่าหนังมันไม่เห็นมีอะไรเลย
น่าสงสัยว่าถ้าหาก แสงศตวรรษ หรือ หัวใจทรนง เกิดโด่งดังก่อน สุดสเน่หา หรือว่า สัตว์ประหลาด! ชื่อของอภิชาติพงศ์ในบ้านเราอาจจะได้รับการยอมรับมากกว่านี้ก็เป็นได้
ปล. ถ้าบอกว่าคนไทยชอบดูหนังตลก ผมว่า แสงศตวรรษ นี่เป็นหนังไทยที่ตลกที่สุดที่ผมได้ดูในปีนี้เลยนะ
หลังจากเมื่อวานลองเล่น emulator ของ Android ดูแล้วพบว่ามันแสดงผลภาษาไทยไม่ได้ ก็ได้คอมเมนต์จาก pradt ทำให้คิดว่าอาจเป็นเพราะฟอนต์ของ Android ไม่มีตัวหนังสือภาษาไทย บวกกับความช่วยเหลือจาก kengggg ทำให้รู้ path ของฟอนต์ที่อยู่ใน emulator
เราสามารถเรียกใช้งาน console ชองตัว emulator ได้เหมือนกับ linux ทั่วไป แต่คำสั่งบางอย่างก็ไม่มีให้ (อย่างเช่น mv หรือ find) ทำให้ตอนใช้งานก็ลำบากอยู่บ้าง แต่ก็สามารถลุยเข้าไปดูในไดเรกทอรีต่างๆ ได้ ลองดูใน /system/fonts ก็เห็นมีไฟล์ฟอนต์อยู่ตามนี้
DroidSans-Bold.ttf
DroidSans.ttf
DroidSansFallback.ttf
DroidSansMono.ttf
DroidSerif-Bold.ttf
DroidSerif-BoldItalic.ttf
DroidSerif-Italic.ttf
DroidSerif-Regular.ttf
ลองแก้เอาโง่ๆ เลยคือ backup ตัวฟอนต์ต้นฉบับเก็บไว้ก่อน จากนั้นก็เอาฟอนต์ Tahoma คือไฟล์ tahoma.ttf กับ tahomabd.ttf มาเปลี่ยนชื่อเป็น DroidSans.ttf กับ DroidSans-Bold.ttf ตามลำดับ แล้วใส่กลับเข้าไปใน emulator แทนฟอนต์เก่าโดยใช้ adb
$ adb push DroidSans.ttf /system/fonts/DroidSans.ttf
$ adb push DroidSans-Bold.ttf /system/fonts/DroidSans-Bold.ttf
ผลที่ได้คือ หน้าเวบที่แสดงผลแบบใช้ฟอนต์ตระกูล sans ก็สามารถแสดงภาษาไทยได้แล้ว

วิธีนี้ออกจะเถื่อนๆ ไปหน่อย เพราะตัวหนังสือภาษาอังกฤษของเดิมก็จะถูกทับไปด้วยตัวหนังสือของฟอนต์ Tahoma ทางที่ดีควรจะเอาไฟล์ฟอนต์ของ emulator มาแก้โดยการเพิ่มตัวหนังสือภาษาไทยเข้าไปมากกว่า แต่คงต้องไปหัดใช้ fontforge เสียก่อน
ใครไม่รู้จัก Android ลองไปอ่านได้ที่ blognone
ตัว Emulator ของ Android มันจะมี web browser แถมมาให้ด้วย ลองเล่นๆ ดูปรากฏว่าเข้าเวบที่เป็น AJAX อย่าง Google Reader ได้ด้วย

แต่พอลองเข้า youtube ดันเล่นวิดีโอไม่ได้ แสดงว่าตอนนี้ยังใช้งาน flash ไม่ได้

ลองเช็ค user-agent ดู จะเห็นว่ามันเป็น WebKit

แต่สำหรับภาษาไทย ตอนนี้ยังแสดงผลไม่ได้ ออกมาเป็นแค่ตัวสี่เหลี่ยม

ทดลองเล่น emulator แค่นี้ก่อน วันหลังจะลองเขียน app ดูมั่ง
เจอมาจากบล็อกของ bact’
ที่จริงภาพในซีรีส์ Pink Man อันนี้เคยเห็นมานานแล้ว (ดูภาพทั้งหมด) เป็นงานตั้งแต่ปี 2001 ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ 1 ใน 100 ช่างภาพร่วมสมัยที่น่าต่ืนเต้นที่สุดในโลก (โดยการจัดอันดับของสำนักพิมพ์ไพดอน)
เอากลับมาดูอีกที มันก็เข้ากับกระแสตอนนี้ดีนะ
เสาร์ที่ผ่านมา ไปงาน Fat Festival อีกแล้ว
งานคราวนี้จัดที่เดิมกับครั้งที่แล้ว เรื่องสถานที่ค่อนข้างโอเค แต่มันออกจะแปลกตรงที่ทุกปี งาน Fat จะเปลี่ยนสถานที่จัดไปทุกครั้ง มาคราวนี้จัดงานที่เดิมเลยรู้สึกจืดๆ
ปัญหาของ Fat เป็นปัญหาเดียวกับซูเปอร์มาเก็ต หรือสถานีโทรทัศน์ทั่วไป คือมีเนื้อที่สำหรับเสนอขายสินค้าในจำนวนจำกัด ทำให้สินค้าที่ถูกคัดมานำเสนอให้ผู้บริโภค (ในกรณีนี้คือดนตรี) มีจำนวนจำกัดไปด้วย เพลงที่เอามาเปิด ก็ต้องถูกคัดเลือกในระดับนึงแล้ว (โดยทางทีมงาน) ว่าน่าจะเหมาะกับคนฟัง ทำให้วงเล็กวงน้อยทั้งหลาย ที่มีเวลาออกอากาศเพียงน้อยนิด ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงคนฟัง สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาได้ในงานที่จัด โซนที่เป็นงาน bedroom studio ซบเซาอย่างมาก เทียบกับจำนวนคนที่เข้าไปในงานมากขนาดนั้น ความสุขประเภทที่ว่าไปได้ซีดีของวงแปลกๆ ไม่ดัง แต่ทำเพลงเพราะถูกใจ มันหาไม่ได้แล้ว
ในสายตาของผม Fat ไม่ได้เป็น “ทางเลือก” เหมือนสมัยก่อนแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทั้งทางอายุ, สื่อทางเลือกอื่น ฯลฯ) แต่ว่าเป็นสื่อที่นำเสนอ “mass” ของตลาดที่เล็กลงมาเท่านั้น
สรุปงานคราวนี้
สงสัยว่าคราวหน้า ถ้าไม่ได้เป็นบัตรฟรีก็คงจะไม่ได้ไปแล้ว
ไม่ได้แปะรูปนานแล้ว เพราะไม่ค่อยได้ถ่ายรูป เป็นอันว่าตอนต้นปีที่เคยตั้งใจจะถ่ายให้ได้เดือนละม้วนนึงก็ทำไม่สำเร็จ
รูปนี้ถ่ายที่ตีนสะพานลอยแห่งหนึ่ง แถวๆ ปากเกร็ด แต่ว่าข้อความเดียวกันนี้ก็คงพบเห็นได้ตามที่อื่นทั่วไป ส่วนตัวไม่ชอบเลยเวลาที่จะด่าอะไรใครแล้วเอามาเปรียบเทียบกับควายเนี่ย คือในบางครั้ง มันก็เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่าควายยังทำตัวมีประโยชน์กว่ากันเยอะ
Cosina CX-2
Kodak Elitechrome 100 ExtraColor, ครอสโปรเซส