ทีแรกทำท่าว่าจะเป็นข่าวที่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อเท่าที่ควร แต่ในที่สุดแล้วข่าวเรื่อง นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และเพื่อน ไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง จนถูกฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ถูกนำไปลงในสื่อต่างๆ บ้างแล้ว (แต่สื่อที่เป็นกระแสหลักคงยังเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น “เปราะบาง” ก็เลยยังไม่มีรายไหนขยับตัว)

ในขณะนี้สื่อที่รายงานเรื่องนี้ก็มีตามนี้

เรื่องคร่าวๆ มีอยู่ว่า นายโชติศักดิ์ และเพื่อน ไปดูหนังแล้วไม่ยืนขึ้นตอนเพลงสรรเสริญพระบารมี จนมีคนดูในโรงชื่อ นายนวมินทร์ ลุกขึ้นมาต่อว่าปาข้าวของใส่ สุดท้าย นายโชติศักดิ์ ก็เลยแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย และนายนวมินทร์ ได้ฟ้องกลับด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รายละเอียดอ่านได้ตามลิงก์ด้านบน

จากการเข้าไปอ่านความคิดเห็นของคนตามแหล่งข่าวต่างๆ ที่ว่ามา รวมถึงเว็บบอร์ดอีกหลายแห่ง เกิดความรู้สึกหงุดหงิดใจกับวิธีการให้เหตุผลของคนจำนวนมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมความโกรธแค้น เกลียดชังผู้อื่น ถึงได้ทำให้ความสามารถในการให้เหตุผลของคนเราลดต่ำลงได้อย่างน่าใจหาย

ยอมรับกันเสียทีเถิดว่า “คนไทย” ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันหมดทุกคน “วัฒนธรรมไทย” ไม่ได้มีแค่ความหมายเดียว “ความรัก” มันบังคับจิตใจกันไม่ได้ (และทำนองเดียวกัน “ความเศร้า” ก็เช่นกัน)

การผูกขาด “ความเป็นคนไทย” ไว้ด้วยนิยามของตัวเอง แล้วผลักไสคนที่ไม่ได้คิดเหมือนตัวเองออกไปด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่ใช่คนไทย”, “ไม่รักชาติ”, “ไปอยู่ที่อื่นเลย” ผมว่ามันไร้เหตุผลมากๆ เพราะหากเราให้เหตุผลแบบนี้แล้ว หมายความว่า เราจะไม่มีแม้กระทั่งที่ยืนให้กับคนที่เห็นต่างไปจากคนหมู่มากเลย

จากที่ได้ติดตามข่าว นายโชติศักดิ์ ก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเลย (แต่เรื่องผิดจารีตน่ะใช่) ไม่เข้าใจว่า ทำไมความเห็นที่โจมตีนายโชติศักดิ์ถึงได้มีความก้าวร้าวรุนแรงมากนัก (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สามารถแสดงความเห็นได้อย่างนิรนาม) กับแค่ว่าคนคนนึง ไม่ได้รักคนที่คนอื่นเค้ารักกัน มันเป็นความผิดขนาดนั้นเลยหรือ?

ชอบข้อความตอนนึงจากบล็อก etat de droit ขอตัดตอนมาใส่ไว้ตรงนี้

มีแต่สังคมป่าเถื่อนและไร้อารยะเท่านั้น ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ความคิด ความเชื่อ หรือรสนิยมที่แตกต่าง
ฤาสังคมแห่งนี้ แม้เพียงเสรีภาพในความรัก ก็มิอาจหยิบยื่นให้แก่กันได้

เชื่อว่าความเห็นต่อกรณีนี้ของแต่ละคนก็คงต่างกันออกไป บางคนอาจเห็นด้วยกับโชติศักดิ์ (น่าจะมีน้อย) บางคนอาจไม่เห็นด้วย (คนส่วนมาก) แต่ยังไงคดีนี้ผมว่าศาลตัดสินออกมา โชติศักดิ์ คงไม่รอดอยู่ดี เพราะลองคิดว่าถ้าศาลตัดสินว่า “ไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญ ไม่ผิด” ในโรงหนังคงมีพวกไม่ยืนเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆ

ป.ล. - จริงๆ แล้วสมัยก่อนเพลงสรรเสริญฯ เปิดตอนหนังฉายจบ คนไม่ยืนก็เยอะนะ หนีกลับบ้านหมด เค้าเลยต้องเอามาเปิดก่อนหนังฉาย จะได้บังคับยืน)

I want my YouTube

by pittaya

จาก blog ของ bact’ มีคลิปบางคลิปที่ไม่สามารถดูได้ในบ้านเรา เวลาเปิดเข้าไปก็จะเจอตัวหนังสือในกรอบแดงๆ ว่า “this video is not available in your country” ดูเหมือนว่าประเทศอื่นบางประเทศก็เจอเรื่องแบบนี้เข้าเหมือนกัน เป็นฟีเจอร์ที่ YouTube (Google) ทำให้หน่วยงานของแต่ละประเทศเข้ามาเลือกบล็อกได้ตามใจ

แต่เอาเถอะ วิธีการแหกกฎมันก็ยังพอมีอยู่ สมมุติว่าเราอยากจะดูวิดีโอที่ชื่อว่า

http://youtube.com/watch?v=_yyKTE8TytA

ก็เปลี่ยน URL ของมันให้เป็น

http://youtube.com/v/_yyKTE8TytA

ก็จะดูได้ ถึงแม้ว่าขนาดมันจะเบี้ยวๆ และใหญ่ขึ้นมาสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าดูไม่ได้
(จาก blog Google Operating System via Lifehacker)

ถึง Google จะมี motto ว่า “Don’t be evil” แต่สุดท้ายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว ก็ต้องทำตัว evil อยู่ดี

Searching for Food

by pittaya

วันนี้ลองใช้ชื่อร้านอาหารที่ตัวเองเคยไปกินแล้วเขียนลง blog เอามาค้นเล่นๆ ใน google ดู ได้ผลน่าตกใจกว่าที่คิด

คีย์เวิร์ดที่ลองใช้ค้นหาดู พร้อมผลการค้นหา เป็นไปตามนี้

  • tsubakiya - ได้อันดับ 10
  • greyhound cafe - ได้อันดับ 6 (แพ้ @markpeak !)
  • heiroku sushi - ได้อันดับ 1 ! :D
  • โคขุน โพนยางคำ - ได้อันดับ 6
  • scoozi pizza - ได้อันดับ 7
  • cheesy fried - ได้อันดับ 2 แต่อันดับ 1 ก็คืออัลบัมรูปของตัวเองที่อยู่ใน multiply น่ะแหละ
  • takumi - ได้อันดับ 8
  • pepper lunch - ได้อันดับ 3
  • silver palace - ไม่ติดอันดับ! แต่ดันไปค้นเจอหน้ารวมของ blog อยู่ที่อันดับประมาณ 50 กว่าๆ

ผลการค้นหาทั้งหมด เป็นผลที่ได้จากการค้นหาด้วย google ภาษาไทย เวลาประมาณ 5 ทุ่มของวันที่ 18 เมษายน 2008 ถ้าใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้มาค้นในวันอื่น อาจได้ผลการค้นหาที่ต่างออกไป

สำหรับแฟนๆ เว็บเบราว์เซอร์ Mozilla Firefox คงได้ยินข่าวคราวกันมาแล้วบ้างว่า Firefox เวอร์ชัน 3 กำลังจะออกในช่วงกลางปีนี้ ในบ้านเราก็ตื่นตัวกับเรื่องนี้และพยายามผลักดันให้ภาษาไทยได้เป็น supported language ทำให้ผู้ใช้บ้านเราไม่ต้องมาคอยโหลดตัวตัดคำ ตั้งค่าโน่นนี่เอาเอง แค่โหลดมาลงก็ใช้ได้ทันที!

ปัญหาที่ผู้ใช้ Firefox บ้านเราเจอกันและเป็นอุปสรรคใหญ่มากคือตัวของ Firefox มันตัดคำไทยไม่ได้ ทำให้เวลาเข้าเว็บหลายๆ แห่งแล้วหน้าตามันจะดูเละๆ (แต่บางเว็บมันก็หน้าตาเละๆ ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับ Firefox สักหน่อย) ปัญหานี้ค้างมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดก็ได้รับการแก้ไขให้ตัดคำไทยได้สวยงามทั้งบน Windows, GNU/Linux และ Mac ในเวอร์ชัน 3 นี่เอง

ปัญหารองลงมาอีกคือ ค่าปริยาย (default) ของ Firefox มันออกแบบมาไม่เหมาะกับผู้ใช้บ้านเรา เปิดเว็บแล้วตัวหนังสือเล็กไปบ้าง ใหญ่ไปบ้าง ไม่รู้จะไปแก้ค่าตรงไหน ซึ่งใน Firefox 3 มีวิธีการแก้ปัญหานี้แล้ว หลังจากนี้ไปถ้าโหลดเวอร์ชันภาษาไทยมาใช้ ก็จะตั้งค่าเริ่มต้นให้แล้ว ดูได้สวยงาม

สำหรับคนที่ต้องการทดสอบ Firefox 3 Thai Localized Build (ตัดคำได้สวยงาม หน้าตา เมนู เป็นภาษาไทย) ที่ทีมงานทำขึ้นมา สามารถดาวน์โหลดได้จากหน้าโครงการ

  • Firefox ตัวจริงจะออกตอนกลางปี ตัวปัจจุบันล่าสุดที่มีให้ใช้คือเวอร์ชัน beta5 สำหรับรุ่น Thai Localized Build ที่เอามาให้ดาวน์โหลดกันนี้สร้างจากโค้ดล่าสุดของทาง Mozilla เอง
  • ดาวน์โหลด Firefox 3 รุ่นภาษาไทย มีทั้งบน Mac OS X (Universal binary), GNU/Linux, และ Windows XP (สำหรับ Windows Vista จะตามมาในเร็ววัน)
  • ถ้าพบปัญหา แปลไม่ถูกใจ ใช้งานยาก ส่ง feedback กลับมาได้ที่ หน้ารวม issue ของโครงการ (ต้องมี account ของ Google)

บางคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไมต้องไปแปลหน้าตาของ Firefox ให้มันเป็นภาษาไทยด้วย ในเมื่อภาษาอังกฤษก็ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว” แต่จริงๆ แล้วยังมีผู้ใช้ในบ้านเราอีกจำนวนมากที่ประสบปัญหาในการใช้งานโปรแกรมที่มีหน้าตาเป็นภาษาอังกฤษ (เช่น กลุ่มเด็กนักเรียนหรือคุณลุงคุณป้า) อยากให้ลองช่วยกันใช้ ช่วยกันทดสอบ แล้วแจ้งปัญหากลับมาเพื่อเราจะได้มีโปรแกรมดีๆ ไว้ใช้กัน

ติดตามความคืบหน้าของการพัฒนา Firefox 3 รุ่นภาษาไทย ได้ที่ Google Code และ Google Groups

Silver Palace

by pittaya

Silver Palace เป็นร้านอาหารจีน อยู่แถวๆ ถนนสีลม ในซอยข้างธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ อาหารมีทั้งแบบธรรมดาแล้วก็แบบบุฟเฟ่ต์ ซึ่งบุฟเฟ่ต์ร้านนี้เงื่อนไขแปลกหน่อยคือ ถ้าจะกินบุฟเฟ่ต์ต้องมาอย่างน้อย 4 คน ไม่งั้นไม่ได้ พอดีวันก่อนมีผู้ใจบุญพาไปเลี้ยงที่ร้านนี้ (เพื่อให้มันครบ 4 คน) ก็ได้โอกาสเก็บภาพมาฝากกัน

Silver Palace Restaurant
เริ่มต้นด้วยอุปกรณ์การกิน มีน้ำจิ้มซีฟู้ดให้ด้วย

Silver Palace Restaurant
หูฉลาม มีให้เลือกสองแบบ คือสูตรทรงเครื่องกับสูตรเสฉวน ถ้าแบบเสฉวนจะเผ็ดกว่า อันนี้เป็นเมนูพิเศษ สั่งได้คนละ 1 ถ้วยเท่านั้น (ของมันแพง)

Silver Palace Restaurant
หอยเชลล์ผัดซอส XO มีเห็ดฟางกับเห็ดเข็มทองด้วย สั่งได้โต๊ะละ 1 จาน

Silver Palace Restaurant
กุ้งเผา ตัวโตกำลังดี

Silver Palace Restaurant
เป็ดปักกิ่ง ม้วนมาให้อย่างดี ข้างในจะมีพวกผัก แครอท ห่อด้วยหนังเป็ด แล้วก็พันด้วยแป้งทับข้างนอกอีกทีนึง มีน้ำจิ้มมาให้เข้าชุดกัน

Silver Palace Restaurant
กุ้งกระเทียมพริกไทย หรืออะไรซักอย่าง

Silver Palace Restaurant
อันนี้ก็จำชื่อไม่ได้ น่าจะเป็นปูทอดกระเทียม กรุบกรอบ อุดมไปด้วยแคลเซียม

Silver Palace Restaurant
กุ้งอบวุ้นเส้น ควรระวังว่าวุ้นเส้นจะตัดกำลังทำให้กินจานต่อไปได้น้อย

Silver Palace Restaurant
เหลือบไปเห็น แซลมอนซาชิมิ ในเมนู ก็ไม่พลาดตามประสาคนนิยมแซลมอน มีโชยุกับวาซาบิให้ด้วย แต่แซลมอนหั่นหน้าตาแปลกๆ เหมือนมีดไม่คมด้วย รสชาติก็ธรรมดา

Silver Palace Restaurant
อันนี้เป็นแซลมอนนึ่งอะไรก็ไม่รู้

Silver Palace Restaurant
หมูหัน สั่งได้โตีะละจาน

Silver Palace Restaurant
ปิดท้ายด้วยของหวาน เป็นบัวลอยน้ำขิง

สรุปร้านอาหารจีน Silver Palace

  • บุฟเฟ่ต์ราคา 589+ บาท รวม service charge / VAT แล้วก็ตกประมาณ 650 บาทต่อคน
  • ของหวานมีเต้าฮวยฟรุตสลัด บัวลอยน้ำขิง แล้วก็แคนตาลูปเย็น
  • ราคาแพงไปหน่อยสำหรับคนไม่นิยมอาหารจีนอย่างผม

My History

by pittaya

คนอื่นเล่นกันไว้หลายคนแล้ว (pphetra, sugree, mk) เอาของตัวเองมาให้ดูบ้าง

Tabris:~ pittaya$ history|awk ‘{a[$2]++} END{for(i in a){printf “%5d\t%s\n”,a[i],i}}’|sort -rn|head
114 cd
93 ls
62 vi
40 wget
32 ssh
20 rm
20 find
12 python
10 mv
8 mdls

CSS Naked Day 2008

by pittaya

What happened to the design?

To know more about why styles are disabled on this website visit the

Annual CSS Naked Day
website for more information.

(via poakpong)

Google App Engine

by pittaya

Google App Engine เป็นหมัดเด็ดของ Google ที่ออกมาเพื่อต่อกรกับ Amazon Web Services ของ Amazon โดยเฉพาะ

ในขณะที่ AWS มีบริการให้ใช้คือ S3 (เก็บข้อมูล), EC2 (ประมวลผล) และ SimpleDB (ฐานข้อมูล) แต่ละบริการจะแยกออกจากกัน จะใช้ทั้งหมดหรือแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ แต่สำหรับบริการของ Google App Engine จะต่างออกไป โดย Google จะให้บริการแบบครบวงจรกว่า แยกใช้งานแบบเป็นบริการเดี่ยวๆ ไม่ได้

บริการของ Google App Engine จะมีลักษณะเป็นการให้บริการ infrastructure ที่ระดับ high-level มากกว่า โดยสามารถรัน application ที่เขียนด้วยภาษา python เท่านั้น (ภาษาอื่นจะตามมาในอนาคต) ทาง Google จะมี SDK มาให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมทดสอบในเครื่องตัวเองได้ก่อน แล้วนำมา deploy ลงในระบบของ Google App Engine ทีหลังได้ โดยระบบเก็บข้อมูลจะใช้ GFS และใช้ฐานข้อมูล BigTable

Google App Engine ในช่วงแรกจะเปิดแบบ beta ให้นักพัฒนา 10,000 คนแรก และจำกัดการใช้งานไว้ที่เนื้อที่ 500 MB และ bandwidth ไม่เกิน 10 GB ต่อวัน หลังจากนั้นเมื่อเปิดเต็มตัวแล้วจะมีโมเดลเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง (ยังไม่กำหนดราคา)

ในช่วงปี 2005 ตอนนั้น Google ไปจ้าง Guido Van Rossum คนสร้างภาษา python เข้ามาทำงานด้วย เป็นข่าวฮือฮาอยู่พักนึงว่า Google จะจ้างเอาไปทำอะไร แต่เจ้าตัวก็ติด NDA พูดอะไรมากไม่ได้ สุดท้ายเวลาผ่านไป 3 ปี ก็ได้ Google App Engine ออกมาให้ได้ลองใช้กัน

นอกจากนี้แล้ว Google App Engine ยังสนับสนุน Django ซึ่งเป็น web framework ยอดฮิตในภาษา python ด้วย ทำให้การสร้าง application สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (ตัวอย่างเว็บที่ใช้ django ก็เช่น Pownce, Revver)

เปรียบเทียบกันแล้ว Google App Engine ยังเป็นรอง Amazon Web Service อยู่พอสมควร เนื่องจากที่ว่ามันใช้ได้แค่ python ภาษาเดียวเท่านั้น ซึ่งจำนวนนักพัฒนา python (สำหรับเว็บ) เมื่อเทียบกับ PHP หรือ Ruby แล้วยังห่างกันเยอะมาก และในปัจจุบัน application จำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า AWS นั้นสามารถใช้งานได้ในระดับใหญ่จริง (เช่น Twitter, Pownce, Slideshare ฯลฯ)

นักพัฒนาที่มี application เก่าที่เป็นภาษาอื่น คงยากที่จะยอมย้ายมาลงบน platform ของ Google สู้ไปใช้งาน AWS เฉพาะในส่วนที่จำเป็นจะดีกว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาของ Google ต่อไปที่ต้องเร่งมือทำให้ Google App Engine รองรับภาษาอื่นมากขึ้น ถ้าให้เดา ภาษาถัดไปน่าจะเป็น Ruby (คนต่อไปที่จะโดนจ้างอาจเป็น MatZ หรือ David Heinemeier Hansson)

อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งข่าว

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Pepper Lunch

by pittaya

Pepper Lunch เป็นแฟรนด์ไชส์อาหารจากญี่ปุ่นประเภท สเต็กกระทะร้อน เสิร์ฟในกระทะ (เค้าว่า) อุณหภูมิ 260 องศาเซลเซียส อยากได้สุกแค่ไหน รสชาติยังไงก็ปรุงกันเอาเอง เคยเดินผ่าน 2-3 หนตอนที่ไปเดิน Central World แต่ไม่ได้สนใจมาก จนกระทั่งได้อ่าน entry นี้ของ @kengggg แล้วรู้สึกอยากกินขึ้นมา วันนี้สบโอกาสมาเดิน CTW เลยต้องขอประเดิม

Pepper Lunch
เมนูมีให้เลือกทั้งหมู เนื้อ ไก่ ปลา

Pepper Lunch
เข้าคิวสั่งที่เคาท์เตอร์แล้วเค้าจะให้หมายเลขโต๊ะมา ก็ไปนั่งรอที่โต๊ะอีกสักพักพนักงานจะเอามาเสิร์ฟให้ถึงที่

Pepper Lunch
ทิชชูมีโลโก้ร้าน Pepper Lunch ด้วย

Pepper Lunch
ถ้าสั่งเป็นเซต จะมีน้ำให้ บางเซตนอกจากน้ำแล้วก็มีข้าวด้วย

Pepper Lunch
เครื่องปรุงมีซอสหวาน ซอสเค็ม พริกไทย เกลือ

Pepper Lunch
จานแรกมาแล้ว เป็นข้าวเปปเปอร์เนื้อ เพิ่มชีสด้วย บวกไปอีก 15 บาท

Pepper Lunch
ต้องรีบจัดการเสียตั้งแต่ตอนที่กระทะยังร้อนอยู่ ไม่งั้นเดี๋ยวเนื้อจะไม่สุก

Pepper Lunch
จากนั้นก็คลุกๆๆๆ ให้สุกทั่วกัน

Pepper Lunch
อีกจานนึงเป็น ข้าวเปปเปอร์แซลมอน ลืมถ่ายตอนที่ยังหน้าตาดีๆ อยู่

Pepper Lunch
เทคนิคการคลุกคือ กดข้าวตรงกลางให้ผสมกับเนยที่อยู่ด้านล่าง แล้วค่อยคลุกๆๆๆ

Pepper Lunch
ไม่นานก็เหลือแค่นี้

ในเมนูมีพวกสเต็กเนื้อนำเข้าจากนิวซีแลนด์ด้วย แต่ราคาแพงเกินไปหน่อย (400+) ใจไม่ถึง (เมนูปกติจะราคาประมาณ 120-200) สำหรับเมนูที่ได้ลองก็ถือว่าอร่อยและแปลกใหม่กว่าอาหารตามห้างทั่วไป แต่เทียบกับราคาแล้วออกจะแพงไปสักนิด สำหรับครั้งแรกนี่ถือว่าจ่ายให้ wow factor ละกัน

ร้าน Pepper Lunch อยู่ที่ central world ชั้น 6 แถวๆ McDonald’s กับ KFC ส่วนรูปถ่ายด้วย Ricoh GX100 เหมือนเดิม

Sayonara, Takumi

by pittaya

Takumi เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ อยู่ที่โรงแรม le Concorde ห้วยขวาง เคยไปกินมาหลายหนแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีกล้องดิจิตอล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ซื้อกล้องมา ก็เลยถ่ายรูปมาลงซะหน่อย

Takumi
เมนูมีอาหารให้เลือกเยอะระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับหลากหลายมาก

Takumi
เตรียมอาวุธ

Takumi
ประเดิมจานแรกด้วยปลาดิบ มีแซลมอน มากุโร่ ปลากระพง ปูอัด แล้วก็ทาโกะ

Takumi
ต่อกันด้วยยำสาหร่าย

Takumi
อันนี้หมี่เย็น

Takumi
ชาบูเนื้อ

Takumi
เทมปุระ

Takumi
มะเขือม่วงย่าง ราดซอสอะไรซักอย่าง หวานๆ

Takumi
มากุโร่ นัตโตะ เกิดมาไม่เคยกิน ก็เลยลองสั่งดู ปรากฏว่ากว่าจะกระเดือกลงไปหมด เลือดตาแทบกระเด็น

Takumi
สั่งปลาดิบเพิ่ม เป็นทาโกะ กับแซลมอน

Takumi
ของหวานตบท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว

Takumi
Milk Cheese Pudding ของโปรด มาทุกครั้งกินไม่เคยต่ำกว่าสองถ้วย

ตอนนี้ราคาบุฟเฟต์ตกหัวละ 450 บาท ยังไม่รวม VAT 7% กับ Service charge อีก 10% แพงกว่าเมื่อก่อนที่เคยมากิน และรสชาติอาหารเปลี่ยนไป! รู้สึกไม่อร่อยเท่าที่เคยมากินหนแรกๆ ปลาดิบเหมือนไม่ค่อยสด แซลมอนเนื้อมันเละๆ ยังไงก็ไม่รู้ (ดูได้จากรูปนี้) ทาโกะก็เหนียว เคี้ยวยากเกินไป มีอย่างเดียวที่ยังรู้สึกว่าอร่อยคือ Milk Cheese Pudding (แต่ก็ไม่อร่อยเท่าครั้งแรกๆ ที่กินอยู่ดี) ถ้าราคานี้แล้วได้รสชาติเท่านี้คงต้องบอกลา ไปหาร้านใหม่ที่คุ้มราคากว่านี้ดีกว่า

ไม่ได้คิดไปเองคนเดียว มีคนอื่นบ่นไว้เหมือนกัน

Next Page »