I took the red pill

สั่งทำเสื้อ twitter ไว้ เพิ่งไปรับมาเมื่อวันก่อนในงาน mini twittbkk หน้าตาเป็นตามในรูป

I took the red pill
เสื้อ twitter

วันนี้ใส่ไปทำงาน มีเพื่อนที่ทำงานถามว่า “I took the red pill” มันมีความหมายว่ายังไง?

ต้องอธิบายก่อนว่า red pill ในที่นี้ก็คือ ยาเม็ดสีแดง จากในหนัง The Matrix ภาคแรก (คนไม่เคยดูอาจจะไม่ get) มีฉากหนึ่งที่มอร์เฟียส ยื่นยาสองเม็ด สีแดงกับสีฟ้า ให้นีโอเลือก แล้วบอกกับนีโอว่า

“This is your last chance. After this, there is no turning back. You take the blue pill – the story ends, you wake up in your bed and believe whatever you want to believe. You take the red pill – you stay in Wonderland and I show you how deep the rabbit-hole goes.”

ต่อมามันเลยกลายมาเป็นความหมายเปรียบเทียบ สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง ทำเป็นไม่สนใจความจริงที่โหดร้าย (ยาเม็ดสีฟ้า) กับยอมรับความจริงที่เจ็บปวด (ยาเม็ดสีแดง) ข้อมูลจาก wikipedia บอกว่า “Borrowing from the movie, the terms blue pill and red pill have become a popular metaphor for the choice between blissful ignorance (blue) and embracing the sometimes painful truth (red).”

ใครจำไม่ได้ว่าตอนไหน ดูได้จากในคลิป

Syndromes and a Century – Thailand’s edition

ภาพยนตร์ แสงศตวรรษ ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์ กำลังจะเข้าฉายบ้านเราในวันที่ 10 เมษายน นี้ ทีแรกได้ข่าวว่าจะฉาย 19 เมษา ปีที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ฉายด้วยเหตุงี่เง่าของคณะกรรมการเซ็นเซอร์บ้านเรา ที่ต้องการจะตัดฉากที่พวกเค้าคิดว่า “ไม่เหมาะสม” ออกไปเป็นจำนวน 4 ฉาก แต่ทางผู้กำกับไม่ยอม ก็เลยตัดสินใจไม่ฉายเลยซะดีกว่า

ล่าสุด ผู้กำกับขออุทธรณ์เรื่องนี้ใหม่ และผลการอุทธรณ์คือ คณะกรรมการยืนยันให้ตัด 4 ฉากเดิมออก และตัดเพิ่มอีก 2 ฉาก!

รวมแล้วหนัง แสงศตวรรษ จะต้องโดนตัดออกทั้งหมด 6 ฉากด้วยกัน คือ

  1. ฉากพระเล่นกีตาร์
  2. ฉากพระเล่นเครื่องร่อน
  3. ฉากหมอกอดจูบกับแฟนสาวแล้วเป้าตุง
  4. ฉากหมอดื่มเหล้าในโรงพยาบาล
  5. ฉากที่เห็น พระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (ใหม่)
  6. ฉากที่ปรากฏให้เห็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับคู่กับสมเด็จย่า (ใหม่)

เหตุผลที่ให้ตัดเพิ่มอีก 2 ฉากนั้นคือ “เขาบอกว่า ดูพระยังพอคิดไปได้ว่า เป็นพระลาวหรือพระที่อื่น แต่ดูฉากนี้แล้วรู้เลยว่าเป็นเมืองไทย”

สุดท้ายแล้ว อภิชาติพงศ์ ยอมฉาย แสงศตวรรษ ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครในโลก เรียกว่าเป็น Thailand’s edition นั่นคือ ทั้งใน 6 ฉากนี้ จะไม่ถูกหั่นทิ้ง แต่จะถูกคั่นด้วยความเงียบและฟิล์มดำที่มีรอยขูดขีด

บางคำจาก ผู้กำกับอภิชาติพงศ์ (via filmsick)

การตัดสินใจฉายโดยใช้ black leader ที่โดนขูดขีดนั้นต่างจากหนังเรื่องอื่นที่เอาฉากที่ตัดออกแล้วต่อด้วยฉากต่อ ไป เราตัดสินใจยกทั้งซีนออกเลยมากกว่าที่จะเป็นคัท เพื่อให้คนรู้สึกถึงความมืดที่มีเส้นสายของการทำลาย พร้อมทั้งความเงียบ และแน่นอนว่านี่จะเป็น print เดียวในโลก เป็นการบอกว่านี่แหละ การอยู่ในประเทศนี้ก็จำเป็นต้องดูแบบนี้ถ้ามีความคิดของผู้ใช้อำนาจแบบนี้ อยู่ มันไม่ใช่เรื่อง syndromes and a century แล้ว แต่มันเป็น statement ต่อ public

แสงศตวรรษ ฉบับ Thailand’s edition จะเข้าฉายที่โรงสยามพารากอน ในวันที่ 10 เมษายน โดยหน้าโรงหนังจะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเดินทางของหนังเรื่องนี้ และขั้นตอนการพิจารณาภาพยนตร์ในประเทศไทยด้วย

ถ้าใครไม่อยากจะดูแบบ Thailand’s edition อาจจะลองหาดูจาก DVD เอาก็ได้ แบบโซน 1 ก็มีออกมาแล้ว

Syndromes and a century
Syndromes and a Century ออก DVD โซน 1 แล้ว (ของเพื่อนซื้อมา ยืมเอามาถ่ายรูปเฉยๆ)

ส่วนตัวแล้ว โชคดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ในการจัดฉายรอบพิเศษที่สถาบันฝรั่งเศสเมื่อปีก่อน แนะนำคนที่ยังไม่เคยดูให้ไปดูกัน หนังดูง่าย สนุก ไม่ต้องกลัวว่าจะดูไม่รู้เรื่อง

Persepolis

ได้ยินชื่อหนัง Persepolis มาเป็นระยะๆ นานแล้วเหมือนกัน (คุณ s65 กับคุณเช ก็เคยเขียนถึง) หนังเพิ่งเข้าฉายบ้านเราที่โรง House RCA เมื่อวานนี้มีโอกาสก็เลยเข้าไปดู

หนังเป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในประเทศอิหร่าน ผ่านช่วงสงคราม ช่วงปฏิวัติศาสนา การกดขี่ทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งจริงๆ ก็คืออัตชีวประวัติของ Marjane Satrapi คนเขียนการ์ตูนเรื่องนี้น่ะเอง

ดูจบแล้วติดใจ ก็เลยไปซื้อหนังสือต้นฉบับมาจาก Kinokuniya

Persepolis
Persepolis boxed set

หนังสือมีสองเล่มคือเล่มแรก The story of a childhood และเล่มสอง The story of a return แพ็คขายคู่ มีกล่องใส่ให้ สนนราคา 852 บาท หรือมีอีก edition หนึ่งรวมทั้งสองเล่มเป็นเล่มเดียวจบ ใช้ชื่อว่า The complete persepolis แต่อันนี้ปกไม่ค่อยสวย ขายอยู่ 900 กว่าบาท ก็เลยเลือกแบบสองเล่มดีกว่า

สิ่งที่ได้เห็น ได้รับรู้ในหนัง อาจจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่ใช่รัฐศาสนา การดื่มแอลกอฮอลล์, การฟังเพลงของ Iron Maiden, การใส่รองเท้า Nike, กระทั่งการออกนอกบ้านโดยไม่ใส่ผ้าคลุมผม เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้าม และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราให้แน่ใจว่าประชาชนจะไม่ฝ่าฝืนระเบียบเหล่านี้

แต่เมื่อกลับมามองดูตัวเราเองจริงๆ แล้ว กลับเห็นความคล้ายคลึงกันอย่างบอกไม่ถูก ถึงระดับของการปิดกั้นทางวัฒนธรรมจะไม่ได้สูงเท่า แต่ก็ไม่สามารถเถียงได้ว่าบ้านเราไม่มีการปิดกั้น และแนวโน้มการปิดกั้นทางวัฒนธรรมในบ้านเราทำท่าว่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย ตั้งแต่เรื่องห้ามขายการ์ตูนที่มีฉากวาบหวิว ห้ามพระเล่นกีตาร์ในหนัง รวมทั้งข้อกำหนดงี่เง่าอีกหลายๆ อย่าง (บางอย่างไม่อาจเอ่ยได้ในที่สาธารณะด้วยซ้ำ!) ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพื่อความมั่นคงของชาติ”, “เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม” แน่หละ พวกนั้นมันเป็นของเมืองนอกเมืองนา วัฒนธรรมของชาติอื่น มันจะมาดีงามสู้วัฒนธรรมไทยได้ยังไงกัน

Discourse in Siyama

สียามา

ได้ตั๋วหนังเรื่องสียามา รอบสื่อที่โรงหนังสยามพารากอน ไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังของ MonoFilm อยู่แล้ว แต่ไหนๆ ได้ตั๋วฟรีมาแล้วก็เลยลองเข้าไปดูเสียหน่อย

ตัวหนังทำได้ตามมาตรฐานหนังของโมโนฟิล์ม (ไม่นับรวมเรื่อง Me, Myself นะ) ดังนั้นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก แต่สิ่งที่สะกิดใจอยู่ตลอดช่วงเวลาที่ดูหนังอยู่คือการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของคนในปัจจุบันมากกว่า ในหนังมีบทพูดอยู่หลายจุดที่พูดถึงการปกป้องบ้านเมือง รักแผ่นดิน ไม่ทรยศชาติ (เอ… ฟังดูคุ้นๆ) แผนการโปรโมตหนังก็มาตาม theme นี้คือ เน้นเรื่องความรักชาติเข้าไว้ และนี่คือจุดที่ถูกเน้นย้ำและทำให้หงุดหงิดใจตลอดการดูหนัง (ไม่นับเรื่องบทพูดที่ดูเหมือนยัดเยียดใส่ปาก และนักแสดงที่เล่นกันได้แข็งสุดๆ)

เท่าที่สังเกตการรับรู้ประวัติศาสตร์ของบ้านเรายังหยุดกันอยู่แค่ความรู้ในแบบเรียนประถม 6 เท่านั้นเอง เราเชื่อกันมาว่า คนไทย ประเทศไทย สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ เชื่อกันว่าคนสมัยก่อนเคารพรักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์เหมือนกับในปัจจุบันนี้ และหนังเรื่องสียามานี้ ก็เป็นอีกหนึ่งการผลิตซ้ำ “วาทกรรมรักชาติอย่างเป็นทางการ” เช่นเดียวกับหนังแนวเดียวกันนี้อีกหลายเรื่องที่สร้างขึ้นมาตอบสนองอุดมการณ์ชาตินิยม (ที่อยู่ในคำว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ที่เราถูกพร่ำสอนกันแต่เด็ก)

อุดมการณ์นี้ประสบความสำเร็จในบ้านเราเป็นอย่างมาก อาจจะถึงขั้นมากที่สุดในยุคปัจจุบันที่ผู้คนเชื่อกันว่า การสามัคคี การคิดไปทางเดียวกัน มีความหมายเท่ากับคำว่า “รักชาติ” คนที่คิดต่างไปจากคนอื่น เชื่อในสิ่งที่คนอื่นไม่เชื่อ หรือไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ ก็ถูกเหมารวมไปว่าเป็นพวก “ไม่รักชาติ” ไปเสียหมด ถ้าไม่ “เสียชาติเกิด” หรือ “สมควรตาย” ก็ควรที่จะ “ไปอยู่แผ่นดินอื่น” เสียมากกว่า (ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้)

เรื่องที่น่าตลกมากๆ ในเรื่องคือการที่ตัวละครหลักเอาวาทกรรมรักชาติไปเผยแพร่ให้คนอื่นในหมู่บ้านได้รับรู้ แล้วคนทั้งหมู่บ้านก็เออออห่อหมก ตีหน้าซึ้งน้ำตาไหลกันไปได้ ทั้งที่วาทกรรมนี้มันเพิ่งมามีเมื่อไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง (ถ้าใช้ภาษาเท่ๆ คงต้องเรียกว่า “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง”)

ได้ยินหลายคนที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ในทำนองสงสัยว่าหมู่บ้านสียามา นี่มันมีจริงหรือว่าแต่งขึ้นมาเอง ในที่สุดแล้วคำตอบจะเป็นทางไหนก็ไม่มีความแตกต่างเลย เพราะทั้งประวัติศาสตร์ฉบับทางการของกระทรวงศึกษา กับหนังเรื่องนี้ต่างก็มีจุดมุ่งหมายร่วมคือการผลิตซ้ำวาทกรรมชุดเดียวกันน่ะแหละ

Scary Monsters

Cloverfield poster

ไปดู Cloverfield มาเมื่อวันอาทิตย์ เป็นหนังหายนะภัยเรื่องล่าสุดของฮอลลีวู้ด คราวนี้เป็นสัตว์ประหลาดบุกถล่มแมนฮัตตัน ใช้เทคนิคการถ่ายทำให้เหมือนกับว่ากำลังเอากล้องวิดีโอที่คนในเหตุการณ์บันทึกได้มาดู ภาพที่ได้ออกมาเลยดูเหมือนเป็น reality show ตามติดชีวิตคนหนีตาย ถือว่าไอเดียเจ๋งใช้ได้เลย จะมีที่ติอยู่เล็กน้อยคือตัวเนื้อเรื่องที่ออกแนวจงใจดรามาเกิน reality show หนีสัตว์ประหลาดตอนแรกดีๆ อยู่แล้ว ดันอยากเท่เป็นพระเอกลุยเข้าไปกลางสนามรบ ได้อารมณ์อเมริกันฮีโร่มากไปหน่อย แต่ส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการตัดต่อ สามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นกล้องวิดีโอ (แบบหลอกๆ) ได้เต็มที่ การเคลื่อนกล้องก็ส่ายได้สมกับเป็นกล้องวิดีโอมาก ว่าตอนที่ดู Blair Witch Project มันเวียนหัวสุดๆ แล้ว Cloverfield ส่ายยิ่งกว่านั้นเสียอีก

นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว หนังแนวสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นที่ชอบก็มีหนังเกาหลีเรื่อง The Host ของผู้กำกับ Bong Joon Ho เป็นเรื่องสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ หน้าหนัง การดำเนินเรื่อง จังหวะทุกอย่างเป็นหนังสัตว์ประหลาดบันเทิงตามสูตร แต่ก็แฝงไว้ด้วยการเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์อำนาจของรัฐที่ล้มเหลวในการคุ้มครองประชาชน

ถ้าเป็นต้นตำรับของแนวสัตว์ประหลาดบุกเมือง จะไม่พูดถึง Godzilla ก็คงไม่ได้ แน่นอนว่าของจริงต้องเวอร์ชันญี่ปุ่นเท่านั้น ของฮอลลีวู้ดรีเมคเป็นจิ้งเหลนวิ่งในเมืองนี่รับไม่ได้ ภาคที่ดูแล้วชอบล่าสุดเห็นจะเป็น Godzilla: Final Wars หนังปี 2004 ฝีมือผู้กำกับสุดแนวอย่าง Ryuhei Kitamura ทำให้ Godzilla ภาคนี้กลายเป็นหนังแอ็คชั่นบู๊เลือดเดือดไปเลย (เครดิตจากงานเก่าๆ อย่าง Versus, Azumi ภาคแรก รับประกันได้)